การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 113 เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถูกใส่ร้าย
ต้องทราบเอาไว้ว่าถึงแม้ในราชวงศ์เซี่ยจะเปิดกว้าง แต่กลับมีข้อเรียกร้องต่อผู้หญิงไม่ลดน้อยลงเลย
ดังคำพังเพยกล่าวไว้ว่าชายหญิงอายุสามปีก็ไม่นั่งโต๊ะเดียวกันแล้ว ทว่าคุณหนูใหญ่ท่านนี้อย่างน้อยก็อายุสิบปี
แล้วกระมัง? เหตุใดจึงเรียกพวกผู้ชายในหมู่บ้านเข้ามาในเรือนของตัวเองดึกๆดื่นๆ เล่า? เกรงว่าหากเรื่องนี้ลือกันออกไป
ข้างนอกต่อไปนี้นางก็เลิกคิดไปได้เลยว่าจะได้อยู่อย่างเป็นผู้เป็นคน! อย่าบอกนะว่า คุณหนูใหญ่ออกนอกลู่นอกทางอย่าง
นี้จริงๆจะไม่รักษาเกียรติของตัวเองสักนิดเชียวหรือ
เวลากลางคืนที่เงียบสงบมีเพียงแสงจันทร์บนท้องฟั้าสาดส่องเผยให้เห็นใบหน้าที่ฉายแววดีอกดีใจขณะฟังเสียง
ฝีเท้าแล้วพบว่าเป็นจังหวะการเดินของชาวบ้าน!เขาอาศัยความมืดมิดยามราตรีนิ่งฟังสิ่งที่ผู้มาใหม่กำลังถกเถียง
เรียบร้อย……คงจะมากันหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่รอให้เขาออกหน้าส่งเสียงร้องในครึ่งหลังแล้ว
เขากะเวลาให้พอดีจงใจกระแอมไอหนึ่งทีแล้วก้าวเท้าเหยียบพื้นหนักๆ เดินวนอยู่ในเรือนสองสามรอบ!
ในห้องจุดตะเกียงไว้เพียงดวงเดียวตอนที่แสงส่องสว่างออกไปข้างนอก แสงตะเกียงก็ค่อนข้างสลัวแล้วและบน
ใบหน้าสวีปั๋อก็กำลังแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ถึงขีดสุดเมื่อใบหน้านั้นอยู่ภายใต้แสงไฟจากตะเกียงที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างกลับทำให้
คนที่เห็นรู้สึกตัวสั่นทั้งๆ ที่ไม่ได้หนาว!
สวีปั๋อเดินก้าวยาวไปที่เรือนหลักที่มีเสียงร้องไห้อันน่าเวทนาดังออกมาในขณะที่เขากำลังเดินเข้าไป ก็แสร้ง
โวยวายเสียงดังไปด้วยว่า “ดึกดื่นปั่านนี้แล้ว มัวมาร้องไห้อะไรกัน? แล้วคุณหนูใหญ่ล่ะ?เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ประตูห้องเปิดแง้มอยู่ครึ่งหนึ่งสวีปั๋อใช้มือใหญ่ผลัก ประตูอีกบานหนึ่งก็เปิดออกอย่างฉับพลันแสงสว่างในห้อง
ทำให้เขาระคายเคืองตาจนต้องหยีตาทันทีพลางยกมือขึ้นบังโดยจิตใต้สำนึก เพียงครู่เดียวก็สาวเท้าเดินเข้าไปในห้อง!
คนของต้วนชิงหมิงถูกบ่าวรับใช้และเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กันไปอยู่ด้านข้างของเตียงด้วยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์บังนางไว้อย่างพอ
ดิบพอดีสวีปั๋อจึงมองเห็นไม่ชัดเจนว่าต้วนชิงหมิงเป็นหรือตายกันแน่แต่ฟังจากเสียงร้องไห้ของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กอปรกับดู
จากท่าทางตกใจจนหน้าถอดสีของบ่าวรับใช้คนนั้นที่ยืนอยู่ด้านข้างเขาก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้สำเร็จไปแล้วถึงแปดส่วน!
