การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 120 วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋า
การเดินทางในครั้งนี้ของต้วนชิงหมิงเดินทางอย่างฉุกละหุกแม้แต่ผู้ดูแลที่จะมาอำลาต่างก็ถูกผู้ดูแลสวีหนิงใช้
สารพัดวิธีในการห้ามไว้
เส้นทางที่นางจะไปคือวัดศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงออกไปที่นั่นมีปั้ายชื่อของฮูหยินติงโหรวซึ่ง
เป็นเปั้าหมายในการไปของต้วนชิงหมิง
ในตอนนี้สวีหนิงได้ยืนที่หน้าประตูเพื่อมองขบวนรถที่เดินห่างออกไปไกลท้องฟั้าที่กำลังจะมืดส่องแสงสีทองเข้ม
ทั่วทั้งนภาจนไม่รู้ว่าเป็นสีจากพื้นดินหรือว่าต้นหญ้าที่แห้งเหี่ยวสวีหนิงได้แต่มองดูอย่างเงียบๆ และแอบถอนหายใจอย่าง
แผ่วเบา
ก่อนคุณหนูใหญ่ต้วนจากไปได้ฝากฝังเรื่องทั้งหมดให้กับเขาทำให้ในใจของสวีหนิงรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา เพราะกลัว
ว่าจะทำเรื่องได้ไม่ดีพอแล้วจะทำให้คุณหนูใหญ่ที่มีสายตายาวไกลท่านนี้ผิดหวังขึ้นมา
สวีหนิงจึงเกิดความรู้สึกที่กดดันภายในใจจนพูดอะไรไม่ออกมา
จู่ๆได้มีเสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหลังเขา “คุณหนูใหญ่ต้วนท่านนี้ไม่ต่างกับฮูหยินในตอนนั้นเลย!”
สวีหนิงไม่ต้องหันหลังกลับไปดูก็รู้ว่าเป็นพี่สะใภ้ของเขาที่ชื่อตี๋ซื่อ
สวีหนิงรู้ว่าตี๋ซื่อออกมาจากจวนต้วนในตอนนั้นได้แต่งงานกับพี่สวีเจิง เพราะฮูหยินเป็นแม่สื่อแม่ชัก แต่น่า
เสียดายที่เรื่องราวต่างๆผ่านไปอย่างรวดเร็วจนทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ฮูหยินได้จากไปแล้วไม่อาจหวนกลับมาได้
เขาหันหลังกลับไปมองตี๋ซื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดอย่างอ่อนโยนว่า “พี่สะใภ้เป็นอะไรไป?”
ปีนี้ตี๋ซื่ออายุราวยี่สิบปีแล้วใบหน้าอ้วนกลม ผิวเรียบเนียน แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในจ้วงจื่อที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก
ทว่าท่าทางยังคงงดงามอ่อนช้อยเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่พบเห็นไม่คลาย!
ได้ยินที่เขาพึมพำตี๋ซื่อก็ยิ้มอย่างเจื่อนๆ ออกมา “ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ไปแล้วข้าจึงมาดู!”
เขาได้แต่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดสิ่งใด
ตอนที่คุณหนูใหญ่ยังอยู่ตี๋ซื่อยึกยักไม่อยากพบหน้าทว่าตอนนี้นางไปแล้วกลับจะมาส่ง สวีหนิงรู้ดีว่าตี๋ซื่อมีความ
รู้สึกที่ซับซ้อนต่อคนจวนต้วนแต่เขาไม่รู้ว่าตี๋ซื่อรู้สึกอย่างไรกับคุณหนูใหญ่ต้วน!
ตี๋ซื่อยังคงถอนหายใจและมองขบวนรถม้าที่ลับตาไปกับพื้นที่สีเหลืองอย่างห่วงนางยิ้มขึ้นเล็กน้อย “หวังว่าคุณหนู
ใหญ่จะไม่เดินซํ้ารอยเดิมเหมือนท่านแม่ของนาง!”
ในตอนนั้นฮูหยินติงโหรวเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและมีการตัดสินใจที่เฉียบขาดทว่ามีการสู้รบตบมือกันของ
หญิงสาวภายในจวนต้วนจนทำให้นางมีจุดจบที่อเนจอนาถและสุดท้ายก็ถูกใส่ร้ายให้ตายในมือของคนอื่น!
สวีหนิงถึงกับตกใจในสิ่งที่ตี๋ซื่อเล่า
ความเฉลียวฉลาดและใจกว้างของคุณหนูใหญ่นั้นเขาได้สัมผัสแล้วช่างเหมือนกับฮูหยินติงโหรวไม่มีผิดเพี้ยนแต่
ทำไมพอเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากพี่สะใภ้นั้นกลับแตกต่างกันราวฟั้ากับดิน?
เมื่อเห็นเขายังตกตะลึงอยู่ตี๋ซื่อจึงหัวเราะอย่างหดหู่ “น้องรองเจ้าไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าจวนที่ใหญ่โตเช่นนั้นสิ่งที่
น่ากลัวมากที่สุดไม่ใช่ศัตรูแต่กลับเป็นคนที่ไว้ใจมากที่สุดต่างหาก!”
