การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 13 แผนการแยบยลของหลิวยวน
พลันได้ยินเสียงของหลิวหรงดังแว่วมาเสียงหัวใจของต้วนอวี้ก็ดังขึ้นมา ‘ตุบๆ’นางก้มตัวลงมาถามต้วนอวี้ด้วย
ท่าทางรีบร้อน “เกิดอะไรขึ้นบ่าวที่ติดตามเจ้าไปไหนกันหมด”
เมื่อต้วนอวี้เห็นหลิวหรงสายตาพลันปรากฏความหวาดกลัวออกมา เขาจับแขนต้วนชิงหมิงไว้แน่น “ไม่รู้ ข้าไม่รู้”
ต้วนเจิ้งที่ตามเข้ามาได้ยินคำพูดที่บุตรชายเอ่ยพลันโกรธขึ้นมา “คุมตัวบ่าวในเรือนทั้งหมดออกมา”
ในใจของต้วนเจิ้งโกรธจัดเมื่อไม่กี่วันมานี้ต้วนชิงหมิงก็เกิดเรื่องขึ้นในจวน ผ่านมาไม่กี่วันก็เป็นต้วนอวี้พวกบ่าว
เหล่านี้กินข้าวแล้วไม่ทำงานกันหรืออย่างไร
เมื่อเห็นต้วนเจิ้งโกรธจัดทุกคนต่างก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ครู่เดียวแม่นมและบ่าวรับใช้หญิงชายในจวนต่างมากันครบ ครั้นเห็นต้วนอวี้อยู่ในสภาพยํ่าแย่จึงค่อยๆ มองไปยัง
ใบหน้าที่โกรธจัดของต้วนเจิ้งและต้วนชิงหมิงบ่าวทุกคนคุกเข่าลงก้มหน้าไม่พูดอะไร
สายตาที่ฉับไวของหลิวหรงมองไปในกลุ่มบ่าวในจวนที่ถูกมัดไว้เพื่อหาฉวนจือบ่าวที่นางส่งเข้าไปอยู่ข้างกายต้วนอ
วี้ด้วยใจที่ร้อนรน ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก ต้วนชิงหมิงพลันเอ่ยขึ้นมาก่อน
คำพูดต้วนชิงหมิงไม่ใช่เพื่อหาเรื่องหลิวหรงแต่นางกลับปลอบต้วนอวี้ เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“ต้วนอวี้บอกพี่มาสิว่าทำไมมาอยู่ที่นี่คนเดียว คนข้างกายเจ้าไปไหนกันหมด?”
หัวของต้วนอวี้ยังซบอยู่ที่อกของต้วนชิงหมิงเขาเปียกปอนไปทั้งตัว ซบอกเพื่อหาความอบอุ่นจากพี่สาว พูดเสียง
เบา
“ฉวนจือและบ่าวคนอื่นไปดื่มเหล้ากันหมดข้าให้พวกเขาพาข้าไปด้วย แต่พวกเขาไม่ยอม ทิ้งข้าให้เล่นคนเดียวที่
นี่”
คำพูดของเด็กน้อยน่าเชื่อถือที่สุดแต่ไหนแต่ไรต้วนอวี้เป็นคนขี้กลัวบ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายเขาถูกหลิวหรงเปลี่ยน
ใหม่ทั้งหมด ไม่มีใครสนใจรวมถึงสอนอะไรที่ดีให้กับเขาตอนนี้ต้วนอวี้บอกว่าฉวนจือไปดื่มเหล้าก็น่าจะเป็นจริง
“แย่เสียจริง” หลิวหรงจึงถือโอกาสพูดขึ้น
“เป็นไปไม่ได้ฉวนจือเป็นบ่าวที่อี๋เหนียงเลือกอย่างพิถีพิถันด้วยมือตนเองทำไมถึงไม่สนใจดูแลเจ้าเล่า?” ต้วนชิงห
มิงพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
เป็นแค่บ่าวรับใช้กล้าดีอย่างไรทิ้งนายไปดื่มเหล้า? ทำเช่นนี้ผิดมหันต์ อีกทั้งยังเป็นคนที่หลิวหรงตั้งใจคัดเลือกมา
เป็นอย่างดีงั้นหรือ?