เขามองไปรอบๆห้องหนึ่งรอบ พอเงยหน้าขึ้นมา สายตาพลันเห็นว่าเนื้อกวางชะมดหายไปแล้วเกือบครึ่งในใจเขา
ยิ้มร่าราวกับดอกไม้บาน คุณหนูตัวแสบข้าจะคอยดูว่าครั้งนี้เจ้าจะยอมรับชะตากรรมได้หรือยัง?
เนื่องจากสวีปั๋อกะเวลาได้ดีมากดังนั้นตอนที่เขาเพิ่งจะก้าวเข้าประตูมา ในเรือนก็มีเสียงเท้าคนดังวุ่นวายแล้วเห็น
เพียงผู้ดูแลลำดับสองนำคนสองคนเดินเข้ามา ขณะที่เดินก็ยังบ่นไปด้วยว่า ‘ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่จะเรียกพวกเรามาในเวลา
นี้ทำไมมีเรื่องสำคัญอะไรจะปรึกษา?’
ไม่มีใครพูดอะไรมีแต่เสียงร้องไห้สะอื้นของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดังออกมาตั้งแต่ไกลๆชายชาตรีพวกนี้ได้ยินแล้วแอบตกใจ
จึงรีบสาวเท้าเดินเข้าไปเห็นเพียงสวีปั๋อยืนอยู่ด้านข้าง!
เมื่อเห็นทั้งสามทำสีหน้างุนงงตกใจสวีปั๋อก็โบกมือให้พวกเขา พร้อมอธิบายว่า “ข้าก็เพิ่งมาเหมือนกันเพิ่งจะเดิน
เข้าประตูไปก็เห็นคุณหนูใหญ่เป็นลมไปแล้ว! ข้าดูอยู่นานมากดูจากสภาพของคุณหนูใหญ่ ก็มีอาการคล้ายกับเอ้อตั้นจื่อ
แล้วก็เหลาหลี่โถวด้วยวันนี้ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ไปบ้านของเหลาหลี่โถวมาไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะวันนี้นางอยู่ที่นั่น
นานเกินไปหรือไม่ก็เลยเกิดอาการปั่วยขึ้นมาโดยไม่ทันระวัง……”
เกิดอาการปั่วย? ไม่ใช่ว่าติดโรคเวินอี้มาแล้วหรอกหรือ?
คำว่า ‘โรคเวินอี้’ ราวกับเป็นพวกตะขาบแมงปั่องทำเอาผู้ที่เข้ามาใหม่ต่างตกอกตกใจจนเซถอยหลังไปพร้อมกัน
อุทานอย่างตระหนกสุดขีด
“อะไรนะ?”
เมื่อได้ยินสวีปั๋อพูดซี้ซั้วให้คนเข้าใจผิดตรงจุดที่มีเงาของโคมไฟ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่นํ้าตานองหน้าพลันลุกขึ้นยืนแล้วชี้
สวีปั๋อพลางตะโกนบอกด้วยเสียงแสบแห้ง “คุณหนูใหญ่ติดโรคเวินอี้เสียที่ไหนกันเล็บนางเป็นสีม่วงแล้ว ชัดเจนว่าโดน
วางยาพิษ……”
พอสวีปั๋อได้ยินเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กล่าวเช่นนั้นในใจก็เริ่มแสยะยิ้ม บ่าวรับใช้โง่เอ๊ย นี่ไม่ใช่ว่าเจ้ากำลังขุดหลุมฝังตัวเอง
หรอกหรือ? ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะหาข้ออ้างอะไรมาลงโทษเจ้าแต่เจ้ากลับเอาตัวเองเข้ามาชนปากกระบอกปืนของ
ข้าแล้ว!
สวีปั๋อทำสายตาล่อกแล่กนิดหน่อยก่อนจะยื่นมือชี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าเดือดดาล “เจ้าบอกว่าคุณ
หนูใหญ่ถูกวางยาหรือ? แต่เจ้าเป็นหัวหน้าบ่าวรับใช้ของคุณหนูใหญ่นะเป็นเจ้าที่ติดตามรับใช้ข้างกายมาโดยตลอด… เช่น
นั้น เจ้าเป็นคนวางยาพิษใช่หรือไม่?”