สวีหนิงได้แต่ฝืนยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นทว่าไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา
พระพายพัดผ่านมาแต่ไกลเสียงใบไม้หญ้าแห้งที่พัดซู่ๆต้นไม้น้อยใหญ่เบื้องหน้าดูแห้งแล้งสีเหลืองที่ไกลสุดลูกหู
ลูกตา ได้สะท้อนใบหน้าที่ฝืนยิ้มของสวีหนิงราวกับผลไม้สดที่มีเพียงสีสันแต่ไร้ซึ่งความสดใส
เรื่องความลับเช่นนี้ที่ตี๋ซื่อไม่เคยพูดกับใครอาจทำให้สวีหนิงไม่สามารถจะเข้าใจได้ไปทั้งชีวิต
เขาเกิดในตระกูลที่ยากจนในหนึ่งปีที่มีสามร้อยหกสิบห้าวัน แต่ร่วมสามร้อยวันที่กินได้ไม่อิ่มท้องบางครั้งถ้าได้กิน
อิ่มสักมื้อก็จะรู้สึกว่าเป็นวันที่ฟั้าเมตตาประทานลงมาให้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ ‘ความหิวโหย’ เป็นสิ่งที่เขาจำได้อย่าง
ชัดเจนที่สุดในชีวิต
ตั้งแต่เขาจำความได้ก็เห็นพ่อและแม่ต่างกังวลกับเสื้อผ้าและอาหารการกินที่จะต้องกินครบทั้งสามมื้อทุกวัน
สภาพครอบครัวเช่นนั้นเขาไม่มีเวลาไปสนใจกับเรื่องอื่นนอกตัวเขา
เมื่อเห็นสีหน้าที่หดหู่และเก้อเขินตี๋ซื่อจึงอายเหนียมจนหน้าแดง “น้องรองพี่เสียมารยาทไปแล้ว!”
เป็นเพราะนางคิดมากเกินไปนางรู้แล้วว่าคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการชิงดีชิงเด่นของหญิงสาวในจวนจะไปรู้
ถึงความน่าสังเวชใจได้อย่างไร? สวีหนิงเป็นคนที่มีความคิดเรียบง่ายและตรงไปตรงมาเรื่องเน่าเฟะของผู้ดีทั้งหลาย เขา
ไม่มีทางจะเข้าใจได้!
สวีหนิงหัวเราะออกมาอย่างไม่ได้สนใจที่ตี๋ซื่อเล่า “พี่สะใภ้พูดเกินไปแล้ว ครอบครัวเดียวกันจะพูดว่าเสียมารยาท
ไปทำไมกัน”
ตี๋ซื่อเงยหน้ามองไปยังถนนลูกรังที่ไม่มีคนแม้แต่คนเดียวจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยเหมือนกับแสงอาทิตย์ในเดือนสาม
ที่กำลังจะลาลับขอบฟั้ามีแสงที่อ่อนระเรื่อสาดส่อง “กว้านเอ๋อร์รอข้าอยู่ที่เรือน เช่นนั้นข้าต้องขอกลับก่อน!”
เมื่อพูดจบตี๋ซื่อก็ไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของสวีหนิงนางสาวเท้าเดินไปบนดินลูกรังสีเหลืองด้วยการก้าวเท้าเดินที่หนัก
บ้างเบาบ้าง เหมือนกับการเดินทางที่ยากลำบากของนางซึ่งไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใดทำได้เพียงเดินต่อไปข้างหน้า
เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปไม่ว่าจะเป็นการจากไปอย่างน่าประหลาดของติงโหรว หรือการปรากฏตัว
ในวันนี้ของคุณหนูใหญ่ต้วนคนเหล่านี้ถือเป็นคนที่ผ่านเข้ามาและออกไปจากชีวิตของตี๋ซื่อเรื่องในวัยหนุ่มสาวที่ผ่านไป
แล้วก็นับได้ว่าไม่อาจย้อนกลับมาได้
ในครั้งนี้นางได้ช่วยคุณหนูใหญ่เอาไว้แล้วครั้งหนึ่งดังนั้นบุญคุณที่มีต่อกันในอดีตถือว่าหายกันนับจากนี้ต่อไปฮู
หยินและตี๋ซื่อไม่มีอะไรติดค้างต่อกันอีกแล้ว!
