การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 137 ไม่ได้เด็ดขาด
ที่จริงแล้วคำพูดนี้เน้นหนักที่คำว่า ‘ไม่ได้’ ลองคิดดูว่าองค์ชายสามเป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรี ทว่าจะไม่ทำอะไรที่
เสียเปรียบ จึงไม่ยอมให้คนอื่นพูดคำว่า ‘ไม่ได้’
ดังนั้นปัญหาก็อยู่ตรงนี้ ถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋กล้าไปหาต้วนชิงหมิง ก็เท่ากับเขายอมรับว่า ‘ทนไม่ไหว’
หรือถ้าเขาให้คนมาประคองไปที่ห้องปลดทุกข์ ก็ยืนยันว่าเขา ‘ทนไม่ไหว’ อีกเช่นกัน
หากเป็นไปตามที่นางกล่าวไว้ เหยียนหลิ่งอวี๋ ‘ปลดทุกข์’ บนเตียง นางก็จะพูดว่าเขา ‘ทนไม่ไหว’ และคำ
ประเภทนี้อีกมาก คำว่า ‘ทนไม่ไหว’ จึงเป็นสิ่งที่คนรักหน้าตาศักดิ์ศรีอย่างเขาจะไม่ยอมพูดให้เสียหน้าและจะไม่มีทาง
ทำอย่างเด็ดขาด
ดังนั้นแม้จะรู้ว่าโดนต้วนชิงหมิงเล่นงานเข้าแล้ว แต่เขาก็ยังคงนอนรออยู่บนเตียงตลอดทั้งบ่าย
นางรู้ว่าสีหน้าที่โกรธจนลมออกหูและกัดฟันกรอดของเขามาจากไหน แต่ทุกเรื่องก็ต้องทำอย่างพอประมาณ ใน
ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋หมดความอดทนจนสิ้น ถ้ายังไม่หยุดคนที่ลำบากจะต้องเป็นนางอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อใคร่ครวญมาถึงจุดนี้ต้วนชิงหมิงก็หยุดยิ้ม นางกวักมือเรียกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ให้มาช่วยประคองเหยียนหลิ่งอวี๋
คนละข้าง จากนั้นก็เดินไปที่ห้องปลดทุกข์อย่างค่อยเป็นค่อยไป
เนื่องจากเพิ่งเอาพิษออก บาดแผลที่อกของเขาทำให้ไม่สามารถออกแรงได้เยอะ ไม่เช่นนั้นพิษอาจจะกลับมา
กำเริบ และสิ่งที่ทำไปในวันนี้ทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
เขาจึงนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ขยับเขยื้อนตัวมากก็ด้วยเหตุนี้!
บนทางเดินที่หิมะโปรยปรายและสะสมตลอดทางทำให้พื้นค่อนข้างลื่น ระหว่างที่เขาเดินไปข้างหน้าอย่าง
ระมัดระวังก็ไม่ลืมที่จะจ้องเขม็งไปที่ต้วนชิงหมิง พูดอย่างไม่พอใจ “เจ้าวางใจได้ แต่ไหนแต่ไรมาข้าเป็นคนที่เก่งอยู่แล้ว
จะให้ต้องรอทั้งบ่ายหรือสองชั่วยามก็ไม่มีปัญหา”
ต้วนชิงหมิงรู้แล้วว่าถูกชายคนนี้เอาคืนเข้าแล้ว ถ้ายังคงขืนเถียงต่อไปคนที่เสียเปรียบก็คือนาง อย่างไรเสียนางจะ
ทำในสิ่งที่เขาต้องการก็คงไม่มีปัญหา “องค์ชายสามมีพรสวรรค์อย่างมากเพคะ หม่อมฉันนับถือ”
มีพรสวรรค์อย่างมากคืออะไรกัน? หรือว่านางเห็นเขาไม่ใช่คน?
