การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 112 ต้วนชิงหมิงโดนวางยา
เสียงของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทั้งยังมีความสิ้นหวังที่บรรยายออกมาไม่ได้ตอนได้ยินเสียงนี้
กลับรู้สึกคล้ายกับเสียงสัตว์ปั่าตัวน้อยที่สูญเสียที่อยู่อาศัยทำให้คนรู้สึกเวทนา
สิ้นเสียงร้องตกใจของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์บ่าวรับใช้ที่เฝั้าอยู่หน้าประตูคนอื่นๆ ก็รีบวิ่งเข้ามาดู ภายใต้แสงไฟสลัว เห็น
เพียงนายหญิงของตัวเองกำลังล้มนอนอยู่บนพื้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานไม่ว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จะฉุดหรือจะ
ดึงอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้สักนิดดวงตาของนางปรือปิดไปแล้วจนเหลือเพียงครึ่งแม้กำลังมองอยู่ทว่าเต็มเปียมไป
ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ลมหายใจที่ปล่อยออกมาช่างยาวนานแต่กลับสูดลมหายใจเข้าได้เพียงน้อยนิด
ลมยามราตรีลอดทะลุหน้าต่างพัดผ่านม่านโปร่งบางเบาเข้ามาในห้องอย่างไร้สุ้มเสียงพวกเขาเคยเจอสถานการณ์
เช่นนี้เสียที่ไหนกัน? พลางรีบถอยหลังต่อเนื่องไปสองก้าวก่อนจะสะดุดล้มตรงวงกบประตู แล้วส่งเสียงดังสะเทือนจนหู
แทบแตก
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้น!มือฉุดดึงต้วนชิงหมิงไปพลางร้องไห้ไปพลาง แม่นมหนิงก็ไปหาเถี่ยเฟิงแล้ว ชิวจวี๋
ก็ถูกจัดให้ไปทำงานอื่นแล้วเช่นกันในห้องนี้ไม่มีใครให้ปรึกษาสักคนเลยจริงๆ
ไร้ซึ่งความหวังราวกับหิมะเต็มท้องฟั้ากำลังโปรยลงมา นางร้องไห้จนแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินเสียงตรงประตู
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ร้องไห้ “ฮือๆ” จากนั้นก็พุ่งเข้าไปตะคอกใส่บ่าวรับใช้ที่ตกใจจนหน้าซีดไม่เป็นผู้เป็นคนตั้งนานแล้ว “เจ้า
โง่รึไง……มัวเหม่ออยู่ตรงนั้นทำไม? ยังไม่รีบไปตามหมอโจวมาอีก?”
ใช่แล้วล่ะเมื่อเจ็บไข้ได้ปั่วย ก็ต้องไปหาหมอสิ แต่เมื่อครู่นี้บ่าวรับใช้เอาแต่เครียดกังวลไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่เรื่องแค่นี้
ก็ลืมแล้ว พอนึกถึงตรงนี้ก็ตอบอย่างตะกุกตะกักว่า “เอ่อคือ พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ท่านดูอยู่ที่นี่ก่อนนะ ข้าจะ……จะไปตามท่าน
หมอเดี๋ยวนี้!”
บ่าวรับใช้คนนี้ยังสามารถประคองสติได้อยู่รับอาสาแล้ววิ่งออกไปนอกห้องทันที!
แต่เนื่องจากลุกลี้ลุกลนเกินไปทำให้นางไม่ทันได้สังเกตเห็นเงาคนที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้ดังนั้นจึงได้ยินเพียงเสียง
“ไอ๊หยา” บ่าวรับใช้ศีรษะชนเข้าในอ้อมอกของผู้ที่เดินเข้ามา!
กลิ่นตัวของชายวัยผู้ใหญ่โผเข้ามาใส่หน้าในใจของบ่าวใช้เกิดการตอบสนองเร็วมาก นางรีบผลักชายคนนั้นออก
แล้วยืนให้ดีก่อนจะละลํ่าละลักพูด “เอ่อคือ ขอ……ขออภัยเจ้าค่ะ!”
“เจ้าคือบ่าวรับใช้ที่ถูกส่งมาอยู่ในเรือนของนายหญิงไม่ใช่หรือ?”
เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังขึ้นพอนึกถึงท่าทางขวัญหนีดีฝั่อของบ่าวรับใช้ก่อนหน้านี้อีกผู้ที่มาใหม่ก็
กล่าวอย่างกราดเกรี้ยวทันที “เจ้านายกำลังรับประทานอาหารอยู่ข้างในบ่าวรับใช้อย่างเจ้าวิ่งชนนั่นชนนี่ไปทั่ว มีอย่าง
เสียที่ไหน?”
ใบหน้าที่เล็กเท่าฝั่ามือของนางดูขื่นขมทันทียกมือขึ้นนวดหน้าผากที่โดนชนจนเจ็บ พอเงยหน้าขึ้นมอง ในใจก็รํ่า
ร้องไม่หยุดที่แท้ผู้ที่มาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นสวีปั๋อ ผู้ดูแลของหมู่บ้านแห่งนี้นี่เอง
เมื่อเห็นสวีปั๋อทำสีหน้าขุ่นเคืองอีกฝั่ายก็ผงะตกใจรีบชี้เข้าไปในห้องที แล้วก็ชี้ออกไปนอกเรือนทีพร้อมกล่าวอย่าง
ลนลานว่า “เอ่อคือคือว่า……คุณหนูใหญ่เพิ่งเป็นลมเจ้าค่ะพี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ใช้ให้ข้าไปเชิญหมอโจวมาที่นี่”
คุณหนูใหญ่เป็นลมไปแล้ว?
พอสวีปั๋อได้ยินเช่นนั้นในใจก็แอบรู้สึกดีใจ ร่างกายไวเท่าทันความคิดเขารีบเดินมาขวางทางที่บ่าวรับใช้กำลังจะ
ออกประตูไปพอดี!
ขณะนี้เองภายในห้อง เสียงรํ่าไห้อันเจ็บปวดใจของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ดังไปไกลมากตอนที่ได้ฟังเสียงนี้ท่ามกลางความ
มืด ก็ทำให้คนแทบจะหลั่งนํ้าตา!
พลางทำสายตาล่อกแล่กก่อนจะมองไปด้านนอกเรือน เอ่ยเตือนบ่าวรับใช้ด้วยนํ้าเสียงแหบ “หมอโจวอยู่ริมสุดฝัง
ตะวันออกของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากที่นี่เกือบครึ่งลี้ ระหว่างทางต้องเดินผ่านสุสานร้างด้วยนะ……เจ้ากล้าไปหรือ?”
อีกฝั่ายก็ตกใจจนพูดไม่ออกทันทีที่สุสานร้างทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านแห่งนี้ฝังคนตายเอาไว้ไม่น้อยเลยถ้าถูก
ผีปั่าพวกนั้นจับตัวขึ้นมาเล่า นางจะไม่สิ้นชีวิตหรอกหรือ……ฮือๆบ่าวรับใช้ตัวน้อยกลัวผีที่สุดแล้วแม้ยามปกตินางยังไม่
กล้าก้าวออกจากประตูบ้านตอนกลางคืนด้วยซํ้าเมื่อครู่นี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตะคอกใส่ นางจึงไม่ทันสนใจ แต่พอมาคิดดูตอนนี้
แล้วนางกล้าไปเสียที่ไหนล่ะ?
ชีวิตของเจ้านายหญิงนี้ลํ้าค่าและสำคัญมาก……นางรู้ แต่บ่าวรับใช้ก็เป็นคนเหมือนกันนะจะให้ไปทำเรื่องที่ต้องสู้
ตายเพื่อนายหญิงแปลกหน้าเพียงคนเดียวเนี่ยนะนางไม่ทำหรอก!
“ตุ้บ” นางคุกเข่าต่อหน้าสวีปั๋ออย่างตั้งใจทันที “ผู้ดูแล รบกวนท่านรีบไปตามหมอโจวมาให้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ
คุณหนูเหมือนจะไม่ไหวแล้ว ข้าขาเล็ก วิ่งไม่เร็ว กว่าจะถึงตอนนั้นข้ากลัวว่าจะล่าช้าไม่ทันการณ์……”
เมื่อได้ฟังคำพูดของนางเขาก็แอบดีใจ ทว่าภายนอกกลับนิ่งเฉย ยกมือขึ้นโบกไปมา “เจ้ารีบเข้าไปรอ เรื่องตาม
หมอโจว บ่าวอย่างเจ้าทำไม่ได้แน่นอนข้าจะหาคนอื่นไปแทน!”
