การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 114 สวี่หนิง
ในขณะที่ติงเฉวียนกำลังใคร่ครวญพลันเหลือบไปเห็นสายตาของสวีปั๋อที่มองกวาดไปมาคล้ายสัตว์ปั่าหิวโหยตอน
จำศีลในช่วงเหมันต์ฤดูสายตานั้นเจือไปด้วยความโหดร้ายและมืดครึ้มอยู่หลายส่วนราวกับว่าขอเพียงมีใครกล้าต่อกรก็จะ
ถูกเขากัดกินกลืนลงไป เมื่อได้เห็นสายตาแบบนั้นภายในใจของติงเฉวียนก็สั่นสะท้านขึ้นอย่างฉับพลัน รีบกระแอมไอให้
คอโล่งแล้วประสานมือคารวะสวีปั๋อ
“ท่านผู้ดูแลวางใจได้……เรื่องนี้ล้วนเป็นเพราะสาวใช้คนนี้ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณเจ้านายกลับมาวางแผนทำร้ายเจ้า
นาย เดิมทีนึกว่าจะทำอย่างไร้ช่องโหว่ แต่กลับคาดไม่ถึงถูกสายตาอันเฉียบคมของท่านสวีปั๋อมองทะลุปรุโปร่งเข้าแล้ว
เพื่อปั้องกันไม่ให้นางหนีไปกลางดึก ก็ควรจะควบคุมตัวนางไว้ก่อน……เรื่องพวกนี้พวกเราสามคนล้วนเห็นเองกับตา ไม่มี
สิ่งใดหลอกลวงเลยสักนิดแน่นอน สวีหนิง เอ้อวั่งพวกเจ้าสองคนว่าอย่างไร?”
ในขณะที่ติงเฉวียนกล่าวเช่นนั้นก็ส่งสายตาให้เอ้อวั่งและสวีหนิงที่อยู่ภายใต้เงาตะเกียงพลางทำทีบอกใบ้ให้พวก
เขาสองคนรีบเล่นไปตามนํ้าหลีกเลี่ยงไม่ให้เดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
ติงเฉวียนกับสวีปั๋อทำงานร่วมกันมานานเขาจึงรู้ถึงสันดานของอีกฝั่ายอย่างลึกซึ้งว่าสวีปั๋อหาได้มีจิตใจดีเหมือน
เช่นที่เห็นภายนอกไม่ ในใจมีแต่ความชั่วร้ายอำมหิตทั้งกะล่อนปลิ้นปล้อนตีสองหน้า ทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้นนอกจากนี้เข้ายัง
คุมหมู่บ้านมาหลายปีชีวิตผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านต้องสังเวยให้เขาไปแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไร
ดังนั้นในหมู่บ้านนี้จึงมีคำเล่าลืออยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ ‘ยอมผูกความแค้นกับยมราช ดีกว่าผูกมิตรกับสวีปั๋อ’ คำ
กล่าวนี้ก็ได้บอกทุกคนไว้อย่างกระจ่างแจ่มแจ้งแล้ว ว่าสันดานที่ดุร้ายโหดเหี้ยมอย่างสวีปั๋อเกรงว่าแม้แต่ท่านยมราชที่คุม
แดนอเวจีก็ยังต้องยอมแพ้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคํ่าคืนนี้แท้จริงทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ติงเฉวียนเข้าใจยิ่งกว่านั้นนั่นก็คือในเมื่อสวีปั๋อกล้าแอบ
วางแผนทำร้ายคุณหนูใหญ่บ้านเจ้านายที่ไม่เคยมีความแค้นต่อเขามาก่อนทำอย่างไม่เกรงกลัวเพราะมีที่พึ่งทั้งยังกล้าใส่
ความบ่าวใช้ของคุณหนูใหญ่อย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย เช่นนั้นก็แสดงว่าเขาทำไปเพื่อสองสิ่งเท่านั้น หนึ่งก็คือ ‘อำนาจ’สองก็
คือ ‘ผลประโยชน์!’
