การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 139 คนดีอายุไม่ยืนยาว
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นต้วนชิงหมิงพยายามฝืนกลั้นนํ้าตาไม่ให้ไหลเอ่อออกมาเขาจึงกัดฟันพูดว่า “ข้ายังไม่ตายง่ายๆ
หรอก……เช่นนั้นคงถึงตาของเจ้าแล้ว”
พวกชายชุดดำ ยืนมองคนทั้งสองพูดไปพูดมาโดยไม่สนใจก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีกหัวหน้าชายชุดดำกวักมือเท่านั้น ลูก
น้องที่เหลือต่างเข้าไปล้อมเขาไว้ทุกทิศทุกทาง
ดาบที่สะท้อนแสงภายในห้องเห็นถึงรอยเลือดของเด็กหนุ่มติดอยู่ไปทั่วเด็กสาวจับแขนเหยียนหลิ่งอวี๋ไว้แน่นด้วย
ร่างที่สั่นเทิ้ม อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นเบาๆ “ตอนนี้พวกเราจะทำยังไงดี?”
คนพวกนี้ไม่เพียงแต่ฝึกซ้อมการฆ่ามาอย่างชำนาญยังมีจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตอีกด้วยในเมื่อตอนนี้เขาได้รับบาด
เจ็บ พวกเขาทั้งสองก็หมดหนทางที่จะหนีรอดไปได้!
เหยียนหลิ่งอวี๋เหลือบตามองไปที่คนมาห้อมล้อมพวกนั้นไม่เห็นถึงช่องทางที่จะหนีฝั่าออกไปได้ เขาจึงพูดเรียบนิ่ง
“ทำอย่างไรดี…เช่นนั้นก็ตามนํ้าไปแล้วกัน!”
ในตอนนี้ชายชุดดำที่ยืนอยู่หน้าสุดก็ร้องเสียงดังเอาดาบพุ่งตรงเข้ามาทางต้วนชิงหมิง…ครั้งนี้เขาฉลาดขึ้นมาแล้ว
เพราะต่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้รับบาดเจ็บจริง เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝั่ายแต่ถ้าเปลี่ยนเป็นต้วนชิงหมิงถูกฆ่าไม่แน่ว่าอาจ
จะมีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นเป็นได้!
แววตาเหยียนหลิ่งอวี๋เผยความชั่วร้ายออกมา
เมื่อเห็นดาบพุ่งเข้ามาเขาจึงผลักดาบอย่างแรงพุ่งออกไปได้ยินเพียงเสียงร้องอย่างทรมานของชายชุดดำคนนั้นที่
หัวกับตัวแยกกันคนละที่!
เพียงแค่ดาบเดียวเขาพุ่งไปฆ่าคนที่มาลอบโจมตีก็ทำให้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างตระหนกกันไปหมดอีกทั้งการใช้แรงใน
ครั้งนี้ก็เอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาไปด้วยเช่นกัน
ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ไร้เรี่ยวแรงและเศร้าหมองเขามองไปยังต้วนชิงหมิงและฝืนยิ้มออกมา “ข้าจะทนไม่ไหว
แล้ว พาเจ้าไปตายด้วยกันจะดีไหม?”
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างเย็นชาที่สุด “ข้าไม่เอาด้วยหรอก……ตอนเป็นคนถูกท่านรังแกก็ยํ่าแย่เต็มทีถ้าเกิดเป็นผีแล้ว
ยังจะตามไปรังแกอีกหรือ?”
เขาผงะกับคำตอบอยู่ชั่วครู่จากนั้นหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า” เสียงดังออกมา
ชายหนุ่มอายุสิบสามสิบสี่ใบหน้าหล่อเหลาและรูปงามหมดเรี่ยวแรงในการมีชีวิตอยู่ เขายื่นมือออกมาจับผมที่
ยุ่งเหยิงของนางให้เรียบและยิ้มออกมาด้วยความจริงใจ
เขายิ้มและพูดขึ้น “เช่นนั้น ข้าไม่รังแกเจ้าแล้วข้าจะรอให้เจ้ามารังแกแล้วกัน เจ้าว่าเป็นยังไง?”
เมื่อมองไปรอบๆต่างก็เป็นดาบที่จ่อมา คนพวกนั้นต่างปิดช่องทางที่จะหนีได้ไว้จดหมดในใจของต้วนชิงหมิงเกิด
รู้สึกหมดหวังขึ้นมาในทันใดเหยียนหลิ่งอวี๋……เจ้าจะตายจริงๆ อย่างนั้นหรือ
ปากกับใจของต้วนชิงหมิงพูดไม่ตรงกัน “ยังไงก็ไม่ได้?”