ครั้งนี้ทำให้หลิวหรงนํ้าท่วมปากไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไร ต้วนอวี้มองหลิวหรงด้วยความหวาดกลัว รีบหลับตาลง
อํ้าอึ้งอยู่นานจึงพูดออกมา
“ที่ผ่านมา…บ่าวคนนี้ทำเช่นนี้ทุกวัน”
“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเองที่ละเลยเจ้า” นํ้าตาต้วนชิงหมิงไหลออกมาอย่างรวดเร็ว คนที่ละเลยต้วนอวี้คง
ไม่ได้มีแค่นางผู้เดียวแม้ต้วนเจิ้งก็ไม่เคยสนใจคนที่อยู่ข้างกายต้วนอวี้เช่นกัน
เจตนาร้ายที่แอบแฝงอยู่ของหลิวหรงถูกต้วนชิงหมิงเอามาพูดทั้งนํ้าตาทำให้คนฟังแม้จะไม่พอใจแต่ก็ไม่สามารถ
โต้แย้งได้ ต้วนเจิ้งได้ยินก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“ใครก็ได้ไปจับฉวนจือมาให้ข้า”
เถี่ยเฟิงรับคำสั่งพาลูกน้องรีบไปจับฉวนจือได้ในเวลาไม่นานฉวนจือที่ดื่มเหล้าจนเดินโซซัดโซเซเมื่อเห็นเถี่ยเฟิงมา
คุมตัวโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงผลักเถี่ยเฟิงออก พูดฟังไม่รู้ความ
“พวกเจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือข้าจะไปรายงานนายท่านให้บั่นคอพวกเจ้า”
ต้วนชิงหมิงฝากให้แม่นมหนิงพาต้วนอวี้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าจากนั้นเดินตรงเข้าไปจับมือต้วนเจิ้งด้วยนํ้าตานองหน้า
พูดเสียงสั่นเครือ
“ท่านพ่อพวกเราเกือบจะเสียต้วนอวี้ไปแล้ว”
เมื่อครู่นี้ร่างกายและจิตใจของต้วนชิงหมิงสั่นไปหมดเมื่อเห็นน้องชายนอนนิ่งไม่ขยับนางกลัวสุดขีดว่าต้วนอวี้จะ
ตายไปเนื่องจากการวางแผนที่ผิดพลาดของนางถ้าเป็นเช่นนั้นนางจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
ต้วนเจิ้งรับรู้ได้ถึงอาการสั่นเทาของบุตรสาวจึงตบไปเบาๆที่มือของนาง
“ชิงหมิงวางใจเถอะต้วนอวี้จะไม่เป็นไร” ฮูหยินติงโหรวถึงแม้จะจากไปแต่ก็ได้มอบลูกชายและลูกสาวไว้ให้เขา
หากพวกเจ้าทั้งสองเป็นอะไรไป ข้าจะไม่มีทางให้อภัยตนเอง
ต้วนเจิ้งสูดหายใจเข้าลึกมองไปยังฉวนจือด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด
“ลากบ่าวชั่วผู้นี้ออกไปตีให้ตาย” ต้วนเจิ้งไม่ค่อยมีคำสั่งที่เด็ดขาดเช่นนี้บ่อยๆทว่าวันนี้เขากลับโกรธจัดที่บุตรชาย
เพียงคนเดียวถูกบ่าวในจวนต้วนทิ้งไว้ที่บ่อด้านหลังสวนจนเกือบจะเสียชีวิต
หลิวหรงมองไปข้างหน้าพร้อมก้าวเท้าขึ้นไปสองก้าวนางสบตากับต้วนเจิ้งที่มีสายตาโกรธขึ้งอย่างตระหนกตกใจ