เหยียนหลิ่งอวี๋เหล่ตามองนางด้วยความแค้นเคือง แต่ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากที่กลับมาจากห้องปลดทุกข์ เขาก็นอนแผ่อย่างสบายบนเตียง จากนั้นเริ่มสั่งนู่นสั่งนี่โดยให้ต้วนชิงหมิง
เป็นคนทำทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าองค์ชายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นท่านนี้ กำลังกลับมาเล่นงานนางให้ต้องลำบากอีกครา
ทุกคนต่างทราบดีว่าองค์ชายสามเป็นคนที่ทรมานคนเก่ง พูดได้ว่าหลังจากกลับจากห้องปลดทุกข์มาสองชั่วยาม
แล้ว เขาก็ชี้สั่งให้ทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา เห็นอะไรที่ขวางหูขวางตาก็จะให้นางทำจนเขาพอใจ
ในตอนนี้เขารู้สึกว่าไฟในห้องค่อนข้างมืดจะต้องเพิ่มเทียนไข อีกประเดี๋ยวก็รู้สึกว่านอนไม่สบายจะต้องลุกขึ้นมา
นั่ง และเมื่อนอนลงไปก็จะบอกว่าหมอนสูงเกินไปหน่อยไปเอาใบที่เตี้ยมาแทน เมื่อเปลี่ยนหมอนเสร็จก็จะบอกว่าผ้าห่ม
บางไปทำให้หนาว
เด็กสาวจนปัญญาจึงให้คนไปนำผ้าห่มของนางบนเตียงมาห่มให้กับองค์ชายอย่างเบามือ ในใจคิดว่าองค์ชายใน
ตอนนี้คงหายโกรธลงบ้างแล้ว
แต่ว่าผ้าห่มที่ค่อนข้างหนาที่ห่มลงไปบนล่างเขาได้ประเดี๋ยวเดียวปัญหาก็เกิดขึ้นอีก เมื่อเขาขยับตัวรู้สึกว่าผ้าห่ม
อบอุ่นเพียงพอ แต่เมื่อห่มบนตัวก็จะรู้สึกว่าหนักเกินไปจึงทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง
ตั้งแต่ต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาในห้องจนถึงตอนนี้ องค์ชายก็ไม่ได้ให้นางหยุดพักแม้แต่นาทีเดียว เขาสั่งให้เก็บผ้าห่ม
บนเตียงของเขาออก ในที่สุดความอดทนของต้วนชิงหมิงก็หมดลงจนสิ้น นางไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ลุกยืนขึ้น
เท้าสะเอวด้วยใบหน้าที่โมโห พูดเสียงดังไปว่า
“องค์ชายสาม ที่นี่ไม่ใช่วังหลวงของท่านที่มีผ้าแพรชั้นเลิศและสิ่งต่างๆ ครบถ้วน ถ้าท่านต้องการบ่าวรับใช้กี่คนก็
ย่อมได้…แต่บนตัวของท่าน เป็นผ้าห่มที่ข้านำมาด้วยทั้งหมด ตอนนี้ให้ท่านหมดแล้วข้าก็ไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนอย่างไร แต่
ท่านยังไม่สำนึกบุญคุณ กลับยังเลือกนู่นเลือกนี่เต็มไปหมด เช่นนั้น ไม่ว่าข้าจะทำอะไรท่านก็จะไม่พอใจ ตอนนี้ข้าจะไม่
รับใช้ท่านแล้ว รบกวนท่านกลับไปที่วังหลวงของตัวเอง อยากจะทำอะไรก็จะทำได้ตามสบาย”
นางกลั้นใจระบายความในใจออกมาพรวดเดียวอย่างเหลืออด
แสงไฟสว่างไสวขึ้นเผยให้เห็นใบหน้านวลขาวของนางที่ไม่พอใจจนแดงกํ่า หากมองจากมุมเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่จะ
เห็นใบหน้าด้านข้างที่งดงามของนาง อีกทั้งคิ้วที่ผูกกันด้วยความกลัดกลุ้ม ท่าทางเช่นนี้ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับเขา
แต่เป็นตัวตนจริงๆ ของนางที่ปรากฏออกมา ทว่าในสายตาของเขากลับโดนความงดงามสะกดจนไม่อาจละสายตาได้!