เมื่อเห็นแววตาของเขาหยุดนิ่งลงชั่วขณะเด็กสาวเบะปาก “ทำไมข้าจะต้องตายไปพร้อมกับท่าน……ท่านจะตาย
ไปพร้อมกับข้าไม่ได้เชียวหรือ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับเลิกคิ้วขึ้น…จิ้งจอกน้อยตัวนี้จะไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อยเลยสินะ!
เขาได้พยักหน้ารับ “ได้ ได้! ข้าจะตายไปกับเจ้าข้าจะให้เจ้ารังแกข้า อย่างนี้พอจะได้หรือไม่?”
สาวน้อยมองไปที่เขาอย่างถือไพ่เหนือกว่าพูดอย่างวางมาด “อย่างนี้ค่อยยังชั่ว!”
เมื่อพูดจบลง ชายชุดดำอีกคนหนึ่งก็อาศัยโอกาสที่อึมครึมหยิบดาบพุ่งเข้ามาหมายจะฆ่าต้วนชิงหมิงเหยียนหลิ่งอ
วี๋หูตาว่องไวจึงผลักดาบพุ่งไปอย่างแรงแต่น่าเสียดายที่คนนั้นต่างหลบดาบที่พุ่งไปได้!
ถึงตอนนี้หัวหน้าชายชุดดำก็ดีใจไม่น้อย “เขาไม่ไหวแล้ว ทุกคนจงรีบเข้าไปจัดการเขา รีบเข้าไป!”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่พวกนั้นก็ยังกล้าๆกลัวๆ ในฝีมือของเหยียนหลิ่งอวี๋อีกทั้งเข็มพิษที่ข้อมือของต้วนชิงหมิงก็ยากที่
จะปั้องกันตัว
พวกเขาต่างรู้ว่าถ้าสังหารเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ก็จะได้ค่าจ้างอย่างงามเพียงแต่ก็จะต้องมีชีวิตคอยเสพสุขด้วย ดังนั้น
พวกเขาจึงลังเล ทว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อคำสั่ง
เมื่อเห็นชายชุดดำที่เริ่มตีวงเล็กลงค่อยๆก้าวเข้ามา ต้วนชิงหมิงพลันรู้สึกหมดหวัง
นางยื่นข้อมือออกไปเพื่อจะให้กำไลที่มือทำงานนางตัดสินใจแล้วไม่ว่าไม่ว่าใครที่กล้าดีเดินเข้ามาใกล้ นางจะกด
ให้เข็มยาพิษพุ่งใส่ทันที!
ภายในห้องมีเสียงร้องขึ้นพร้อมกันของชายชุดดำที่เข้ามาโจมตีเหยียนหลิ่งอวี๋จากทุกทางเขาคว้าดาบเล่มยาวขึ้น
มาแต่ข้อมือกลับไม่มีเรี่ยวแรงเพราะพิษได้แผ่ซ่านไปทั่วแล้ว ไม่เพียงจะเอาพละกำลังของเขาไปยังทำให้เขาทรมานอย่าง
ที่สุดด้วย!
ต้วนชิงหมิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเหยียนหลิ่งอวี๋นางมองไปยังชายชุดดำที่โหดเหี้ยมเหล่านั้น อดไม่ได้ที่จะกดปุั่ม
กลไกที่ข้อมือ…มาสิมาหนึ่งคนก็จะยิงหนึ่งคน มาสองคนก็จะยิงสองคน ให้ตายตามกันไปให้หมด
นอกหน้าต่างจู่ๆก็มีเสียงลั่วสุ่ยร้องด้วยความตกใจ “องค์ชาย!”
จากนั้นลมก็ได้พัดให้แสงไปในห้องดับลงเต็มไปด้วยความมืดมิด ในความมืดมีแสงสะท้อนของหิมะที่โปรยปรายต้
วนชิงหมิงเห็นเพียงองครักษ์ของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ฝั่าดงห้อมล้อมของชายชุดดำเข้ามา!
เสียงการฆ่าฟันเสียงร้องโหยหวนและเสียงดาบที่ฟันร่างไม่หยุดต้วนชิงหมิงจึงประคองเหยียนหลิ่งอวี๋เดินถอยไป
ทางมุมห้องนางเห็นภาพเงาดำที่ยุ่งวุ่นวายไปหมดและกลิ่นคาวเลือดที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องทำให้นางพูดอะไรไม่ออก!
