การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 119 ข้าอยากเจอท่านแม่เร็วๆ
สวีหนิงเงยหน้ามองต้วนชิงหมิงจากนั้นพูดด้วยนํ้าเสียงจริงจังว่า “คุณหนูใหญ่เมื่อวานนี้ที่สวีหนิงพูดนั้นตอนนี้
จวนต้วนมีพื้นที่ที่เป็นดินเค็มประมาณห้าสิบกว่าผืนแค่นั้นเองขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเรียบนิ่งทว่าแววตากลับลุกวาว “ตอนนี้พวกเรามีพื้นที่ที่เป็นดินเค็มประมาณห้าสิบกว่าผืนนั้นถูก
ต้องเพียงแต่ต้องรีบตีเหล็กตอนร้อนให้เจ้าไปหาซื้อพื้นที่ดินเค็มมาเพิ่มสักร้อยสองร้อยผืนเอามาพัฒนาพร้อมกัน…”
นางหยุดเว้นจังหวะแล้วเอื้อนเอ่ยออกมาอีกครั้ง “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเพื่อคิดหาทางแก้ไขปัญหานี้ พวกเราออกแรงไป
ไม่น้อยถ้าเกิดมีเพียงสิบกว่าหมู่แล้วต้องทรมานเช่นนี้มันจะคุ้มที่ไหนกันเมื่อถึงตอนนั้นไม่เท่ากับว่าทำเพื่อให้คนอื่นได้
ประโยชน์โดยไม่ต้องออกแรงหรือ…เจ้ารีบใช้โอกาสในฤดูหนาวนี้ ไปหาซื้อที่ดินเค็มมาข้าคาดว่าตอนนี้เงินที่จวนต้วนจะ
สามารถหาซื้อได้ก็คงมีเพียงเท่านี้!”
สวีหนิงได้ฟังก็ยังคงลังเลตัดสินใจไม่ได้ “ถ้าใช้เงินซื้อที่ดินไปแล้ว ข้าน้อยกลัวว่าจะไม่สามารถพัฒนาได้
สำเร็จ……”
อย่างไรเสียวิธีการพัฒนาที่ดินเค็มเขากับพ่อได้ใช้พื้นที่เล็กๆ ในการปรับปรุง ถึงแม้ในตอนนี้จะดูแล้วประสบความ
สำเร็จแต่ถ้าใช้กับพื้นที่ดินเค็มขนาดใหญ่นั้นไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะออกมาดีเหมือนกันหรือไม่สิ่งนี้จึงทำให้เขาไม่กล้าที่จะ
รับประกัน!
เขาเกิดกลัวขึ้นมาจริงว่าความคิดที่หุนหันพลันแล่นของเขาจะไม่อาจทำเรื่องนี้ได้สำเร็จหรือไม่ก็มีปัญหาอุปสรรค
ต่างๆ นานาที่คอยขัดขวางเขาให้ล้มเลิกกลางทางหรือไม่ก็เงินก้อนใหญ่ที่ต้วนชิงหมิงใช้ออกไปจะสร้างความลำบากให้
นางอย่างมาก!
เด็กสาวหันหน้ามองไปยังชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นพูดทีเล่นทีจริง “โอ้เจ้าไม่เชื่อมั่นในตัวเองหรือว่าไม่เชื่อมั่นในตัวข้ากัน
แน่?”
สวีหนิงปีนี้อายุประมาณยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปีท่าทางสุขุมและจริงจัง เมื่อเขาได้ฟังที่นางพูดก็หน้าแดงขึ้นมา
จนผ่านไปสักครู่เขาก็พูดด้วยสีหน้าปกติ “ข้าน้อยกลัวว่าภายในระยะเวลาอันสั้นนี้การหมุนเงินจะมีปัญหา
ขอรับ!”
แม้พื้นที่ดินเค็มจะราคาถูกหนึ่งหมู่ของพื้นที่ดินเค็มเทียบกับพื้นที่ดินดีนั้นราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่งทว่าถ้าที่นี่ไม่
สามารถทำอะไรขึ้นมาในสามปีนี้และยังต้องเอารายรับจากที่อื่นมาคอยโปะอยู่ตลอดนี่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถ
รับภาระนี้ไหว!
อีกทั้งรายรับของจวนต้วนแม้จะไม่ได้มีมากมายเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ถือว่ายังคงเสมอต้นเสมอปลาย ถ้ายังลงทุน
เงินก้อนใหญ่เข้าไปอีกสวีหนิงกลัวว่าแผนการจะต้องหยุดชะงักและถูกคนอื่นขัดขวาง
ต้วนชิงหมิงมองเขาด้วยแววตาที่ชื่นชมเป็นอย่างมาก……คนเช่นนี้แม้จะดูคงแก่เรียนไปหน่อยทว่ากลับตั้งใจและ
ไตร่ตรองอย่างรอบคอบในทุกเรื่องที่ได้ทำอีกทั้งยังคำนึงถึงข้อเสียและผลลัพธ์ที่จะออกมาอย่างรอบด้านคนเช่นนี้ช่างหา
ได้ยากเสียจริง!
