การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 133 องค์ชายสามกับท่าทีผิดปกติ
นางรู้ว่าแม่นมหนิงเป็นคนที่พูดอะไรตรงและไม่มีเจตนาร้ายอื่นใดระวังแต่คนฟัง ถ้าเกิดรู้สึกว่าล่วงเกิน
‘คุณชาย’ท่านนั้นละก็นางก็คงรับโทษไม่ไหว
เมื่อเห็นผู้เป็นนายมีใบหน้าที่ยืนหยัดแม่นมหนิงก็หันไปมองที่ห้องอีกครั้งเหมือนมีเรื่องในใจมากมาย
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าอีกฝั่ายเป็นกังวลเรื่องชื่อเสียงของนางแต่จะให้นางอยู่นิ่งเฉยมองดูคนที่กำลังจะตายนั้น……ย่อมไม่
ได้ นางยังคงยกยิ้มน้อยๆทว่าเน้นนํ้าเสียงหนักขึ้นหลายส่วน “แม่นม อากาศข้างนอกช่างหนาวเหน็บคนที่ได้รับบาดเจ็บ
จะไปอยู่ได้อย่างไรอีกทั้งชีวิตของข้าก็เป็นองค์ชายสามที่ช่วยเอาไว้ก็แค่ห้องเดียวทำไมข้าจะยอมแบ่งให้ไม่ได้?”
คำพูดของนางมีสองนัย นัยแรกคือเตือนสติแม่นมหนิงอีกนัยคือจะเตือนสติเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นางใจกว้างก็เพราะ
เห็นแก่ที่อีกฝั่ายช่วยชีวิตเอาไว้
แม่นมหนิงตกใจอย่างมากเมื่อได้ยินมาว่านางได้รับบาดเจ็บหญิงชราจึงรีบจับมือเด็กสาว ถามขึ้นอย่างร้อนใจ
“คุณหนูบาดเจ็บตรงไหน รีบให้บ่าวดูหน่อยเถิดเจ้าค่ะ!”
ปากพูดไปตาก็มองไปรอบตัวของนางโดยไม่ทันระวังได้ไปจับโดนแผลที่ข้อมือจนนางร้อง “โอ้ย” ออกมาเบาๆ
และเตือนว่า “แม่นมจับโดนแผลของข้าแล้ว!”
อีกฝั่ายรีบปล่อยมืออย่างรวดเร็ว เอ่ยถามอย่างร้อนใจ “คุณหนู อย่าให้บ่าวร้อนใจเลย รีบบอกมาเถอะว่าคุณหนู
เจ็บตรงไหนเจ้าคะ?” พูดไปสายตาก็สาละวนอยู่กับร่างกายของนาง
เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ “เป็นแผลเล็กๆ ที่ตรงข้อมือเท่านั้นเอง……แม่นมวางใจได้ มีพี่สาวชุนถาวอยู่ที่นี่จะต้อง
ไม่เป็นอะไร……อย่างนั้นข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน…”
พูดจบก็เดินเข้าห้องไปด้วยกัน
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงผายข้อมือก็มีเลือดไหลซึมออกมาต่อหน้าแม่นมหนิงนางเห็นก็ร้องออกมาด้วยความ
ตระหนกตกใจ “คุณหนูมือของคุณหนูมีเลือดไหลอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
“ไม่เป็นไรๆ แม่นมหนิงวางใจได้ก็แค่แผลเล็กๆ…” นางตอบโดยไม่หันไปมอง
แม่นมหนิงยังคงพึมพำอยู่ด้านนอกไปเรื่อยว่าร่างกายของผู้หญิงนั้นไม่ควรบาดเจ็บและจะมีรอยแผลเป็นไม่ได้!
เด็กสาวถึงกับกุมขมับด้วยความปวดหัว… มีคนที่ดีกับนางก็ดีอยู่แต่ถ้ามาบ่นพึมพำอย่างนี้ก็น่าปวดหัวเสียจริง!
ด้านหลังมีเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาไม่ต้องพูดก็เดาได้ว่าจะต้องเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋ที่หัวเราะนางเป็นแน่!
นางได้แต่ผินหน้าไปมองอย่างไม่สบอารมณ์กดเสียงตํ่า “องค์ชายสามรู้สึกว่าน่าขันมากอย่างนั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบหุบยิ้มทันที “ไม่ใช่ๆ”
เด็กสาวไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา ถ้าอยากจะหัวเราะก็ตามใจยังจะหาเหตุผลมาอีกทำไม?