นอกจากนี้ดูจากการที่สวีปั๋อดำเนินการเรื่องนี้อย่างไม่หลบเลี่ยงเลยสักนิดควบคุมเวลาได้เหมาะเจาะจนได้
ประโยชน์ทั้งยังไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังความคิดวางแผนไว้อย่างยอดเยี่ยมขนาดนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเขามีคนหนุนหลังอย่าง
แน่นอนทว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคนนี้ต้องไม่ธรรมดา
ยังมีอีกคำกล่าวหนึ่งด้วย ‘ยอมมีเรื่องกับสัตบุรุษ แต่ไม่ยอมไปมีเรื่องกับคนตํ่าทรามแน่นอน’
เมื่อเห็นสวีปั๋อทำท่าเหมือนมีแผนการในใจเกรงว่าคุณหนูใหญ่ท่านนี้คงจะมีเคราะห์มากกว่ามีโชคแล้วอย่างไรเสีย
คุณหนูใหญ่ท่านนี้ก็ตายแล้ว ถึงแม้ที่จวนต้วนจะมีคนมาแต่ก็เหมือนมาเดินผ่านฉากพอเป็นพิธีเท่านั้น ท่านที่อยู่เบื้องหลัง
ในจวนต้วนย่อมทำให้เรื่องนี้จบลงอย่างง่ายดายอยู่แล้ว
ความเป็นจริงแสดงให้เห็นชัดเจนมากแล้วเหตุใดพวกเขาจะต้องไปขวางทางด้วยเล่า? จะให้ไปมีเรื่องกับสวะ
มนุษย์ที่แย่ยิ่งกว่าคนตํ่าช้าอย่างสวีปั๋อเนี่ยนะ?
เมื่อได้ยินติงเฉวียนบอกใบ้เอ้อวั่งที่ยืนอยู่ทางขวาของรองผู้ดูแลก็รีบก้าวขึ้นไปข้างหน้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ฝืน
ใจไร้ที่เปรียบ “เรื่องนี้ยังต้องสงสัยอีกหรือ?บ่าวรับใช้วางแผนทำร้ายผู้เป็นนาย โทษนี้ต้องประหารผู้ดูแลสวีทำได้ดี ทำได้
ยอดเยี่ยม ทำได้เลิศมาก”
เมื่อได้ยินคำพูดของเอ้อวั่งรองผู้ดูแลติงเฉวียนก็แอบส่ายหน้าในใจซํ้าๆ ในใจเขาคิดว่า‘แค่เฝั้าดูอย่างนิ่งดูดายก็ขัด
กับมโนธรรมแล้ว พอบทจะช่วยคนชั่วก่อกรรมทำเข็ญขึ้นมา ก็ยิ่งทำจนให้สวรรค์ไม่อภัย เอ้อวั่งเอ๊ย เจ้าช่างใจจืดใจดำ ใจ
ไม้ไส้ระกำอะไรขนาดนี้ช่างเหมือนกับสวีปั๋อที่กินคนไม่คายกระดูกจริงๆ!’
เมื่อได้ฟังเอ้อวั่งพูดเช่นนั้นสวีปั๋อจึงเผยรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง แล้วหัวเราะลั่น “รองผู้ดูแลกับเอ้อวั่งล้วนเป็น
คนที่เข้าใจอะไรได้กระจ่างเรื่องราวเป็นอย่างที่ท่านทั้งสองบอกจริงๆ เมื่อถึงตอนนั้นถ้ามีคนในจวนของเจ้านายมาที่นี่
หวังว่าทั้งสองจะไม่ลืมช่วยพูดให้ผู้น้อยสักสองสามประโยคนะ” เขาหยุดเว้นจังหวะแล้วหันมาพูดกับสวีหนิง “น้องสวี
หนิงเจ้าว่ามั้ยล่ะ?”
สวีหนิงก็คือคนที่มาพร้อมกับรองผู้ดูแลเขารับตำแหน่งหัวหน้าชาวนาเล็กๆ ในหมู่บ้าน ถึงแม้จะเป็นพี่น้องบ้าน
เดียวกับสวีปั๋อแต่ทั้งสองกลับไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน!
ในสายตาของสวีปั๋อคล้ายรู้สึกว่าบนตัวสวีหนิงมีกลิ่นอายบัณฑิตชอบอวดรู้ที่ทำให้เขารำคาญที่สุดอีกทั้งสวีหนิงยัง
อาศัยที่ตัวเองรู้หนังสือเยอะกว่า ไม่ว่าจะมีธุระหรือไม่มีธุระก็มักจะชอบพูดเรียกร้องแทนบ้านที่ไร้ญาติขาดมิตรพวกนั้น
เป็นพิเศษ!