เหยียนหลิ่งอวี๋มองดูอย่างนิ่งสงบด้วยความกลัดกลุ้ม ครู่เดียวหมอกควันก็ได้กระจัดกระจายออกไปเป็นสายตาที่
ลุกเป็นไฟของต้วนชิงหมิง เขาไม่กล้าหันหน้ากลับไป จึงพูดอย่างกระอักกระอ่วน
“ผ้าห่มนั้นหนักเกินไปทับช่วงอกทำให้หายใจยากลำบาก…เจ้าก็อีก ทำไมเอะอะก็โมโหโกรธาไปเสียหมด เจ้าดูสิ
ว่าเจ้าออกไปข้างนอกตลอดทั้งบ่าย ข้ายังไม่พูดอะไรสักคำเลยใช่หรือไม่……”
ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋เริ่มเปลี่ยนให้เห็นถึงความไม่พอใจ เขาจึงจ้องเขม็งไปที่ต้วนชิงหมิง พูดเสียงดังลั่น
“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ไม่รู้ทำไมข้าต้องไปช่วยคนที่ลืมบุญคุณอย่างเจ้าด้วย ดูตอนนี้ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไรก็โดน
รังเกียจเข้าเสียแล้ว!”
พูดเรื่อยเปือยไปเรื่อย อันที่จริงเป็นเขาที่คอยหาเรื่อง จนสุดท้ายเป็นความผิดขอนางไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงรู้สึกโกรธในใจแต่ก็ฝืนยิ้มและส่ายหน้ามองไปยังเหยียนหลิ่งอวี๋ “ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น
ท่านตั้งใจหาเรื่อง……ข้าไม่สนแล้ว”
ว่าแล้วก็หมุนกายจะออกไป
ก้าวเดินไปเพียงสองก้าว เหยียนหลิ่งอวี๋ก็พูดเสียงแข็งเน้นทีละคำ “หยุดอยู่ตรงนั้น!”
ต้วนชิงหมิงหยุดฝีเท้า ทว่าไม่หันกลับไป มองออกไปด้านนอกอย่างไร้อารมณ์ “องค์ชายสามจะพูดว่าข้าลืมบุญ
คุณก็ได้ ไม่รู้จักดูแลคนก็ดี ทั้งหมดนี้ข้ายอมรับทั้งหมด เพียงแต่ข้าอยากจะเตือนท่าน ถ้าท่านยังหาเรื่องอยู่อย่างนี้ ข้าจะ
ไม่พอใจจริงๆ แล้วนะ!
ด้านหลังของนางไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา
ผ่านไปครู่หนึ่งเหยียนหลิ่งอวี๋ก็พูดอย่างตะกุกตะกัก “ตอนนี้…ข้าหิวแล้ว”
ครั้งนี้ต้วนชิงหมิงโกรธจนพูดอะไรไม่ออก
แต่ว่าอีกฝั่ายหิวแล้ว ถ้านางจะไม่สนใจก็จะกลายเป็นขี้ปากว่าปล่อยให้เขาหิวตาย
เพราะฉะนั้นต้วนชิงหมิงใคร่ครวญอยู่ครู่ก็หันหน้ากลับมามองใหม่ พลางหันไปเอ่ยเรียกให้บ่าวรับใช้ยกสำรับ
อาหารมาให้เหยียนหลิ่งอวี๋กินจนอิ่มหนำสำราญ เวลาก็ล่วงเลยจนเที่ยงคืนเสียแล้ว
วันนี้ผ่านไปอย่างทรหด จนต้วนชิงหมิงเกิดรู้สึกง่วงขึ้นมา เมื่อช่วยปั้อนยาให้เขาทานเสร็จก็หันไปกำชับกำชาให้
บ่าวรับใช้ดูแลองค์ชายให้ดีแล้วขยับลุกเตรียมตัวจะออกไป
ในเวลานั้นกลับมีเงาดำแวบผ่านอย่างรวดเร็วดั่งสายฟั้าฟาด
ต้วนชิงหมิงเกิดตกใจขึ้น เห็นเพียงแสงดาบที่ฟาดฟันเข้ามาจากหน้าประตู
จนจำภาพอะไรไม่ได้เลย เผลอแวบเดียวนางก็ถูกชายคนนั้นจับเป็นตัวประกัน
จากนั้นคนที่ยืนนอนอยู่บนเตียงก็ลุกขึ้นหยิบดาบเล่มยาวออกมาฟันไปที่ชายชุดดำนั้นอย่างรวดเร็ว!
แสงสะท้อนของดาบฉับไวดั่งสายฟั้าสายฟั้าแลบ ต้วนชิงหมิงถูกดึงมาให้ยืนอยู่แน่นิ่งเหมือนเดิม ภาพเหตุการณ์นี้
ทำให้ทุกคนในที่นั้นตาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง