การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 118 วิธีรักษาดินเค็ม
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าที่ดินเค็มตรงนี้หากมีวิธีการแก้ไขปัญหาจะมีผลดีในกาลหน้า แต่อาจต้องรอหลังจากนี้ไปอีกหลาย
ปีถึงจะแก้ปัญหาที่ดินให้กลับมาดีได้ และต่อไปที่ดินเค็มตรงนี้จะสามารถเพาะปลูกได้เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีใครล่วงรู้วิธีนี้
ทว่าตอนนี้เป็นราชวงศ์ต้าเซี่ยในปีที่ยี่สิบเจ็ดดังนั้นผู้คนจึงยังไม่รู้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าในปีที่สามสิบห้าของรา
ชวงศ์ต้าเซี่ยจะมีผู้หญิงที่มีสายตายาวไกลที่สามารถแก้ไขปัญหาที่บรรพบุรุษต่างปวดหัวกับปัญหาดินเค็มกว่าล้านผืนที่ยัง
แก้ไม่ได้ให้มาเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่สามารถเพาะปลูกได้
ในชาติที่แล้วก่อนที่ต้วนชิงหมิงจะเสียชีวิตก่อนหนึ่งปีปัญหาเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องในอีกสิบปีต่อจากนี้ดังนั้นคนใน
ปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาโลกแตกอย่างดินเค็มได้และที่ดินเค็มกว่าสิบผืนก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้คนปวดหัว หาทาง
แก้ไขไม่ได้
ในตอนเริ่มแรกของการหาวิธีรักษาดินเค็มต้วนชิงหมิงได้จดบันทึกวิธีการรักษาพื้นที่ที่เป็นดินเค็มไว้อย่างละเอียด
อีกทั้งยังได้ซื้อพื้นที่ดินเค็มผืนใหญ่ไว้ก่อนหน้านี้แล้วเพื่อให้จวนที่หนิงอานไปั๋ แต่ตอนนี้ดูแล้วก็เหมือนนางไปทำงานให้คน
อื่น
ถึงแม้ว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับนางในชาติที่แล้วทว่าวิธีการรักษาดินเค็มนั้นนางยังจำได้ ขอเพียงแค่นางค่อยๆ
ระลึกแล้ววางแผนอย่างละเอียด การรักษาดินเค็มก็จะอยู่ในความคาดหมาย!
นางเผยรอยยิ้มน้อยๆและพูดกับสวีหนิง “เอาอย่างนี้แล้วกัน เรื่องปัญหาการปรับปรุงพื้นที่ดินเค็มข้าจำได้หมด
แล้ว พรุ่งนี้จะมาให้คำตอบเจ้า
ได้ฟังที่เด็กสาวพูดสวีหนิงก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก… เมื่อก่อนสมัยที่หลิวอี๋เหนียงดูแลเขาก็เคยพูดปัญหานี้ให้
นางฟังหวังว่าจะได้รับความสนใจและช่วยเหลือทางด้านการเงินบางส่วนในการแก้ปัญหานี้จากจวนต้วนถ้าเป็นไปตาม
แผนที่วางไว้ จวนต้วนจะใช้เวลาอันสั้นในการลงทุนก็จะสามารถสร้างผลประโยชน์ได้อีกมหาศาล!
ในตอนนั้นหลิวอี๋เหนียงไม่ได้สนใจที่สวีหนิงพูดแม้แต่น้อยแถมยังไล่เขาเตลิดเปิดเปิงไป
แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นคุณหนูใหญ่มาเองถึงแม้อายุจะน้อยแต่ก็พอมองออกว่ามีความรู้และท่าทางที่ไม่เลวเลย
ทว่าสวีหนิงกลับรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้กับหลิวอี๋เหนียงที่จริงแล้วเป็นคนประเภทเดียวกันนางค่อนข้างจะรักษา
หน้า จึงไม่ได้ปฏิเสธต่อหน้าทันที หรือด่าทอเขาเหมือนหลิวอี๋เหนียงที่คิดว่าเรื่องที่เขาพูดเพ้อเจ้อแต่ดูทีท่าของคุณหนู
ใหญ่ที่มีต่อข้อเสนอของเขาก็ไม่ได้กระตือรือร้นมากเท่าที่ควร!
สงสัยผู้หญิงทั้งหลายในจวนต้วนจะมีก็เพียงแต่ฮูหยินติงโหรวที่มีประสบการณ์ถึงจะเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และมอง
การณ์ไกลใหญ่จริงๆ น่าเสียดายที่คนที่ดีกลับมีอายุไม่ยืนยาว!
คิดมาถึงตรงนี้ภายในใจของสวีหนิงพลันเศร้าสร้อยขึ้นมา เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยเก็บอารมณ์รู้สึกอย่างไรก็แสดงออก
อย่างนั้นจึงเผยให้เห็นใบหน้าที่เปียมล้นไปด้วยความเศร้าใจเป็นที่สุดออกมา!