ต้วนชิงหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆผลิยิ้มออกมา “เรื่องเงินนั้นข้าจะหาไปหาวิธีส่วนที่เหลือก็มอบให้เจ้าแล้วกัน
อันที่จริงข้าก็แค่ได้แต่พูดและชี้แนะคนที่ทำจริงกลับเป็นเจ้าต่างหาก!”
สวีหนิงได้ฟังก็คุกเข่าลงที่พื้นทันทีจากนั้นเงยหน้าพูดอย่างยอมใจ “ถ้าเทียบกับหนังสือแผนการที่ละเอียดเล่มนี้
สวีหนิงยังมิอาจสู้ความพยายามของคุณหนูใหญ่ได้เลยขอรับ!”
สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง!
มีเพียงความคิดที่จะแก้ไขดินเค็มอย่างเดียวอาจไม่พอเพราะยังจะต้องคิดเรื่องเล็กน้อยอย่างวิธีรดนํ้าอีกทั้งปัญหา
อุปสรรคที่ยังต้องพบในอนาคต ซึ่งอาจจะมาอย่างคาดไม่ถึง
สวีหนิงเมื่อเห็นหนังสือแผนการของต้วนชิงหมิง ถ้าพูดตามจริงแล้ว วิธีการรดนํ้าก็สามารถทำให้ความเค็มของผืน
ดินเจือจางได้จากนั้นค่อยปลูกข้าวและพืชชนิดต่างๆ เพียงภายในสามปีข้าวจะออกมาแต่ใบไม่สามารถออกรวงมาได้แต่
หลังจากนั้นสามปีที่ดินเค็มเหล่านี้ก็จะเหมือนกับที่ดินที่ดีซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูกแล้ว
เดิมทีสวีหนิงคิดหาวิธีได้เพียงอย่างเดียวแต่เมื่อถึงมือของต้วนชิงหมิงได้จัดการคิดเรื่องการรดนํ้าการระบายนํ้า
รวมทั้งการคิดต้นทุนต่างๆ เรียบร้อยจนหมดแล้ว
ถ้านางคิดเพียงแต่เรื่องวิธีการรดนํ้าเขาจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยรวมทั้งจะไม่เคารพนับถือนางแต่ตอนนี้
หนังสือแผนการที่หนาเตอะได้วิเคราะห์สภาพดินไว้อย่างรอบด้านจึงพูดได้ว่าขอเพียงสวีหนิงไปซื้อที่ดินมาก็สามารถทำ
ตามหนังสือแผนการได้เลย
ในต้นฤดูหนาวเช่นนี้แรงงานจะมีค่อนข้างเยอะเรื่องการรดนํ้าจึงแทบไม่ต้องทำอะไรก็ได้ผลโดยง่าย!ถ้าได้ซื้อที่อีก
หนึ่งร้อยสองร้อยผืนละก็ เงินที่จะต้องใช้ก็ไม่น้อยรวมทั้งเมื่อคิดถึงต้นทุนว่าจะต้องใช้เงินกว่าสองพันตำลึงอย่างเปล่า
ประโยชน์!
เงินสองพันตำลึงพูดแล้วอาจจะไม่มากแต่ก็ไม่น้อย… จวนต้วนนั้นใช้เงินเดือนจากหลวงของต้วนเจิ้งในการดูแล
จวนดังนั้นเงินสองพันตำลึง สวีหนิงจึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดถึง
สวีหนิงเงยหน้าพูดอย่างลังเลใจว่า “คุณหนูใหญ่ตามความคิดของสวีหนิงเอาพื้นที่ดินเค็มที่มีอยู่มาพัฒนาให้ดี
ก่อนค่อยซื้อที่อื่นแล้วกันขอรับ!”
ถ้าพัฒนาพื้นที่ดินเค็มที่มีอยู่กว่าสิบผืนให้ดีขึ้นได้ค่อยไปซื้อที่ดินเพิ่มเติมข้อแรกจะได้ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเงินข้อ
สองจะได้มีแรงในการพูดโน้มน้าวขึ้นมานิดหน่อย
สวีหนิงมีความปรารถนาที่ดีเพียงแต่ต้วนชิงหมิงกลับไม่คิดเช่นนั้น กล่าวปฏิเสธขึ้นทันที “ไม่ได้!”
เขาชะงักจนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างอดทนว่า “เจ้าลองคิดดูว่าพวกเราเป็นคนกล้าคิดกล้าทำเป็นคนแรกถ้าเกิดพัฒนาได้ดีขึ้นแล้ว
พื้นที่ดินเค็มโดยรอบจะต้องราคาสูงขึ้นเป็นแน่เมื่อซื้อในตอนนั้นพวกเราจะไม่ต้องใช้เงินมากกว่านี้หรอกหรือ?”
นางยังพูดต่ออีกว่า “ข้าพูดแล้วว่าที่ดินจะต้องซื้อก่อนแล้วให้เรียบร้อยจะซื้อหลังจากที่พัฒนาเรียบร้อยแล้วไม่ได้
เป็นอันขาด!”
