การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 134 เอาพิษออกมา
เป็นที่ทราบกันว่าตู้ชิงหลวนมีวรยุทธ์สูงส่งและบ่าวรับใช้ที่ชื่อชุนถาวก็ไม่ธรรมดาเช่นกันทั้งสองเป็นคนหูไวตาไว
ทั้งยังฉลาดหลักแหลมถ้าเขาถูกพวกนางเจอลั่วสุ่ยเข้าก็จะส่งผลกระทบต่อการอยู่ที่นี่เป็นแน่
เหยียนหลิ่งอวี๋ใคร่ครวญดีแล้วจึงให้ลั่วสุ่ยออกไปที่อื่นเรื่องอะไรจะยอมรับว่าที่จริงเขาอยากอยู่ตามลำพังกับต้วน
ชิงหมิงมากแค่ไหน
โดยปกติต้วนชิงหมิงถ้าไม่ทำหน้าจะบึ้งตึงก็จะแสร้งทำท่าทำทางแต่ตอนนี้เขามีแผลที่ร่างกาย ดูสิว่าจิ้งจอกน้อย
ยังจะกล้าทำเป็นเมินเฉยเขาอีกหรือไม่?
ลั่วสุ่ยไม่ได้มีท่าทีขยับเขยื้อน
สำหรับองครักษ์แล้วการทำตามคำสั่งเจ้านายเป็นกฎข้อแรกที่องครักษ์ต้องจำขึ้นใจ!ถ้าอยู่ในช่วงปกติลั่วสุ่ยก็จะ
ทำตามโดยไม่ลังเล แต่ตอนนี้องค์ชายสามกลับถูกยาพิษจนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะดูแลตัวเองได้!เมื่อคิดถึงว่าเขาให้สาบานต่อ
หน้าจิ้งสุ่ยว่าจะดูแลความปลอดภัยขององค์ชายสาม เขาก็ยังอดห่วงเสียมิได้!
“องค์ชาย ได้ยินข่าวมาว่าองค์รัชทายาทได้ส่งองครักษ์ออกจากเมืองหลวงเป็นจำนวนมากจิ้งสุ่ยได้ข่าวว่าเปั้า
หมายขององค์รัชทายาทก็คือองค์ชาย…”
ลั่วสุ่ยใช้สายตากวาดมองไปที่แขนของผู้เป็นนายคิดในใจว่าในเวลานี้ถ้าเขาไม่อยู่ดูแลเคียงข้าง องค์ชายจะไหว
หรือไม่?
เหยียนหลิ่งอวี๋มีสีหน้าไม่พอใจ “ลั่วสุ่ย ข้าต้องพูดเรื่องเดิมซํ้าสองตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
อีกฝั่ายหน้าซีดเผือดลงจนไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใดต่อไปอีก
“อย่างนั้นเจ้าจะอยู่ตรงนั้นทำอะไร?”
ลั่วสุยได้แต่ยู่ปากแม้จะไม่ยินยอมแต่ก็ไม่สามารถขัดขืนคำสั่งขององค์ชายสามได้จึงออกไปอย่างเงียบๆ ตามที่เขา
สั่ง เมื่อลั่วสุ่ยออกไป ก็พอดีกับที่ชุนถาวเตรียมของเข้ามาในห้องพอดี
เห็นใบหน้าที่ซีดขาวของเหยียนหลิ่งอวี๋ชุนถาวก็อมยิ้มขึ้นมา “องค์ชายระหว่างที่เอาพิษออกจะมีความรู้สึก
ทรมานอยู่บ้างอีกสักครู่ท่านก็อดทนเอาหน่อยแล้วกัน!”
เขากวาดสายตามองไปในถาดที่มีอุปกรณ์เต็มไปหมด
แม้เขาจะเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ แต่ความสูงศักดิ์ก็ย่อมมีราคาของมันไม่แตกต่างจากความยากจน ก็ย่อมมีราคา
ของมันเช่นกัน เกิดเป็นลูกผู้ชายในราชวงศ์อาจจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับใครบางคนก็ได้แต่สำหรับเขาแล้วการมีชีวิตอยู่
รอดถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ถ้าเติบโตกว่านี้จะต้องเผชิญหน้ากับแบบทดสอบที่โหดร้ายขึ้น…เช่นการลอบสังหาร การวางแผนทำร้าย ยาพิษ
และการใส่ร้ายในทุกรูปแบบ สิ่งเหล่านี้จะเติบโตวนเวียนไปพร้อมกับเขาคล้ายกับการฟันฝั่าอุปสรรค ถ้ายังมีชีวิตรอด
ปลอดภัยออกมาได้ ก็จะเป็นหนึ่งในตองอู
เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่สะทกสะท้านของเหยียนหลิ่งอวี๋ ชุนถาวก็แอบยิ้มน้อยๆ พูดไปข้างหลังว่า “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ อีก
ประเดี๋ยวเจ้ามาช่วยข้า”
นางตกปากรับคำแล้วหยิบถาดเดินเข้ามา เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ด้านหลังเห็นเพียงหิมะกำลังตกโปรยปรายลงมา
แล้วต้วนชิงหมิงที่ตกปากรับคำว่าจะมา เหตุใดตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา?