เขารีบหุบยิ้มและพูดอย่างจริงจัง “จริงสิ… เจ้าโชคดีไม่น้อย เพื่อเจ้าแล้ว……เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ผู้นั้นแม้แต่ชีวิตนางก็ให้
เจ้าได้ส่วนแม่นมหนิงก็ดีกับเจ้าเป็นที่สุด… เจ้าถือว่าใช้ได้เพราะยังมีคนที่จริงใจกับเจ้าอยู่!”
นางมองค้อนไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ทว่าอีกฝั่ายกลับมองขึ้นไปบนเพดาน ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ และไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
อยู่!เหยียนหลิ่งอวี๋ในตอนนี้ไม่มีความชั่วร้ายและโอหังเหมือนเช่นปกติใบหน้าและสายตาของเขามีความกังวลอะไรบาง
อย่างเข้ามาราวกับเมฆหมอกที่เข้าปกคลุมภูเขาที่ทำให้มองเห็นได้เลือนราง
นางไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้ของเขามาก่อนเลย
นางครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวก็ถามขึ้นเสียงแผ่วเบา “ที่จริงข้าก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก!เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์แม้จะกล้าหาญ
และไม่ทันได้คิด ทว่าใจของนางหวังดีกับข้าจริงๆ……อีกทั้งแม่นมหนิงก็เป็นแม่นมของท่านแม่ข้าอยู่กับข้ามาตั้งแต่ยังเด็ก
คอยดูแลข้า สั่งสอนข้าจนถึงปัจจุบัน…”
ต้วนชิงหมิงพูดอยู่ดีๆก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ จึงพูดขึ้นว่า “คนเรามักจะต้องสูญเสียไปก่อน ถึงจะรู้ว่าสิ่งนั้นมีค่า! ดังนั้น
ข้าจะต้องกุมทุกอย่างให้อยู่ในมือเพื่อจะได้ปกปั้องคนที่ดีกับข้า……”
สีหน้าอันหนักอึ้งของนางเหมือนต้นไม้เขียวที่เหี่ยวเฉาจนเป็นสีนํ้าตาลแสงตะวันสีเหลืองทองสาดส่องเข้ามาให้
ห้องสว่างไสวขึ้น เผยให้เห็นเสื้อผ้าสีเขียวเข้มของนางยิ่งช่วยขับให้นางดูโดดเด่นขึ้นมาไม่เหมือนกับหญิงใด
เหยียนหลิ่งอวี๋หันหน้าไปเห็นใบหน้าด้านข้างที่งดงามของต้วนชิงหมิงยังเห็นไปถึงแววตาที่สดใสวับวาวของนาง
ขนคิ้วที่ยาวเรียวดั่งคันศรกลับแข็งกระด้างเนื่องจากความหนาวเหน็บตลอดคืนทำให้เลือดไม่ขึ้นหน้าและซีดขาวจนน่า
ตระหนกตกใจ!
ทว่าใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มบางๆอยู่มิขาด ทว่าภายในใจกลับยังมีเรื่องที่หนักอึ้งอยู่
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปก็เกิดความรู้สึกอึดอัดและสงสัยขึ้นมาทันที
ชั่วพริบตาเดียวนั้นเขาอยากจะดึงตัวหญิงสาวที่ซีดเซียวเบื้องหน้ามาโอบกอดให้แนบแน่น
ทว่าเมื่อนางพูดจบกลับไม่มีเสียงหัวเราะอีกแล้ว!นางจึงหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจ เห็นเพียงสายตาของเห
ยียนหลิ่งอวี๋ที่จ้องมองนิ่งมาที่นาง!
คล้ายถูกสายตาสะกดไว้แต่จิตใต้สำนึกได้ปลุกนางให้ตื่นขึ้น ยกมือขึ้นขยี้ไปที่ตาเบาๆ เอ่ยเสียงเบา “บนหน้าข้ามี
อะไรติดหรือ?”
เขารีบเก็บสายตาที่จ้องมองนั้นและไม่ได้ตอบอะไร
เด็กสาวเริ่มชินกับอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาแล้วจึงไม่ได้ต้อนเอาคำตอบ ได้แต่หัวเราะขึ้น “ท่านรีบไปพักผ่อน
ก่อนเถอะประเดี๋ยวตอนกลางคืนชุนถาวจะมาช่วยเอาพิษออกให้!”
เขายังคงไม่พูดอะไร
นางจึงหัวเราะและพูดขึ้นอีกว่า “อย่างนั้น ข้าไปแล้วนะ!”
พูดเสร็จก็ก้าวเท้าเดินออกไป
พอต้วนชิงหมิงยกเท้าจะก้าวองค์ชายที่เงียบเป็นเปั่าสากก็พูดขึ้นในทันใด “อย่างนั้น……อีกสักครู่เจ้าจะมาอีก
ไหม?”