…
วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋าตั้งอยู่ที่ภูเขาลั่วมู่ซานทางเดินขึ้นเขาเป็นพื้นที่ขรุขระ ตลอดทั้งปีจะมีคนมาที่นี่น้อยมาก
ด้านหลังวัดศักดิ์สิทธิ์จะมีอารามของแม่ชีหนึ่งหลังชื่อว่าจิ่วฮว๋าอาน
วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋าเมื่อก่อนชื่อว่า ‘วัดฉือเอิน’ ที่มีผู้คนมากมายมาสักการะแต่ว่าเมื่อหลายปีก่อนไม่รู้ว่าด้วยเหตุ
อันใดจู่ๆ คนก็ไม่ค่อยมาในตอนนั้นมีแม่ชีท่านหนึ่งที่ชื่อ ‘แม่ชีจิ่วฮว๋า’ ได้เดินทางมาพำนักที่อารามแห่งนี้จนมีชื่อเสียงขึ้น
มา
แม่ชีจิ่วฮว๋าผู้นี้มีความรู้ทางแพทย์ที่สูงส่งและมีจิตใจเมตตา เดิมทีอารามเล็กแห่งนั้นยังไม่มีชื่อ แม่ชีจึงตั้งชื่อว่า
‘จิ่วฮว๋าอาน’จากนั้นที่แห่งนี้ก็มีชื่อเสียงขึ้นมากลบชื่อเก่าอย่าง ‘วัดฉือเอิน’
จนในที่สุดเจ้าอาวาสในวัดแห่งนี้จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋าอารามด้านหน้าจะเป็นที่ใช้ของวัด ส่วน
อารามด้านหลังเป็นของแม่ชี
อีกทั้งแม่ชีจิ่วฮว๋าผู้นี้ยังเป็นเพื่อนเก่าของติงโหรว
ถ้าตามที่แม่นมหนิงเล่าเมื่อตอนที่ฮูหยินติงโหรวยังเป็นวัยรุ่นเคยมาเที่ยวที่นี่อยู่ครั้งหนึ่งและพักอยู่หลายวันหลัง
จากนั้นยังเคยพูดเล่นกับแม่ชีว่าถ้าหลังจากนี้อีกร้อยปีนางจะเอาปั้ายชื่อมาตั้งไว้ที่นี่แต่คาดไม่ถึงว่านางอายุยังน้อยก็ด่วน
จากไปก่อนเสียแล้ว ส่วนต้วนเจิ้งก็ยังไม่ได้ลืมความตั้งใจสุดท้ายของนางจึงนำปั้ายชื่อมาตั้งไว้ที่นี่
ในชาติที่แล้วเนื่องจากต้วนชิงหมิงไปเชื่อคำพูดของหลิวหรงจึงตีตัวออกหากจากต้วนเจิ้ง ส่วนหลิวหรงไม่มีทาง
ยอมลดตัวมาที่แบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมาเซ่นไหว้ติงโหรว
ในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงแต่งออกมาอยู่จวนที่หนิงอานไปั๋ตั้งแต่ยังอายุไม่มากจึงไม่ได้มีโอกาสมาไหว้ปั้ายชื่อของ
ท่านแม่เลย
เมื่อคิดถึงความอกตัญูของนางที่ไม่ได้มาไหว้ท่านแม่เมื่อชาติที่แล้วอีกทั้งการสั่งสอนที่ผิดของหลิวหรงและเรื่อง
ที่ต้วนอวี้หรานเคยทำมาทั้งหมดเด็กสาวยังคงจำได้ฝังใจทุกเรื่องราว คิดทีไรเป็นต้องหน้าแดงกํ่าด้วยความโกรธแค้น…
หลิวหรง ต้วนอวี้หราน ในชาตินี้ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้!
เมื่อรถม้าได้เคลื่อนมาหยุดที่วัดศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋าท้องฟั้าก็ใกล้จะพลบคํ่าแล้ว
นางได้แจ้งกับเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนี้ก่อนแล้วว่าจะเดินทางมาเมื่อรถม้าหยุดจอด ก็มีแม่ชีน้อยชื่ออี๋จิ้งมาคอย
ต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว
แม่ชีน้อยอายุประมาณเจ็ดแปดปีรูปโฉมงดงาม ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสว่างไสวเสื้อคลุมสีเทายิ่งทำให้ดูผอมเพรียวขึ้น
ไปอีก
เมื่อแม่ชีน้อยเห็นต้วนชิงหมิงจึงได้ย่อตัวทำความเคารพเล็กน้อย “ใช่คุณหนูใหญ่หรือไม่? เจ้าอาวาสรออยู่นาน
แล้วเชิญตามข้ามา!”
นางหันไปพยักหน้าเล็กน้อยให้กับอีกฝั่าย “เช่นนั้นรบกวนแม่ชีด้วย!”
คนที่ติดตามมาด้วยได้เดินผ่านวัดด้านหน้าไปจนถึงอารามที่อยู่ด้านหลังเดินตรงไปตามกำแพงอิฐสีเทาของทางวัด
เมื่อเดินอ้อมระเบียงแรกไปก็จะถึงจิ่วฮว๋าอานจิ่วฮว๋าอานมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ด้านหลังจะมีเรือนเล็กๆ อีกสามห้อง
เรือนด้านหน้าใช้สำหรับสักการะพระโพธิสัตว์เรือนตรงกลางใช้สำหรับวางของบูชาต่างๆ และเป็นที่ที่พักของเจ้า
อาวาสและแม่ชีส่วนเรือนด้านหลังเป็นที่ตั้งปั้ายชื่อ