แววตาของเขาเศร้าโศกขึ้นมาภายในใจคิด เหอะ! จิ้งจอกน้อยตัวแสบกล้าไม่ทำตามคำที่พูดไว้อย่างนั้นหรือ?
ขั้นตอนในการนำพิษออกเป็นสิ่งที่ทรมานเจียนขาดใจเพราะยาพิษมีฤทธิ์รุนแรง ดังนั้นจึงค่อยๆ เอาออกมาทีละ
น้อย กว่าที่ต้วนชิงหมิงจะเข้ามาพิษก็ได้เอาออกไปกว่าครึ่งแล้ว
ด้านนอกประตูมีเสียงลูกเห็บหล่นกระจัดกระจายไปทั่วทว่าในห้องกลับอบอุ่น เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมให้ชุนถาวค่อยๆ
รีดเอาพิษออกเวลาก็ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว กว่าต้วนชิงหมิงจะเดินรีบร้อนเข้ามา
นางไม่กล้าส่งเสียงดังเพราะกลัวจะรบกวนชุนถาวได้แต่กระซิบถามเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
‘เขา’ในที่นี้ก็ย่อมหมายถึงเหยียนหลิ่งอวี๋นั่นเอง
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รู้สึกนับถือหัวใจของเหยียนหลิ่งอวี๋พูดเสียงเบาว่า “ยังไม่เสร็จเจ้าค่ะ”
“อืม” นางตอบรับคำสั้นๆ พลางเดินไปที่ด้านหน้าของเตียง
นางเดินมาที่นี่อย่างรีบร้อนระหว่างทางเจอหิมะกำลังตกหนักจนใบหน้ามีเหงื่อไหลซึมออกมาตอนนี้นางก้มหน้า
ลงมองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยสายตาที่ร้อนใจ “ท่านยังไหวหรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ลืมตาที่ลุกวาวขึ้นมองโกรธๆ ด้วยความไม่พอใจ…ละม้ายตัดพ้อต่อว่า ให้รอตั้งนานกว่าจะมาได้มัว
ทำอะไรอยู่?
นางหารู้ไม่กับสายตานั้น พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นไปซับเหงื่อของเขาพูดเสียงเบาว่า “เจ้าอดทนหน่อย ประเดี๋ยว
ก็เสร็จแล้ว!”
เขาขมวดมุ่นคิ้วขึ้น กำลังซึมซับความใกล้ชิดที่นางมาอยู่ใกล้ๆยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ บนตัวนางโชยออกมา จากนั้น
จึงพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ “เจ้าไปไหนมา?”
ต้วนชิงหมิงหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ข้าไปจัดแจงเก็บกวาดห้องจากนั้นก็เปลี่ยนชุดใหม่อีกชุด!”
เขามองเห็นตัวต้วนชิงหมิงใส่เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ชุดเมื่อครู่
นางในตอนนี้ใส่ชุดคลุมแขนยาวบุนวมสีเขียวอ่อนชุดบนสวมเสื้อผ้าฝั้ายสีขาวบนตัวนอกจากมีหยกเขียวชิ้นหนึ่งก็
ไม่มีเครื่องประดับอื่นแม้จะแต่งตัวเรียบง่ายกลับโดดเด่นเรียบหรูออกมาโดยเฉพาะตอนที่เดินยิ่งดูสูงส่งสง่างามขึ้นไปอีก
เพราะว่าตอนนี้อยู่ในวัดดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงเกล้าผมขึ้นอย่างเรียบง่าย ด้านบนมีไข่มุกที่ติดไว้กับปินปักผม
สะท้อนแสงยิ่งทำให้ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย
หน้าผากของนางยังมีเหงื่อซึมออกมาเพราะรีบเดินมาอย่างรีบร้อนนางจึงปลอบใจเหยียนหลิ่งอวี๋และมองดู
บาดแผลอย่างละเอียด…คุณชายท่านนี้ยากที่จะปรนนิบัติเสียจริงต้วนชิงหมิงจึงตัดสินใจจะดูแลเขาและยอมให้เขาใช้ได้
ตามใจขอเพียงให้เขาหายดีก็จะไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก!