เขาใช้อุบายในการผลักความผิดให้นางทั้งหมด!
เมื่อได้ยินดังนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็โมโหมาก ทว่ายังไม่ทันได้แก้ตัว สวีปั๋อก็หันหน้ามาท่ามกลางเงาตะเกียงอันมืดสลัว
แสงไฟจากตะเกียงวูบไหวส่องใบหน้าที่กำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายของเขาละม้ายผีร้ายในนรก!เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เคยเห็นสายตาที่ชั่ว
ร้ายเช่นนี้จากที่ไหนมาก่อนนะเขาทำให้นางตระหนกตกใจก้าวถอยหลังไปสองก้าว ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมาอีก!
เขายกมือขึ้นชี้ไปที่นางกล่าวด้วยนํ้าเสียงโมโหราวกับเพิ่งกระจ่างชัด “ที่แท้ก็เป็นเจ้าจริงๆ……เสียแรงที่คุณหนู
ใหญ่ไว้ใจบ่าวรับใช้อย่างเจ้าขนาดนี้แต่เจ้ากลับไม่พอใจ ลอบวางยาพิษใส่คุณหนูอย่างโหดร้าย เจ้าตอบมาซิว่าใช่หรือ
ไม่?”
“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่……ข้าไม่ได้ทำ!”
ทว่าสวีปั๋อเดินประชิดเข้ามาทีละก้าวแล้วใช้สายตาที่ฉาบไปด้วยยาพิษมองที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างเยียบเย็น ค่อยๆ
ก้าวเดินประชิดเข้าไปทีละก้าวจนนางจนมุม!
อีกฝั่ายตกตะลึงพรึงเพริดอย่างเห็นได้ชัดเขาเดินประชิดเข้าไปทีละก้าว นางก็ก้าวถอยทีละก้าวเช่นกัน สุดท้ายร่าง
ของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ล้มกระแทกลงบนเตียงอย่างแรง!
ดวงตาของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รื้นไปด้วยนํ้าตาพยายามส่ายหน้าอย่างสุดชีวิต “ข้าจะทำร้ายคุณหนูได้อย่างไร……ข้าไม่
ได้ทำ ข้าไม่มีวันทำ!”
สวีปั๋อรู้สึกเป็นต่อใบหน้าแสยะยิ้มเขาไม่ฟังคำแก้ตัวของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “บ่าวรับใช้อย่างเจ้าน่ะกินก็กินอยู่กับเจ้า
นาย เสื้อผ้าก็ใส่ของเจ้านาย นอกจากจะไม่ตอบแทนบุญคุณแล้วยังกล้าวางแผนทำร้ายคุณหนูอีก……ถึงแม้ตามกฎแล้ว
ข้าจะไม่ควรยุ่งกับเจ้าแต่คนอย่างเจ้าน่ะ ฟั้าดินไม่อภัยหรอก ครั้งนี้ข้าจะต้องล้างแค้นเพื่อคุณหนูให้ได้!”
พอพูดจบสวีปั๋อก็ไม่รอให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดอะไรอีกเขาหันขวับกลับไปตะโกนให้ข้างนอกได้ยินอย่างโมโห “เด็กๆ
มามัดตัวนางบ่าวชั่วใจกล้าคับฟั้าคนนี้ให้ข้าที อุดปากแล้วเอาไปโยนไว้ในห้องเก็บฟืน รอให้เจ้านายลงโทษ”
ครู่เดียวก็มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำสามคนบุกเข้ามาทันทีอุดปากเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอาไว้ไม่ให้พูดแก้ตัวได้ จากนั้นก็ลาก
ออกไปข้างนอก
ใบหน้าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เต็มไปด้วยนํ้าตานางส่งเสียงร้อง พลางออกแรงดิ้นรนทว่าแรงของนางจะไปสู้แรงของชายรูป
ร่างกำยำหลายคนได้อย่างไร? นางถูกลากออกไปถึงประตูอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่อาบนํ้าตามองต้วนชิงหมิงที่นอนอยู่บน
เตียงนุ่มแวบหนึ่งไม่นานก็หายตัวไปในคํ่าคืนอันมืดมิด
เรื่องราวเกิดขึ้นเร็วมากรองผู้ดูแลและพวกอีกสองคนเพิ่งจะเข้ามายืนนิ่งอยู่ในห้องส่วนสวีปั๋อที่ใช้ความพยายามไม่
ถึงสามประโยคก็สามารถจัดการเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้อย่างรวดเร็วราบรื่น
เมื่อเห็นสวีปั๋อที่มีสีหน้าเกรี้ยวโกรธเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วก้าวมาข้างหน้าผู้ที่มาใหม่ก็ก้าวถอยหลังไป
โดยจิตใต้สำนึก!