ในหมู่บ้านแห่งนี้คำพูดของสวีปั๋อก็เหมือนคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นใครขอเพียงไม่กล้าเชื่อฟังคำพูดของสวีปั๋อ เช่นนั้น
จุดจบจะไม่อเนจอนาถหรอกหรือ?
ในเวลานี้บ่าวรับใช้กำลังถูกดวงตาอันดำขลับ เจือด้วยความเที่ยงธรรมของสวีปั๋อจ้องมองถึงแม้ในใจจะเป็นปลื้ม
แต่กลับไม่กล้าแสดงออกมาเลยแม้สักกระผีกนางมองไปนอกเรือนอันมืดมิดอีกครั้งกำลังคิดว่าผู้ดูแลสวีท่านนี้ก็เป็นคนดี
เหมือนกันนะไม่ได้โหดร้ายเหมือนที่ข้างนอกรํ่าลือกันเลยจริงๆ!
ในที่สุดก็ได้โล่งใจเสียทียังดีที่นางไม่ต้องวิ่งไปคนเดียว!ทั้งยังไม่ต้องผ่านไปทางสุสานร้างนั้นแล้วเช่นกันจะว่าไปสวี
ปั๋อคนนี้ก็เป็นดาวนำโชคของนางจริงๆ!นางคิดอยู่ในใจแล้วจึงโค้งเอวเล็กน้อย เอ่ยตอบ “เช่นนั้นก็รบกวนผู้ดูแลสวีแล้ว
ขอบคุณผู้ดูแลสวีเจ้าค่ะ!”
พูดจบก็วิ่งกลับขึ้นเรือนไป
สวีปั๋อยืนอยู่บริเวณชานเรือนที่มืดมิดคอยฟังเสียงร้องไห้ที่ดังอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายอยู่ในห้องในคํ่าคืนที่มืดจน
มองไม่ชัดว่าคนมีสีหน้าเป็นอย่างไรใบหน้าเขากำลังเผยรอยยิ้มที่ทำแผนชั่วสำเร็จ ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ!
เขาย่อมไม่มีทางไปเชิญหมอโจวมาเด็ดขาด!
ในความเป็นจริงนอกเสียจากจะพิสูจน์ได้แล้วว่าต้วนชิงหมิงตายแล้วจริงๆ เมื่อถึงเวลาต้องชันศูตรศพหมอถึงจะ
เข้าประตูบ้านนี้ไปได้! แต่ถ้าจะมาเพื่อรักษา หรือมาเพื่อเรื่องอื่นเช่นนั้น ต่อให้จะเชิญหมอโจวมาแล้วจริงๆ แต่สวีปั๋อก็จะ
ต้องคิดหาหนทางเพื่อไม่ให้เขาเข้าประตูเรือนเข้ามาอยู่ดี!
ท่ามกลางความมืดมิดเสียงโวยวายตกใจของบ่าวรับใช้ ทั้งยังมีเสียงร้องไห้ของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เสียงเหล่านี้ชัดเจนเป็น
พิเศษ สวีปั๋อยืนอยู่ในเรือนผ่านไปนานแล้วแต่ก็ไม่ขยับไปไหนแม้แต่น้อย
เขาไม่กลัวแล้วก็ไม่หลบด้วย แต่กำลังรอคน!