ในตอนนี้ถึงแม้จะมีรองผู้ดูแลกับเอ้อวั่งที่ไม่กล้าต่อกรกับเขาแล้วแต่สวีหนิงที่ชอบคิดว่าตัวเองถูกเสมอมาตลอด
คนนี้กลับไม่รู้ว่ามีความคิดเป็นอย่างไร!
เดิมทีคนสวีปั๋อขอร้องก็มีแค่รองผู้ดูแลกับเอ้อวั่งแต่สวีหนิงอยู่ข้างๆ พอดี ถ้าจะไล่เขาไปก็ไม่ใช่วิธีการที่ดีดังนั้นจึง
ให้เขามาด้วยกันเสียเลย ที่จริงแล้ว แวบแรกตอนที่สวีปั๋อเห็นสวีหนิงในใจก็ร้องว่าท่าไม่ดีแล้ว แต่ลูกธนูอยู่บนสายแล้ว
จะไม่ยิงก็ไม่ได้เขาแอบตัดสินใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าถ้าสวีหนิงไม่ยอมให้ความร่วมมือตนก็จะยัดข้อหาให้เขาเสีย ลงโทษ
เขากับนางเด็กเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปด้วยกันแค่นั้นก็สิ้นเรื่องแล้ว!
ส่วนสาเหตุที่สวีปั๋อเชิญรองผู้ดูแลมาอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ก็เพราะเดิมทีเขาไม่ได้คิดจะให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รอดชีวิตไป
ถึงวันพรุ่งนี้ถ้าสวีหนิงไม่รู้จักอยู่ให้เป็น เช่นนั้นบนหนทางสู่ปรโลกนี้ คงไม่ได้มีแค่บ่าวรับใช้ของต้วนชิงหมิงแน่นอน!
เมื่อได้ยินที่สวีปั๋อเอ่ยถามรองผู้ดูแลติงเฉวียนก็รู้สึก ปาดเหงื่อแทนสวีหนิงทันที!
ต้องทราบเอาไว้ว่าสวีหนิงผู้นี้ตอนอยู่ในหมู่บ้านก็ได้ชื่อว่าไม่รู้กาลเทศะมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วตอนนี้ทุกอย่างล้วน
อยู่ในมือสวีปั๋อถ้าเจ้านี่กล้าบอกว่า ‘ไม่’ คำเดียวเช่นนั้นแล้ว สวีปั๋อก็จะยัดข้อหาให้เขาอย่างแน่นอน!
ภายใต้แสงของโคมไฟขมุกขมัวสวีหนิงกล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “เมื่อครู่นี้ข้าเดินอยู่ข้างหลังสุดส่วนเรื่องราว
เป็นอย่างไรกันแน่ข้าก็มองไม่เห็นเลยจริงๆ เพียงแต่คำพูดของพ่อบ้านสวีน่ะ ข้าได้ยินหมดแล้วตอนนี้ขังบ่าวรับใช้คนนั้น
ไว้ก่อนก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเพียงแต่เรื่องวางแผนทำร้ายนายหญิงเป็นเรื่องใหญ่ แล้วอีกอย่างถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของ
คนในจวนต้วน ยังต้องรอให้คนในจวนต้วนมาก่อนแล้วส่งตัวนางไปให้ทางการ ถึงจะลงโทษได้สะดวก!”
เมื่อได้ยินคำพูดของสวีหนิงสวีปั๋อรวมทั้งรองผู้ดูแลติงเฉวียนถึงได้ถอนหายใจเบาๆ คนแรกวางใจแล้วส่วนคนหลัง
ก็รู้สึกโชคดี!
สงสัยว่าครั้งนี้สวีหนิงจะรู้จักกาลเทศะแล้วจริงๆ!
มีเพียงเอ้อวั่งที่ในใจกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไร!
สวีหนิงคนนี้ไม่ใช่ประเภทเดียวกับเอ้อวั่งที่ต่อต้านเขาอย่างเปิดเผยและอย่างลับๆ มาหลายครั้งแล้ว เอ้อวั่งชอบ
เอาเปรียบคนอื่นเป็นที่สุดแต่ทุกครั้งที่ไปเอาเปรียบ ก็จะโดนอีกฝั่ายตำหนิทันที!
ดังนั้นพอได้เห็นสวีหนิงยอมให้ความร่วมมือกับสวีปั๋อ ในใจเขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายแล้ว!