สวีปั๋อถอนหายใจเบาๆประสานมือคารวะบุรุษทั้งสามจากนั้นกล่าวด้วยนํ้าเสียงเจ็บปวดรวดร้าวใจ “เรื่องในคืนนี้
ท่านทั้งสามก็ได้เห็นแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะบ่าวรับใช้ที่ชื่อเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่แอบวางแผนร้ายกับนายหญิงทั้งยังวางยาพิษใน
อาหารของคุณหนูด้วย ถึงได้ทำให้คุณหนูตายไปเดิมทีข้าไม่ควรตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองแต่เป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้อง
กับชีวิตของคุณหนูใหญ่”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ทั้งยังเกิดเรื่องขึ้นที่นี่ด้วย ข้าจึงผลักภาระให้คนอื่นไม่ได้ทำได้เพียง
ลงโทษแทนเจ้านายก่อน หลังจากจบเรื่องแล้ว ถ้าบรรดาเจ้านายในจวนมาที่นี่แล้วถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้
หวังว่าทั้งสามจะช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย”
พอพูดจบก็ค้อมกายคารวะต่อทั้งสามคนค้างไว้เป็นเวลานาน!
รองผู้ดูแลและพวกอีกสองคนสีหน้าเปลี่ยนสีมองหน้ากันเลิ่กลั่กทันที ชั่วขณะนั้นเดาไม่ออกว่าอีกฝั่ายจะมาไม้
ไหนกันแน่?
คนที่เข้าใจคนแรกก็คือรองผู้ดูแลติงเฉวียนเขาเป็นคนหูตาไวที่สุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไหลไปตามนำได้เก่ง
ที่สุดอีกด้วยเมื่อนำเหตุการณ์ก่อนและหลังมาเทียบกัน เขาก็เข้าใจเจตนาของสวีปั๋อ!ติงเฉวียนย่อมรู้อยู่แล้ว ว่าคนที่ลาก
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปเมื่อครู่นี้ล้วนเป็นคนที่สวีปั๋อเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าพวกเขาสามคนเต็มใจช่วยเป็นพยานให้สวีปั๋อก็ย่อม
ปลอดภัยไร้กังวล แต่ถ้าพวกเขาไม่เต็มใจช่วย เกรงว่าคนต่อไปที่จะซวยเป็นเพื่อนบ่าวรับใช้คนนั้นก็คงจะเป็นพวกเขาสาม
คนแล้ว!
ในใจติงเฉวียนอาจไม่ได้กลัวสวีปั๋อแต่เขากลับกลัวว่าหลังจากที่ตัวเองไปล่วงเกินคนตํ่าทรามอย่างเขาแล้วทั้ง
ครอบครัวของตัวเองคงจะอยู่ไม่สงบสุขแน่!
ทว่าเมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ท่านนี้มีโอกาสตายมากกว่ารอดเห็นบ่าวรับใช้ที่ถูกใส่ร้ายคนนั้น เขาก็คิดว่าคุ้มแล้วหรือที่
คนคนนี้จะไร้ความผิด? ส่วนตัวเขาเอง จะโกหกตาใสเพื่อช่วยคนชั่วก่อกรรมทำเข็ญจริงๆ น่ะหรือ?`