ได้ฟังเช่นนั้นสวีหนิงก็เข้าใจความหมายที่นางจะสื่อ
ที่เรียกว่า ‘โอกาสทางการค้า’ ก็คือการเดินนำหน้าคนอื่นและเอาสิ่งที่คนอื่นไม่เคยพบหรือสังเกตมาทำก่อนถ้าทำ
สำเร็จก็จะถือว่ามีโอกาสนำหน้าการค้าในตลาด!
สิ่งนี้สวีหนิงก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดมาก่อนเพียงแต่เขามองว่าจวนต้วนไม่จำเป็นจะต้องควักเงินมากมายขนาดนี้มาสิ้น
เปลืองกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทว่าตอนนี้คำพูดของต้วนชิงหมิงเพียงประโยคเดียวกลับทำลายความกังวลของเขาไปจนหมด
สิ้นครั้งนี้เขาได้เห็นถึงความคิดที่ยาวไกลและเด็ดขาดของนางจนแทบจะก้มหัวลงคำนับกับพื้น
เรื่องพัฒนาพื้นที่ดินเค็มก็เอาตามนี้แล้วกันนางรับปากสวีหนิงว่าเมื่อกลับถึงจวนต้วนจะใช้คนนำเงินมาให้ถึงตอน
นั้นก็สามารถลงมือพัฒนาได้เลยทันที
เขาตกปากรับคำนั้นพลางมองดูเด็กสาวตรงหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและฝืนตัวเองเป็นที่สุดสวีหนิงมองดู
สถานการณ์ออกจึงได้ขอตัวลา
เมื่อสวีหนิงออกไปแล้วนางจึงสั่งให้เถี่ยเฟิงออกเดินทางไปวัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋าเพื่อขอพรให้ติงโหรว
แม่นมหนิงที่เห็นว่าต้วนชิงหมิงไม่ได้นอนมาทั้งคืนจนรอบตาคลํ้าไปหมดใบหน้าจิ้มลิ้มเผยให้เห็นถึงสีหน้าที่อิดโรย
ไม่แข็งแรงถ้าได้พักผ่อนร่างกายสักระยะหนึ่งความเหนื่อยล้าที่มีมาคงจะหายไปหมดสิ้นเมื่อเดือนก่อนสีหน้าอ่อนล้าจน
หม่นหมอง แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นขาวใสราวกับหยกขาวเวลาแสงแดดสาดฤดูหนาวสาดส่องมาก็กระทบแสงระเรื่อไป
หมด
ต้วนชิงหมิงนั่งเอนกายพิงเก้าอี้ไม้พะยูงสีนํ้าตาลแดงพลางใช้ศอกคํ้ายันไว้เหมือนกับแมวขี้เกียจกำลังนอน
สลบไสลในฤดูเหมันต์
เมื่อเห็นนางพักผ่อนด้วยท่านี้แม่นมหนิงจึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงท่าทางตอนที่ติงโหรวยังเด็กๆ นางจำได้ว่าสมัยเด็ก
ติงโหรวก็ชอบแอบอิงที่เก้าอี้ตัวน้อยโดยไม่ขยับร่างกายและไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ เฉกเช่นเดียวกันนี้!
คิดพลางเดินไปหยิบผ้าห่มมาห่มให้ทว่าเด็กสาวกลับลืมตาขึ้นถามอย่างสะลึมสะลือขึ้น “แม่นมหนิงเก็บข้าวของ
เรียบร้อยหรือไม่?พวกเราออกเดินทางได้หรือยัง?”
ได้เห็นท่าทางที่ยังงัวเงียยังไม่ตื่นของนางนางจึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหนูอย่างนั้นคืนนี้เราพักผ่อนที่นี่
อีกสักคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงลุกขึ้นยืนเดินไปที่อ่างนํ้าเย็นโดยใช้มือวักนํ้าเย็นล้างหน้าและสะบัดหน้าพูดขึ้นว่า “อย่างนั้นไม่ได้……
ภายในสองวันนี้อากาศจะไม่ค่อยดีกลัวว่าหิมะจะตกรอบแรก ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ข้าอยากเจอท่านแม่โดยเร็ว!”
ตั้งแต่กลับชาติมาเกิดนี่จะเป็นครั้งแรกที่ต้วนชิงหมิงได้ไปวัดไหว้ติงโหรวเป็นครั้งแรก ตอนนี้ในใจของนางเต็มไป
ด้วยความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ถูก
แม่นมหนิงยกมือขึ้นปาดนํ้าตาที่ใบหน้าเหี่ยวย่นของนางเผยให้เห็นสีหน้าเศร้าสร้อย…… ฮือ! ฮือ! ฮูหยินดูสิว่าคุณ
หนูโตขึ้นแล้วจริงๆรู้จักคิดถึงท่านแม่แล้ว…
ต้วนชิงหมิงยืนอยู่ที่ประตูมองผ่านไปยังด้านนอกที่ท้องฟั้ากำลังจะมืดมิดและเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบสายลมใน
ฤดูหนาวในพัดผ่านจากหน้าต่างเข้ามาในห้องพัดพาใบไม้ใบสุดท้ายที่อยู่บนโต๊ะให้ร่วงหล่นมายังพื้น