เอ้อวั่งทำสายตาล่อกแล่กพูดขึ้น “เช่นนั้น เรื่องนี้ตกลงตามนี้แล้วท่านคิดว่าพวกเราต้องเขียนหลักฐานที่เป็นลาย
ลักษณ์อักษรสักหน่อยหรือเปล่าทำสัญญากันสักฉบับไหม? ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่องนี้ก็จะตกลงตามนี้แล้ว จะไม่มีใครกลับคำ
อีกแล้ว!”
เมื่อสวีปั๋อได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลงทันที แต่ในบรรดาทั้งสี่คน คนที่รู้หนังสือเยอะที่สุดก็คือสวีหนิงเรื่องเขียนหลัก
ฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ย่อมต้องทำโดยเขาอยู่แล้ว!
สวีหนิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า “เอาอย่างนี้แล้วกันข้าจะไปนำเครื่องเขียนมา แล้วมาเขียนกันตรงนี้ดีหรือ
ไม่?”
เจตนาเดิมของสวีหนิงก็คือขอเพียงเขาออกไปจากเรือนหลังนี้ เช่นนั้นก็จะสามารถรายงานข่าวให้คนในจวนได้เซี่ย
ฉ่าวเอ๋อร์คนนี้ก็จะไม่ถูกใส่ร้ายจนตาย
แต่สวีปั๋อกลับส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว เอ้อวั่ง เจ้าไปที่ห้องฝั่ายบัญชี แล้วนำกระดาษกับพู่กันมา!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเอ้อวั่งก็รู้ว่าสวีปั๋อไม่เชื่อใจสวีหนิง ถึงได้ตอบรับอย่างเบิกบานใจแล้ววิ่งไปหยิบกระดาษกับพู่กัน
ทันที!
ต้วนชิงหมิงกำลังนอนอยู่บนเตียงไม่มีเสียงลมหายใจแม้แต่น้อย
สวีหนิงชี้ไปที่ต้วนชิงหมิงพร้อมบอกว่า “แล้วจะจัดการกับคุณหนูใหญ่อย่างไร?”
สวีปั๋อครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ข้าจำได้ เหล่าชิวที่อยู่เรือนข้างหน้ามีโลงศพสำเร็จรูปอยู่โลงหนึ่งข้าให้คนไป
ซื้อมาแล้ว อีกประเดี๋ยวก็จับนางใส่ลงไปในโลงศพได้เลย!”
อีกฝั่ายได้ยินก็ตะลึงงันทันทีสงสัยสวีปั๋อจะเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว!
ทว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยคุณหนูใหญ่ท่านนี้ได้เล่า?
สวีหนิงนิ่งคิดอยู่เพียงครู่ก็เอ่ยปาก “ผู้ดูแล คํ่าคืนยังอีกยาวนานท่านว่าถ้ายกโลงศพมาตอนนี้ แล้วใส่คุณหนูใหญ่
ลงไป……ไม่ว่าจะยังไงคุณหนูใหญ่ท่านนี้ก็ตายไปแล้ว ถ้าวางไว้ในห้องก็น่ากลัวมาก……”
ขณะที่พูดอย่างนั้นสวีหนิงก็ยังทำท่าหดคอเล็กน้อย ทำเหมือนกลัวแล้วจริงๆ!
สวีปั๋ออยากจะหัวเราะเยาะสวีหนิงแต่กลับรู้สึกว่ามีลมหนาววูบหนึ่งพัดเข้ามา พัดผ่านใบหน้าจนรู้สึกหนาวความ
รู้สึกแบบนั้นช่างเหมือนกับมีมือล่องหนของใครบางคนมาลูบบนใบหน้าในใจสวีปั๋อรู้สึกหนาวสั่นขึ้นทันที ไม่กล้าพูดสิ่งที่
เตรียมจะพูดแล้ว!
ในใจสวีหนิงนั้นเหมือนกระจกที่ใสสะอาดถ้าเรื่องนี้ยังไม่จบลง เขาก็ไม่คิดที่จะออกไปจากห้องนี้ แต่เขาจำได้ว่า
ตอนที่เข้ามาในห้องนี้ ในห้องนี้ก็มีบ่าวรับใช้แค่คนเดียว นั่นก็หมายความว่ายังมีแม่นมอีกคนที่ออกไปข้างนอก นางยังไม่
ได้กลับมา ถ้านางสามารถส่งเสียงในเรือนหลังได้สักหน่อยไม่แน่ว่าอาจจะสะเทือนไปถึงองครักษ์ของจวนต้วนจริงๆ ก็ได้!