สวีหนิงเสียดายแทนจวนต้วนและเสียดายแทนท่านพ่อ!
เขาเป็นเพียงแค่ลูกน้องคนหนึ่งแม้จะคอยเป็นห่วงผลประโยชน์และหวังดีต่อนาหญิงเพียงแต่ถ้านายหญิงไม่รับคำ
พูดเขาไปพิจารณาในใจที่เต็มเปียมด้วยปณิธานความดีก็คงจะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไป!
เมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาใจของสวีหนิงก็ยิ่งห่อเหี่ยวลง จากนั้นจึงหันไปทำความเคารพต้วนชิงหมิงพูดอย่างเรียบนิ่งไม่กี่
ประโยค “คุณหนูใหญ่จะต้องกลับจวนพรุ่งนี้แล้วเชิญคุณหนูใหญ่รีบพักผ่อน… เช่นนั้น ข้าน้อยขอตัวลา!”
นางมองทะลุความผิดหวังของเขาออกจนหมดสิ้นแต่ไม่พูดออกมาเพียงแต่ยิ้มจางๆ ปล่อยให้แม่นมหนิงไปส่ง
เห็นสวีหนิงเดินจากไปด้วยความผิดหวังอย่างมากแม่นมหนิงจึงมองต้วนชิงหมิงด้วยความฉงนใจ เอ่ยถามว่า “คุณ
หนูทำไมไม่ช่วยเขาหรือเจ้าคะ?”
ในความคิดของแม่นมหนิงท่าทีที่แบ่งรับแบ่งสู้ของต้วนชิงหมิงทำให้สวีหนิงเสียใจอย่างมาก!
เป็นที่รู้กันว่าเจ้านายจะรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องส่วนจะนำไปใช้หรือไม่นั้น สวีหนิงคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปได้
ยากทว่าในฐานะเจ้านายก็ควรจะชมเขาบ้างในความคิดที่ดีเช่นนี้เพื่ออย่างน้อยจะได้ให้เขารู้ว่า ถึงแม้วิธีการของเขาจะยัง
ทำไม่ได้จริงแต่ความซื่อสัตย์และหวังดีของเขาที่มีต่อเจ้านายนั้นก็น่าจะได้รับรู้
อย่างน้อยจะได้ทำให้ลูกน้องได้รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างทว่าต้วนชิงหมิงไม่ชื่นชมทั้งยังไม่สนับสนุนจึงทำให้สวีหนิง
รู้สึกหมดหวังและกำลังใจอย่างที่สุด!
สำหรับสวีหนิงรุ่นพ่อของเขาที่ทำงานรับใช้จวนต้วนไม่ได้รับความเป็นธรรมมาเป็นเวลานานก็หวังเพียงจะได้รับคำ
ชื่นชมจากปากเจ้านายก็จะทำให้พวกเขาสบายใจได้ไม่น้อย
ในความคิดของต้วนชิงหมิงมีเพียงเรื่องแก้ปัญหาดินเค็มจึงไม่ได้เอาคำพูดของแม่นมหนิงที่พูดโน้มน้าวมาใส่ใจ
นางเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร!”
แม่นมหนิงได้ฟังที่นางพูดก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีกไม่กี่วันมานี้เกิดเรื่องขึ้นมากมายในจ้วงจื่อแม้เรื่องสวีหนิงจะได้รับ
การจัดการแล้ว แต่เรื่องแม่ของเอ้อตั้นจื่อและเหลาหลี่โถวอีกทั้งข่าวลือในจ้วงจื่อกำลังรอให้เรื่องเงียบสงบในตอนนี้ดูท่า
การจัดการของต้วนชิงหมิงในเรื่องเหล่านี้ราวกับจะทำให้นางหัวระเบิดแต่แม่นมหนิงทำได้เพียงดูอยู่ข้างๆ โดยที่ช่วย
อะไรไม่ได้เลย!
ในตอนนี้สวีหนิงก็มาพูดเรื่องอะไรอีกมากมายเมื่อหันไปดูต้วนชิงหมิงที่ท่าทางอิดโรยนางจึงรีบเข้าไปพูดให้เด็ก
สาวรีบเข้าไปพักผ่อนจะได้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป!
นางรู้ว่าเป็นเรื่องโรคเวินอี้ถ่วงเวลาผู้เป็นนายมานานมากแล้วเห็นทีคุณหนูจะต้องใจร้อนรนแล้วกระมัง!
แม่นมหนิงคาดไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะเงยหน้าขึ้นมามอง “ไม่ได้… แม่นมหนิงช่วยเรียกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เข้ามาหน่อย
วันนี้ข้ามีเรื่องที่จะต้องจัดการอีกมาก!”
ได้ยินที่นางสั่งแม่นมหนิงถึงกลับตกใจเป็นอย่างมาก “คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ?”