ใครเล่าจะไปล่วงรู้ความคิดในใจของนาง?
เขามองต้วนชิงหมิงที่แววตากำลังเปล่งประกายออกมาทันใดนั้นก็กลืนนํ้าลายลงไปอึกหนึ่งและเงยหน้าขึ้นพูดว่า
“ข้ากระหายนํ้าแล้ว!”
“ได้ ได้! ตรงนี้มีชาเก๊กฮวยเตรียมไว้อยู่แล้ว!” นางตอบรับ ระหว่างที่พูดไปก็ยืนชาในมือไปที่ปากของเหยียนหลิ่ง
อวี๋ เพียงแต่เขากำลังนอนอยู่เด็กสาวจึงถือนํ้าชาไว้ในมือโดยที่ยังไม่ได้ส่งไป
ต้วนชิงหมิงคิดอยู่ประเดี๋ยวก็เรียกชิวจวี๋มาคอยปั้อนชาให้เหยียนหลิ่งอวี๋
เห็นนางกำลังขยับตัวจะลุกขึ้นคนที่นอนอยู่ก็ใช้แขนอีกข้างที่ไม่ได้เป็นแผลจับชายชุดของนางไว้ “ข้าไม่ต้องการให้
นางปั้อน!”
ครั้งนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงถึงกับต้องกุมขมับ……คุณชายท่านนี้จะดึงชายชุดของนางต่อหน้าผู้คนมากมายทำไมกัน?
“เจ้าไม่ให้นางปั้อนหรือจะต้องให้ข้าเป็นคนปั้อนอย่างนั้นหรือ?”
นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะพยักหน้า “ข้าต้องการให้เจ้าปั้อน!”
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงจนปัญญาจนพูดอะไรไม่ออกทางด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ได้แต่เม้มปากไม่กล้าหัวเราะออกมา ส่วน
ชุนถาวกลับอดกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้แล้ว!
ชุนถาวหยิบเข็มขึ้นมา…นี่เป็นเข็มสุดท้ายแล้วถ้าฝังลงไปพิษก็คงเอาออกมาได้มากแล้ว เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยังยืน
อยู่ที่เดิมนางจึงพูดเตือนด้วยความหวังดี “คุณหนูใหญ่ปั้อนชาให้องค์ชายสามดื่มเถอะ เกรงว่าเขาจะกระหายนํ้ามาก
แล้ว!”
พูดตามความเป็นจริงชุนถาวรู้สึกนับถือองค์ชายสามไม่น้อย…อายุยังไม่มากแต่สามารถทนต่อความทรมานเจียน
ขาดใจในการเอาพิษออกได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เปล่งเสียงร้องออกมาสักคำเดียวถ้าเป็นคนอื่นปั่านนี้ก็คงร้องด้วยความ
ทรมานหรือไม่ก็กัดผ้าเช็ดหน้าไปแล้ว!
เขาตั้งใจฝืนอดทนโดยไม่ร้องออกมารอจนกระทั่งต้วนชิงหมิงมาถึงก็ยังคงฝืนอดกลั้นดังนั้นชุนถาวที่มีจิตใจเมตตา
ก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋ได้สมความปรารถนา
ต้วนชิงหมิงยังคงลังเลใจ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นมาอย่างรวดเร็วเหมือนจะสื่อว่า ‘ดูเอาแล้วกันขนาดหมอยังพูดแบบนี้
เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่?’
ในเมื่อชุนถาวพูดเช่นนี้ ต้วนชิงหมิงจึงต้องฝืนทำอย่างเสียมิได้เดินไปนั่งข้างหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ ใช้ช้อนตัก
ชาปั้อนให้เขาดื่มอย่างเชื่องช้า
แม้ร่างกายของเขาจะได้รับบาดเจ็บแต่สติสัมปชัญญะยังเต็มร้อย!
รวมทั้งตอนที่นางนั่งปั้อนอยู่ข้างกายแสงตะวันตกกระทบกับหิมะโพลนขาวด้านนอกสะท้อนเข้ามาเผยให้เห็น
ใบหน้าด้านข้างใบหูที่งดงาม แก้มที่น่าลุ่มหลง ริมฝีปากแดงอวบอิ่มเหมือนดอกกุหลาบอีกทั้งคิ้วทั้งสองที่เรียวงาม…
ความงามทั้งหมดช่างสวยมาก ไม่ใช่สิ……งดงามที่สุด ตั้งแต่เข้าได้มองดูอย่างพินิจพิเคราะห์