รีบพูดอย่างรีบร้อน
“รีบลากออกไปเสีย”
เสียงโหดเหี้ยมที่น่ากลัวดังไปทั่วทั้งสายตาที่เย็นเฉียบของต้วนเจิ้งทำให้ฉวนจือตื่นจากการอาการเมาไปกว่าครึ่ง
เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มไม่ดี จึงรีบหันหน้ากลับไปขอร้องหลิวหรง
“อี๋เหนียงไว้ชีวิตบ่าวด้วย” แววตาตื่นตระหนกแวบเข้าในดวงตาของหลิวหลงเพียงครู่เดียว
“ยังไม่รีบลากออกไปอีกหาอะไรมายัดปากมันไว้” เถี่ยเฟิงลากฉวนจือที่ร้องขอไม่หยุดออกไป
“อี๋เหนียงเคยรับปากบ่าวขอเพียงทำให้คุณชายมีความสุข……” คำพูดขาดหายไปแทนที่ด้วยเสียงร้อง “อือๆ”
สายลมที่พัดมาพร้อมกับความหนาวเย็นเล็กน้อยสายตาของต้วนเจิ้งมองไปรอบตัวของหลิวหรง พลางส่ายหัวไป
มาอย่างไม่รู้ตัว
“ถ้าปรนนิบัติคุณชายดีทำไมจะต้องมาปลอบ?” ทางด้านต้วนชิงหมิง เช็ดนํ้าตาพูดเสียงเบา
“ข้าคิดว่าอี๋เหนียงช่วยเลือกสิ่งดีๆให้ต้วนอวี้ แต่ตอนนี้ดูแล้ว……” คาดว่าจะไม่ใช่เช่นนั้น!
ดวงตาหลิวหรงฉายแววเลิ่กลั่กเมื่อต้วนชิงหมิงพูดจบต้วนเจิ้งทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของนางได้แต่นิ่งพลางขมวด
คิ้วก้มหน้าไม่รู้ว่าคิดอะไรไม่มองแม้กระทั่งหลิวหรงหรือบุตรสาว
ต้วนชิงหมิงใช้มือม้วนผ้าเช็ดหน้าแอบก้มหน้าเช็ดนํ้าตาเงียบๆ ดูท่าแล้วต้วนเจิ้งยังเชื่อใจหลิวหรงแต่อย่างไรเสีย
เหตุการณ์ในวันนี้ก็ถือว่าได้สร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความสั่นคลอนลงไปแล้ว
ต้วนชิงหมิงมองไปยังหลิวหรงช้าๆ รีบเช็ดนํ้าตา เอ่ยอย่างเกรงใจ “ข้ารับรู้ถึงความหวังดีของอี๋เหนียง แต่พวกบ่าว
รับใช้กลับละเลย”
ต้วนชิงหมิงมองหลิวหรงที่ตาขวางด้วยความจริงใจหลิวหรงได้แต่ก่นด่าบ่าวชั่วฉวนจือในใจหลายสิบรอบ จากนั้น
ฝืนยิ้มออกมา
“เป็นความผิดของข้าเองที่เลือกคนที่ไม่ดีดันเลือกบ่าวรับใช้ที่ละเลยหน้าที่เสียได้”
ต้วนชิงหมิงมองหลิวหรงไม่พูดไม่จาอะไรเพื่อให้หลิวหรงรู้สึกเก้อเขิน ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ออกมา
“อี๋เหนียงคนข้างกายข้าและต้วนอวี้มีแต่บ่าวไม่ดี ดังนั้นต้องดูบ่าวรับใช้ของน้องอวี้หรานให้ดีอย่าให้เกิดเรื่องแบบ
นี้ขึ้นอีก” บ่าวรับใช้ของต้วนอวี้หรานนั้นหลิวหรงจัดแจงอย่างดี ทุกคนต่างจงรักภักดีแล้วจะมีบ่าวไม่ดีได้ยังไง?
หลิวหรงหน้าซีดคำพูดนี้เหมือนเป็นการเสียดสีในการเลือกปฏิบัติของนางพลันได้ยินเสียงดังกังวานพูดขึ้น
“คนข้างกายข้าข้าจะเป็นคนจัดการเอง ไม่จำเป็นจะต้องลำบากพี่สาว……แต่เกรงว่าพี่สาวจะไม่ยอมดังนั้นบ่าวรับ
ใช้จึงไม่กล้าปริปากพูดอะไรขัดหู” เสียงต้วนอวี้หรานดังมาแต่ไกลนางเดินมาแสดงความเคารพต่อต้วนเจิ้ง
“คารวะท่านพ่อ” จากนั้นจึงไปยืนกอดหลิวหรงข้างๆ “ท่านแม่ ข้าได้ยินว่าน้องชายตกนํ้าจึงได้รีบมาดู”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเยาะล้อเลียนต้วนอวี้หรานที่ตอนนี้เรียก ‘ท่านแม่’ ไม่รู้ว่าต้วนเจิ้งจะฟังออกหรือไม่
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วมองไปยังต้วนอวี้หราน “โตขนาดนี้แล้วยังยืนดีๆ ไม่เป็น ยังไม่รีบทำความเคารพพี่สาวเจ้าอีก?”
“คารวะท่านพี่” ต้วนอวี้หรานเบ้ พลางย่อขาลงแสดงความเคารพแบบขอไปที
ต้วนชิงหมิงที่ยังมีนํ้าตาที่เช็ดไม่แห้งมองยังต้วนอวี้หรานพูดเสียงเบา
“น้องสาวตามสบาย!” นางพูดไปก็เบ้ปากไปในมุมที่หลิวหรงและต้วนเจิ้งมองไม่เห็น ปรากฏรอยยิ้มถากถาง
“แม่เจ้าเลือกปฏิบัติ!” นางพูดเสียงเบายั่ว
สีหน้าของต้วนอวี้หรานเปลี่ยนในทันทีนางพุ่งเข้าใส่ต้วนชิงหมิง “เจ้าว่าอะไรนะ กล้าว่าท่านแม่ข้าหรือ?”
การพุ่งเข้าไปของต้วนอวี้หรานทำให้ต้วนชิงหมิงความตกใจพลางถอยหลังอย่างลนลานเหยียบชายกระโปรงล้มลง
ไปกับพื้น ต้วนเจิ้งรีบเข้าไปพยุงไว้ได้เขาหันตำหนิต้วนอวี้หรานด้วยความโมโห
“ทำอะไรของเจ้า?”
ต้วนอวี้หรานถึงกับตกใจถอยหลังไปครึ่งก้าว “นางกำลังด่าท่านแม่”
ได้ฟังเช่นนั้นต้วนชิงหมิงก็ร้องไห้ออกมา
“ข้า……จะกล้าด่าอี๋เหนียงได้อย่างไรกัน” อี๋เหนียงที่อำนาจคํ้าจวนเกรงว่าจะใกล้สิ้นสุดแล้ว
“เชอะ” ต้วนอวี้หรานหันหลังกลับไปความโกรธ
“ถ้ายังกล้ามาด่าท่านแม่ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้!”
ต้วนเจิ้งยิ่งได้ฟังก็ยิ่งโมโห
“เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่? รีบขอโทษพี่สาวเจ้าเดี๋ยวนี้”
ต้วนอวี้หรานตกใจจึงรีบวิ่งไปหาหลิวหรงหวังว่าท่านแม่จะช่วยขอร้องให้นางแต่หลิวหรงกำลังเครียดกับเรื่องที่
เกิดกับต้วนอวี้ นางจึงไม่กล้าขอร้องแทนไม่รู้ว่าหากทำเช่นนั้นไปต้วนเจิ้งจะคิดยังไง บุตรสาวของนางก็ยังโวยวายไม่หยุด
จนทำให้นางเริ่มปวดหัวนางเอ่ยอย่างรำคาญ
“พี่สาวเจ้าด่าอี๋เหนียงที่ไหนกัน เจ้าฟังผิดไปแล้วยังไม่รีบขอโทษพี่สาวเจ้าอีก”
ต้วนอวี้หรานงงเป็นไก่ตาแตกที่หลิวหรงไม่ช่วยครั้นมองมายังต้วนชิงหมิงที่แสร้งทำท่าเช็ดนํ้าตา เบะปาก และทำ
สีหน้าล้อเลียนเหยียดหยามใส่ทำให้ต้วนอวี้หรานโกรธจนกระทืบเท้ากับพื้นเต็มแรงจากนั้นเดินมาที่หน้าต้วนชิงหมิงย่อ
ตัวแสดงความขอโทษแบบขอไปที
“ขอโทษ” เหอะ……จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของข้าทำไมต้องขอโทษนางด้วย รอไปก่อนเถอะ ข้าจะต้องเอา
คืนเจ้าแน่!
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้พวกเราเป็นพี่น้องกัน เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก” ต้วนชิงหมิงแกล้งทำเป็นเข้าไปพยุง
ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน
“ดูสิขนาดแม่เจ้ายังไม่ช่วยเจ้าเลย!”
มันช่างไม่สมเหตุสมผลจริงๆ
ต้วนอวี้หรานโกรธจนหน้าดำหน้าแดงกลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียวต้วนชิงหมิงจึงกลับไปเช็ดนํ้าตาอยู่ข้างต้
วนเจิ้งดังเดิมสิ่งที่นางต้องการคือยั่วยุต้วนอวี้หรานหลิวหรงยอมที่จะอดทนแต่ต้วนอวี้หรานที่เป็นเหมือนคบไฟยิ่งถูกยั่ว
เท่าไรไม่นานก็ต้องระเบิดออกมา
เพราะว่ามีแม่นมหนิงอยู่เป็นเพื่อนจึงทำให้หลายสิ่งรวดเร็วขึ้น
ผ่านไปไม่นานต้วนอวี้ก็เดินตามกลับมาพร้อมแม่นมหนิง เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วผมก็เช็ดแล้วแต่เพราะเมื่อครู่ที่
จมนํ้าทำให้ใบหน้าเล็กๆ นั้นยังซีดขาวไร้เลือดฝาดเดิมบุตรชายกลัวต้วนเจิ้งอยู่แล้วยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าผู้เป็นบิดาเคร่งขรึม
จ้องมองมาก็ยิ่งกลัวรีบเข้าไปกอดต้วนชิงหมิงผู้เป็นพี่สาว
“เจ้าไม่ต้องกังวลข้าดีขึ้นแล้ว” นางเช็ดนํ้าตา ฝืนยิ้มกอดต้วนอวี้เอาไว้
“เจ้าโตแล้วนี่นารู้จักเป็นห่วงข้าด้วย……เห็นข้าร้องไห้จนลืมแสดงความเคารพต่อท่านพ่อกลับมาโผเข้ากอดข้า……
ข้ารู้ว่าเจ้าโตแล้ว แต่เรื่องฐานะเจ้าจะลืมไม่ได้นะ!”