อีกฝั่ายพูดไปก็เดินเข้าไปจับตัวนางมองดูจนทั่วกลัวว่าจะเหนื่อยล้าจากเรื่องที่รุมเร้ามาสองสามวันนี้ หรือไม่ก็คง
ปั่วยเสียแล้ว!
เด็กสาวเห็นท่าทางอีกฝั่ายร้อนรนจึงกล่าวคำอธิบายไปด้วยหัวเราะไปด้วย “แม่นมหนิงไม่ใช่อย่างนั้น ข้าเพียงแต่
ได้ยินที่สวีหนิงพูด ในใจจึงเกิดความคิดดีๆขึ้นมา จึงอยากจะวางแผนให้เสร็จภายในคืนนี้เลย!”
ต้วนชิงหมิงแต่ไหนแต่ไรเป็นคนที่วางแผนอย่างรัดกุมเวลาที่จะต้องทำการใหญ่แล้วจึงค่อยๆ ทำที่วางแผนไว้ทีละ
ก้าวๆ ดังนั้น นี่จึงเป็นสาเหตุว่าในชาติที่แล้วเหตุใดนางจึงเป็นคนสำคัญในจวนที่หนิงอานไปั๋
ได้ฟังที่คุณหนูพูดนางพลันรู้สึกกังวลใจ ทว่าไม่กล้าพูดอะไรออกมาทำได้เพียงก้มโค้งคำนับและทำตามที่นางสั่ง ที่
ให้ไปตามเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มา
จากนั้นเด็กสาวก็อยู่แต่ในห้องวุ่นตั้งแต่บ่ายจนถึงพลบคํ่า
กระทั่งมาตามให้ทานอาหารเย็นก็ไม่สนใจแม่นมจึงให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปทำอาหารมื้อเย็นให้คุณหนูหนึ่งชามเมื่อทาน
เสร็จคุณหนูก็วางชามลงแล้ววุ่นกับงานเบื้องหน้าต่อทันที
ตะวันคล้อยทางทิศตะวันตกนานเท่าไรก็ไม่อาจทราบได้ ตอนนี้เห็นเพียงแสงเทียนไหววูบ ลอดออกมาจากช่อง
ประตูห้องของต้วนชิงหมิงที่ยังส่องสว่างตลอดทั้งคืน
เมื่อใกล้ถึงรุ่งเช้าของวันถัดไปนางจึงสังเกตได้ว่าชาที่อยู่ในแก้วได้ดื่มจนหมดแล้วจึงพูดเสียงเบาว่า “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
เติมชา!”
ทว่าด้านหลังของนางกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆเป็นเพราะว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทนความง่วงต่อไปไม่ไหว จึงฟุบหน้า
นอนหลับอยู่บนโต๊ะไปแล้วนางใช้แรงกายแรงใจทั้งคืนในการวางแผน
ไม่นานจึงได้เรียกชิวจวี๋ให้ไปตามสวีหนิงมาพบ
สวีหนิงถูกตามให้ออกมาจากที่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่เขาไร้ซึ่งความหวังต่อการแก้ปัญหาดินเค็ม จึงคิดว่าต้วนชิงหมิงจะ
เดินทางกลับแล้วเมื่อมาถึงเรือนของต้วนชิงหมิงได้พบว่าคนในเรือนยังไม่มีใครตื่นขึ้นมา แต่นางกลับแต่งตัวเรียบร้อยรอ
เขาอยู่ในห้องรับรองด้านหน้าแล้ว
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงสวีหนิงที่ไม่มีกะจิตกะใจอะไรอีกแล้วได้แต่ก้มหน้าลงมองพื้นและทำความเคารพนางเมื่อเขา
ได้เปิดอ่านหนังสือแผนการที่ต้วนชิงหมิงยื่นให้ก็ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดจนอ้าปากค้าง
เขาเปิดอ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจจากนั้นนํ้าตาของลูกผู้ชายก็พรั่งพรูออกมาเต็มไปทั้งหน้า
เขาคิดไม่ถึงว่านายหญิงจะรับฟังคำพูดของเขาและใช้เวลาทั้งคืนในการเขียนหนังสือแผนการไว้อย่างละเอียดออก
มาเล่มหนึ่งอีกทั้งความคิดในนั้นก็ช่างแปลกใหม่ และเหนือความคาดหมายของเขาที่มีต่อการแก้ปัญหา
ต้วนชิงหมิงจิบชาเพราะเสียงที่พูดนั้นมีความเหนื่อยล้าและแหบแห้งไปหมดแล้ว “เรื่องปัญหาดินเค็มข้าก็มีความ
คิดเพียงเท่านี้เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้นชิดจึงอาจมีจุดที่มองข้ามและละเลยไปบ้างส่วนที่เหลือหวังว่าเจ้าจะไปนำไป
ปรับให้ดีขึ้น เรื่องดินเค็มสองร้อยกว่าผืนนั้นต้องพึ่งเจ้าแล้ว!”