การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 140 วิกฤติ
ได้ฟังที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดจิ้งสุ่ยและลั่วสุ่ยก็ลุกยืนขึ้นมาทำความเคารพจากนั้นก็เริ่มถามอาการขององค์ชายอีกครั้ง
ทั้งรายงานสถานการณ์ที่วัดจิ่วฮว๋า
ต้วนชิงหมิงเป็นคนนอกจึงตั้งใจเดินออกไปนอกห้องโดยให้บ่าวรับใช้ผู้นั้นช่วยทำความสะอาดเก็บกวาดในห้อง
และบริเวณโดยรอบแต่เสียงที่พูดคุยกันก็ดังออกมาถึงข้างนอกดูท่าเหยียนหลิ่งอวี๋ตั้งใจจะไม่ปิดบังนาง
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้คนที่มาล้วนมีการเตรียมการเป็นอย่างดี พวกนั้นล้อมที่นี่ไว้ทั้งหมดสามชั้น เพื่อจัดการกับ
จิ้งสุ่ยและถ่วงเวลาลั่วสุ่ยที่แอบซุ่มอยู่จากที่ห่างไกล
พวกนั้นคงกลัวว่าจะทำให้องค์ชายรู้ตัวจึงไม่ได้จัดการแม่ชีที่อยู่ในวัดจิ่วฮว๋านี้ ส่วนบ่าวรับใช้ของต้วนชิงหมิงลั่วสุ่ย
ได้จัดการให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว นอกจากแม่ชีในวัดนี้ตู้ชิงหลวนและบ่าวรับใช้ของนางต่างก็หายสาบสูญอย่างไร้ร่อง
รอย!
ต้วนชิงหมิงกับบ่าวรับใช้ทำความสะอาดและเก็บของด้านในเสร็จก็เตรียมไปเก็บของต่อที่ด้านนอก จิ้งสุ่ยจึงสั่งให้
องครักษ์บางส่วนไปช่วยใช้เวลาไม่นานก็กลับมาอยู่ในสภาพสะอาดดังเดิม
ชั่วอึดใจต่อมา เห็นเด็กสาวเข้าไปพูดคุยปลอบใจบ่าวรับใช้ที่ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ภายใต้แสงไฟต้วนชิงหมิงก็มอง
ไปยังใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่พิษกำเริบขึ้น บังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ทำให้พูดอะไรไม่ออก
พลางคิดว่าชุนถาวไม่อยู่คงไม่มีใครเอาพิษออกให้ถ้าตอนนี้คิดกำเริบอีกเขาจะมีอาการยังไง? เหยียนหลิ่งอวี๋เพิ่ง
กินยาที่จิ้งสุ่ยเอามาให้จากนั้นก็นั่งที่เตียงโดยไม่พูดและไม่ขยับเขยื้อน
รอจนลั่วสุ่ยและจิ้งสุ่ยออกไป เขาจึงค่อยๆ กะพริบตาหันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “เจ้าวางใจได้ คนของเจ้าจะไม่เป็น
อะไร!”
นางพยักหน้าตอบรับ
เดิมทีห้องที่นางอยู่ก็อยู่ใกล้ที่นี่อย่างมากเพียงแต่จะไม่ได้ยินเสียงร้องและเสียงอื่นออกมาเลยนางคิดว่าชายชุดดำ
พวกนั้นที่มาจะไม่ทำร้ายคนอื่น ดังนั้นคนของนางก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
ทว่าคนที่นางห่วงใยมากที่สุดตอนนี้คงเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋!
แสงไฟส่องสะท้อนปลิวไหวไปมาเขาสัมผัสได้ถึงความเงียบที่อยู่ข้างกาย ขึ้นพูดอย่างแปลกใจ “เจ้าเป็นอะไรไป?”
นางส่ายหัว “ข้าไม่ได้เป็นอะไร!”
แต่ใบหน้าที่กังวลจนคิ้วสวยของนางขมวดมุ่นแทบจะพันกันไม่ว่าจะดูอย่างไรก็รู้ว่านางมีเรื่องในใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหัวเราะออกมา “เจ้ากังวลแม่นมหนิงกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ว่าจะได้รับอันตรายใช่หรือ
ไม่?”
เขามองออกว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เป็นคนข้างกายของนางอีกทั้งแม่นมหนิงนั้นก็เป็นคนที่รู้ใจนางอย่างมากดังนั้นจึงมอง
ออกไม่ยากว่าต้วนชิงหมิงเป็นห่วงเป็นใหญ่ทั้งสองเป็นพิเศษ
นางส่ายหน้าไปมาช้าๆ เอื้อนเอ่ยวาจา
“ห้องนี้กับห้องของนางอยู่ใกล้กันมากแต่กลับไม่มีเสียงร้องของคน จึงคิดว่าพวกนางคงไม่เป็นอะไร…ทว่าตอนนี้ที่
ข้ากังวลที่สุดก็คือเรื่องพิษของท่านต่างหาก”
พูดยังไม่ทันจบต้วนชิงหมิงก็ก้มหน้าลง
คนที่รู้เรื่องการรักษาอย่างชุนถาวก็จากไปแล้วนางมองเห็นแต่บุรุษตรงหน้าที่กำลังทรมานด้วยพิษกำเริบ โดยที่
นางไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้แม้แต่น้อย!