เวลาผ่านไปไม่นานชายสามคนเดินตรงเข้ามาด้วยฝีเท้าเป็นจังหวะจะโคนจนเห็นชายเสื้อคลุมปลิวตามลมพร้อม
เสียงดังสับสนวุ่นวายปนเปไปหมด “ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ท่านนี้กำลังเล่นลูกไม้อะไรฟั้าก็มืดแล้ว แต่เพิ่งจะเรียกพวกเรามา
จะปรึกษาเรื่องอะไรกันแน่เมียข้าอยู่บ้านพอดี ข้าโดนนางถามซักไซ้อยู่พักใหญ่กว่าจะมาได้……”
พอผู้ชายคนนั้นพูดถึงตรงนี้เสียงก็เงียบไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะเริ่มบ่นอีกรอบ “สองวันมานี้อากาศหนาวรุนแรง
มากแถมฟั้าก็อึมครึมด้วย ตามที่ข้าคิดนะ อากาศดูท่าจะเปลี่ยนแปลงแล้วไม่แน่ว่าอีกไม่กี่วันนี้หิมะแรกอาจจะตกลงมา
ก็ได้ทีแรกก็คิดว่าคืนนี้จะนอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้จะไปเที่ยวเล่นในภูเขาแต่ตอนนี้จบกัน……”
คนคนนั้นกำลังเดินไปพลางพูดไปพลางสิ่งที่อยู่ในคำพูดเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนายหญิงคนนี้สักเท่าไร!และตั้งแต่
ต้นจนจบก็มีเขาพูดอยู่คนเดียว อีกสองคนเอาแต่เดินอยู่เงียบๆไม่เอ่ยตอบแม้แต่คำเดียว!
พอเห็นว่าจะเข้าใกล้เรือนแล้วก็ได้ยินเสียงของอีกคนที่ค่อนข้างมีอายุกล่าวช้าๆ ว่า “พอแล้ว เอ้อวั่ง เรื่องของนาย
หญิงคนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ลูกน้องระดับอย่างเจ้ากับข้าจะมาพูดวิจารณ์ในทางลบได้เหรอ……บางทีอาจมีธุระจริงๆ ก็ได้……พวก
เจ้าสองคนฟังข้าไว้ให้ดีนะ อีกประเดี๋ยวไม่ว่าคุณหนูใหญ่มีเรื่องอะไรจะกำชับ พวกเจ้าแค่เชื่อฟังก็พอแล้วอย่ากล้าไปต่อ
ปากต่อคำ แล้วอีกอย่าง พอกลับไปถึงบ้านตัวเองแล้วก็อย่าลืมปิดปากภรรยาพวกเจ้าให้สนิท อย่าให้พวกนางเที่ยวพูด
เหลวไหลไปทั่วเมื่อถึงตอนที่เบื้องบนตำหนิลงมา พวกเจ้าจะรับผิดชอบไม่ไหว!”
เมื่อได้ยินคำเตือนนี้คนคนนั้นก็หุบปากทันที หลังจากผ่านไปพักใหญ่ ถึงได้กล่าวเสียงตํ่าอย่างอึกอักว่า “นี่ไม่ใช่
การวิ่งทำงานตอนกลางคืนเหรอ วางจนน่าเบื่อจะตายจะมีคนอื่นมาได้ยินได้อย่างไร? เรื่องในคืนนี้รองผู้ดูแลวางใจได้เลย
พวกเราไม่พูดซี้ซั้วแน่นอน……”
ถึงแม้ปากของภรรยาเขาจะหลวมยิ่งกว่าผ้าคาดเอวแต่เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับอนาคตและชีวิตของเขาต่อให้ตีให้ตาย
เขาก็ไม่ให้ภรรยานำเรื่องนี้ออกไปพูดข้างนอก!
พอรองผู้ดูแลได้ยินคำพูดของเอ้อวั่งก็แอบถอนหายใจเบาๆ!
ส่วนอีกคนที่เงียบมาตลอดเดินอยู่ข้างหลังสุดแต่กลับมองไปยังท้องฟั้าอันมืดมิดโดยจิตใต้สำนึกในใจรู้สึกว่ามีเรื่อง
บางอย่างเกิดขึ้น!
ต้องบอกเอาไว้เลยว่าเรื่องในคืนนี้ค่อนข้างแปลก คุณหนูใหญ่ท่านนี้มาที่หมู่บ้านนี้หลายวันแล้วแต่ก็ไม่เคยเรียก
พบพวกเขาเลย ทำไมต้องรอจนปั่านนี้กว่าจะเรียกพวกเขามาปรึกษาธุระละ? แล้วอีกอย่าง วันนี้ก็เรียกมาได้ไม่ช้าไม่เร็ว
เกินไป เป็นตอนเที่ยงคืนพอดี?