เด็กหนุ่มส่งเสียงไม่พอใจนาง เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงล้มลงไปกับพื้นทว่าต้วนชิงหมิงคว้าเขาได้ทันรีบประคองถามขึ้น
เสียงเบา “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
เขายืนไม่มีไหวอีกแล้วในตอนนี้เข่าข้างหนึ่งได้ฟุบไปที่พื้นพร้อมกับเสียงเลือดสดๆ ที่พุ่งออกมาจากนั้นเขาก็อ่อน
ระทวยล้มลงไปทับร่างของนาง
ต้วนชิงหมิงประคองเหยียนหลิ่งอวี๋ทั้งที่มือเต็มไปด้วยเลือดในใจของนางรํ่าร้องเสียใจจนพูดไม่ออกได้แต่พูดตำหนิ
“เป็นเพราะท่านนี่แหละข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าพิษจะกลับมากำเริบจึงห้ามออกแรงทำทุกอย่าง”
เห็นได้ชัดว่าต้วนชิงหมิงเป็นห่วงเขาที่สุดในสถานการณ์ที่คับขัน เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องออกแรง
เองนางอดตำหนิเขาไม่ได้ว่าไม่รู้จักรักชีวิตของตัวเอง
หยดนํ้าเม็ดใหญ่ได้ไหลลงบนมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ความอุ่นของนํ้าตาทำให้ความเจ็บปวดในร่างกายของเขาดีขึ้น
ไม่น้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นนางร้องไห้เมื่อก่อนเห็นแต่การใช้ความคิดในการแก้แค้นเอาคืน ไม่ก็ท่าทางตาต่อตาฟัน
ต่อฟันไม่ก็แสดงอารมณ์กรุ่นโกรธ ไม่ก็ท่าทางจนปัญญา แต่การมาที่วัดจิ่วฮว๋าในครั้งนี้เขาได้เห็นต้วนชิงหมิงในทุกมุมทั้ง
โกรธ เศร้า และสุขที่เป็นของจริง
เขารู้สึกว่าการมาที่วัดจิ่วฮว๋าครั้งนี้นับว่าไม่เสียเที่ยว
ได้ยินต้วนชิงหมิงพูดอย่างสะอึกสะอื้นเขาจึงยิ้มออกมา “ความเป็นความตายมาอยู่ตรงหน้าแล้ว เอาชีวิตรอด
ก่อนจะดีกว่าเจ้าให้เวลาข้าได้คิดหาวิธีเอาตัวรอดก่อน”
ต้วนชิงหมิงไม่ตอบอะไรทำเพียงประคองแขนของเขาและพูดเสียงเบา “ไม่ต้องรีบร้อนประเดี๋ยวข้าจะไปตามชุน
ถาวมาเอาพิษออกให้ท่านเอง ท่านจะต้องไม่เป็นอะไร!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้า “เกรงว่าพวกนางจะเดินทางไปกันหมดแล้ว!”
“อะไรนะ?” นางพูดอย่างตกใจ
ส่ายหน้าไปมาและไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากนาง
เสียงที่นี่ดังอึกทึกไปทั่วตู้ชิงหลวนและพวกจะไม่ได้ยินเชียวหรือ? สามารถอธิบายเป็นทางเดียวได้ว่าพวกนางออก
เดินทางไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
แม้เหยียนหลิ่งอวี๋จะไม่รู้เหตุผลที่จากไปของตู้ชิงหลวนเป็นเพราะการมาของเขาหรือว่าด้วยสาเหตุอะไรแต่ในใจ
ของเขามีลางสังหรณ์ว่าตู้ชิงหลวนจะต้องปรากฏตัวอีกครั้งเป็นแน่
แต่น่าเสียดาย พิษในตัวเขาคงรอจนถึงวันนั้นไม่ได้แล้ว!
แสงไฟได้ติดขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน!
เมื่อสายตาของต้วนชิงหมิงมองเห็นแสงที่ลุกสว่างขึ้นมาอย่างฉับพลันนางเห็นเพียงซากศพที่นอนที่กองไปทั่วและ
ชายชุดดำที่คุกเข่าอยู่เต็มห้อง
ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีพวกนั้นเป็นองครักษ์และมือซ้ายมือขวาของเหยียนหลิ่งอวี๋
จิ้งสุ่ยและลั่วสุ่ยนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ด้านหน้าสุดพูดอย่างละอายใจว่า “ข้าน้อยมาช่วยองค์ชายช้าไป ขอให้องค์
ชายสามยกโทษให้ด้วยขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงประคองอีกฝั่ายให้ลุกขึ้นเขามองไปยังคนทั้งสองด้วยแววตาที่เย็นชาพร้อมกับหัวเราะออกมา “ข้ากับ
เขาไม่ใช่เพิ่งมาเป็นศัตรูกันแค่วันสองวันถ้าเป็นศัตรูแล้วก็จะต้องเข้าใจความคิดของอีกฝั่ายในเมื่อเขาคิดหาวิธีในการ
จัดการข้าแล้ว ก็ย่อมลงมือเป็นธรรมดา…ช่างเถอะพวกเจ้าทำได้ไม่เลว อย่างน้อยก็จัดการได้เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้…”