ต้วนชิงหมิงพูดไปก็หยิกเขาเบาๆเข้าที่แขนของต้วนอวี้ส่งสัญญาณ ทว่าทำให้เขานํ้าตาไหล ไม่กล้าอ้าปากร้องออก
มา
เมื่อต้วนอวี้หรานเห็นภาพเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมาทั้งยังพูดว่าต้วนชิงหมิงไม่ได้รับการสั่งสอนอย่างนี้ก็
ไม่มีสิทธิ์มาดูแลต้วนอวี้แล้ว
ต้วนอวี้หรานเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นเมื่อต้วนชิงหมิงทำให้นางอับอาย แค้นนี้นางจะจดจำไว้อย่างดี
ทว่าน่าเสียดายสิ่งที่ต้วนอวี้หรานพูดถูกแม่นมหนิงพูดตัดหน้าไปก่อนมุมที่แม่นมยืนทำให้ต้วนอวี้หรานมองไม่เห็น
ต้วนเจิ้งพอดี นางจึงย่อตัวแสดงความเคารพพูดยิ้มๆ
“คุณชายเห็นคุณหนูใหญ่ร้องไห้ด้วยความเสียใจตลอดทางได้แต่เสียใจเพราะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของพี่สาว
และน้องชาย จึงทำให้เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เลยอดไม่ได้ที่จะทักทาย”
ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของพี่สาวและน้องชายอย่างนั้นหรือ? คำพูดของแม่นมหนิงชี้นำทำให้ต้วนเจิ้งมองไปยังต้
วนชิงหมิงด้วยสายตาเศร้าโศกทว่าเขากลับขมวดคิ้วมองต้วนอวี้หรานที่ยังอยู่ปกติสุขดี
ต้วนชิงหมิงยิ่งมั่นใจขึ้นอีก
ถ้านางคาดการณ์ไม่ผิดคงเป็นเพราะฉวนจือที่สอนให้น้องชายของนางกลัวต้วนเจิ้ง
แม่นมหนิงกำชับต้วนอวี้ไม่น้อยและเขาก็เชื่อฟังแต่โดยดีจึงเดินเข้าไปที่หน้าของต้วนเจิ้งแสดงความเคารพอย่าง
ถูกต้อง
“คารวะท่านพ่อ!เมื่อครู่ลูกเห็นใจพี่สาวที่บาดเจ็บเมื่อหลายวันก่อน ร้องไห้เยอะจะไม่ดีต่อร่างกายด้วยความรีบ
ร้อนจึงไม่ได้แสดงความเคารพต่อท่านพ่อ หวังว่าท่านพ่ออย่าได้ถือโทษลูก”
เมื่อเห็นต้วนอวี้เข้าใจสถานการณ์ สีหน้าของต้วนเจิ้งก็คลายลง
“พี่สาวของเจ้าสุขภาพไม้ดีต่อไปเจ้าอย่าสร้างเรื่องให้พี่เจ้าเป็นห่วง”
ต้วนอวี้ก้มหน้าน้อมรับ “ลูกรับทราบแล้ว” จากนั้นจึงทำความเคารพต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานตามลำดับ
ก่อนถอยกลับไปอยู่ด้านหนึ่ง ต้วนชิงหมิงกอดต้วนอวี้ไว้ พูดเสียงเบา
“ต้วนอวี้ต่อไปอย่าทำอย่างนี้อีก พี่ตกใจแทบแย่!” ต้วนอวี้อยู่ในอ้อมกอดและจับเสื้อของต้วนชิงหมิงไว้แน่นเพื่อที่
จะสัมผัสความอบอุ่นโดยไม่พูดไม่จาอะไร
ตอนนี้เองที่หลิวหรงหยิกต้วนอวี้หรานแรงๆไปหนึ่งที นางจึงรีบยื่นมือออกไปหาต้วนอวี้
“ข้าได้ยินว่าเจ้าตกนํ้า แต่เห็นเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วก็ดี” ไม่เป็นอะไรแล้ว……ไม่ดีเอาเสียเลย!
ต้วนอวี้หรานใส่เสื้อแขนสั้นสีแดงสดกระโปรงสีอ่อน เส้นผมที่ดำขลับเกล้ายกสูงขึ้น เสียบปินลายดอกมู่
หลาน[1]ด้านปลายมีสายห้อยระย้าลงมาทำให้เวลาเดินแกว่งไปมาดูอ่อนหวาน ด้านบนประดับด้วยลูกปัดที่ร้อยอย่าง
พิถีพิถันเข้ากับใบหน้าที่ขาวนวลผ่องผิวละเอียดนุ่ม คิ้วโก่งดั่งคันศรเล่มงามดวงตาวาววับดั่งดวงดาวพร่างพราวอยู่บน
ท้องฟั้าจมูกเล็กรับกับรูปปากและริมฝีปากบางเบาโค้งขึ้น เมื่อดูจากที่ไกลๆสวยงามสะดุดตายิ่งนัก
…
[1]ดอกมู่หลาน คือ ดอกกล้วยไม้