นํ้าเสียงที่พะว้าพะวังและหดหู่ใจของเขาเหมือนกลัวว่าถ้านางไปแล้วจะไม่กลับมาอีก
ต้วนชิงหมิงอึ้งอยู่ประเดี๋ยวถึงจะพูดขึ้น “ข้าจะมาดูจนกว่าท่านจะหายดี!” โบราณว่า ถ้าเป็นคนดีก็ต้องดีให้ถึงที่
สุดตอบแทนบุญคุณก็ต้องทำให้ถึงที่สุดเช่นกันไม่ใช่หรือ? เขาบาดเจ็บก็เพราะนางดังนั้นนางจะไม่มาดูดำดูดีได้อย่างไรกัน!
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังที่นางพูดก็วางใจลงแล้วคิ้วที่ขมวดของเขากลับคลายลง เขาจึงเปลี่ยนท่าโดยพิงไปที่พยักด้าน
หลังจากนั้นโบกมือให้นาง “อย่างนั้นเจ้ารีบไปพักผ่อนเสียเถอะ” เขาหยุดเว้นจังหวะอํ้าอึ้งแล้วเอ่ยออกมาอีกครั้ง “อีกครู่
อย่าลืมมา!”
นางรู้สึกว่านํ้าเสียงของเขาแปลกไปอีกทั้งสีหน้าของเขากลับไม่มีความโอหังและดุดันเหมือนเก่าราวกับว่าคนที่อยู่
ตรงหน้าเป็นเพียงเพื่อนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น!
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะเยาะมาที่นางต้วนชิงหมิงจึงได้แต่ส่ายหน้าคิดในใจว่าองค์ชายสามคนนี้ยากที่จะ
คาดเดาใจได้ตอนนี้ดูอบอุ่นเข้าถึงง่าย ไม่แน่ว่าจะเป็นแค่การเสแสร้งแกล้งทำ ยิ่งไปกว่านั้นนางก็เหนื่อยล้าเต็มทีจนไม่มี
แรงจะไปสนใจว่าตรงไหนที่แปลกไป จึงหันหน้ากลับไปรับคำและเดินออกจากประตูไป
เมื่อเห็นนางจากไปแล้วเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ก้มหน้ามองแผลที่ข้อมือของเขา พร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา
ทันใดนั้นนอกหน้าต่างก็มีเงาคนแวบไปมา จากนั้นลั่วสุ่ยก็โผล่เข้ามาในห้องเมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ก็รีบคุกเข่าทันที
“องค์ชายทั้งหมดเป็นความผิดของลั่วสุ่ยขอรับ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปาก “ข้าตั้งใจปล่อยคนคนนั้นเข้ามาส่วนกริชนั้นข้าตั้งใจเข้าไปรับเอง เจ้าจะมีความผิดได้
อย่างไร?”
ถึงแม้เขาจะพูดอย่างสบายใจแต่ลั่วสุ่ยยังคงไม่กล้าพูดเสียงดัง “องค์ชาย ที่นี่จะมีหมอดีได้อย่างไร… องค์ชายกลับ
ไปรักษาตัวที่วังเถอะขอรับ”
เขามองลั่วสุ่ยตาขวาง จนอีกฝั่ายไม่กล้าปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
ผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาก็พูดขึ้น “เอาล่ะ เรื่องหมอนั้น เจ้าไม่ต้องกังวลใจไป… บ่าวรับใช้ชุนถาวของคุณหนูใหญ่ตู้
เป็นหมอที่ดีในตอนนี้!”
ได้ฟังที่องค์ชายเอ่ย ลั่วสุ่ยที่กำลังจะอ้าปากพูดกลับต้องหุบลงเมื่อเห็นสายตาพิฆาตคู่นั้น
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดเสียงเรียบว่า “พวกจิ้งสุ่ยกลับไปหรือยัง?”
“จิ้งสุ่ยนำคนส่วนหนึ่งกลับไปแล้วอีกส่วนหนึ่งแอบซุ่มอยู่ด้านล่างภูเขา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาพวกเขาจะรีบขึ้นมา
ทันทีขอรับ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋พอใจกับคำตอบเป็นอย่างมากเมื่อถามจนหมดก็โบกมือให้ลั่วสุ่ยไปได้ “เจ้าซ่อนตัวให้ดี ไม่ว่าจะ
เกิดอะไรขึ้นถ้าข้ายังไม่เรียกก็ไม่ต้องปรากฏตัวออกมาเข้าใจหรือไม่?”