อีกฝั่ายได้ฟังก็แอบยิ้มในใจเดิมทีเขาอยากจะพูดว่า ในโลกนี้มีเพียงแต่ชุนถาวที่รักษาได้อย่างนั้นหรือ?
“เจ้าวางใจได้ลั่วสุ่ยไปตามหมอมาแล้ว ข้าก็เพิ่งกินยาเข้าไปด้วย!” เขาพูด
นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกไปทีแล้วค่อยพยักหน้าขึ้นลง
เด็กหนุ่มมองไปที่หน้าซีดขาวแต่ยังคงเรียบนิ่งของต้วนชิงหมิงคิดขึ้นได้ว่าสีหน้าที่นางแสดงออกช่างเรียบนิ่งเกิน
หญิงใดจริงๆ ไม่นานก็หัวเราะขึ้น “เจ้าก็ใจกล้าไม่เบา ที่กล้าไปทะเลาะกับคนที่หมายจะฆ่าเจ้า!”
ได้ฟังที่เขาพูดใบหน้าของต้วนชิงหมิงก็แดงกํ่าขึ้นมา พลางก้มหน้าตอบเสียงเบา “เรื่องต่างๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่ว่าจะ
ไม่เกิดเพราะกลัวในเมื่อความกลัวช่วยอะไรพวกเราไม่ได้ ทำไมเราไม่เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้าล่ะ?”
“เจ้าเป็นผู้หญิงแต่กลับใจกล้าไม่เบา!” เขาเบะปากด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่านางจะพูดคำเหล่านี้ออกมา
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเจื่อนๆออกมา การได้กลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้งทำให้มองอะไรทะลุปรุโปร่ง แล้วยังต้องกลัว
อะไรอีก? ถ้าจะพูดว่ากลัว ควรพูดว่าไม่ยอมใจจะดีกว่า สิ่งที่นางไม่ยอมใจมากที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้แก้แค้นแต่
กลับชิงตายไปเสียก่อน
พอเห็นต้วนชิงหมิงมีใบหน้าซีดขาวที่แฝงความชั่วร้ายเหยียนหลิ่งอวี๋คิดในใจว่าเขาพูดผิดไปแล้วจึงได้แต่เงียบนิ่ง
ไม่พูดอะไร!
ไม่นาน นางก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนหลังจากให้คนนำชาเข้ามาให้เขาดื่มกับยาเรียบร้อยแล้ว
ด้านนอกมีองครักษ์ดูแลคงไม่น่าเกิดอะไรขึ้นเพียงแต่ไม่รู้ว่าหมอจะมาได้เมื่อไร
“ที่นี่ไม่สามารถอยู่ได้แล้วพรุ่งนี้พวกเราจะต้องรีบกลับไปตั้งแต่เช้า” เขาพูดขึ้นเมื่อนางกำลังจะก้าวออกจากประตู
พลางเห็นแววตาที่ยากจะคาดเดาได้แวบออกมาวูบเดียวก็หายไป ประโยคนี้ไม่เหมือนการปรึกษาแต่เหมือนกับการบอก
เล่านางว่านี่คือการตัดสินใจของเขา
เด็กสาวได้ฟังก็พยักหน้า “เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็กลับกันเถอะ!”
เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วนางออกมาที่นี่ได้ไม่กี่วัน อยู่ๆ ก็รู้สึกคิดถึงหลิวหรงขึ้นมา
หลิวหรง……ถ้าเจ้าอยู่อย่างไม่สุขสบายข้าคงเป็นห่วงเจ้ามาก!
หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ห่างจากวัดจิ่วฮว๋ามากนักชายชุดดำคนหนึ่งกำลังฟังรายงานจากชายชุดดำพวกนั้น
พลันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา “อะไรนะ! แค่นี้ก็พลาดอีกแล้ว!คนอย่างพวกเจ้าเลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริง!”
ได้ฟังที่เจ้านายด่าชายชุดดำพวกนั้นก็รีบคุกเข่าก้มหน้าลงบนพื้นมีคนหนึ่งพูดอย่างอึกอัก “เรียนนายท่านองค์ชาย
สามเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า เขาให้องครักษ์ที่ชื่อลั่วสุ่ยซุ่มโจมตีไว้คนของเราจึงแตกกระจัดกระจาย พอมีคนไปถึงหน้า
องค์ชายสามก็เหลือเพียงไม่กี่คนดังนั้นพวกเราจึงพลาดขอรับ…”
“ข้าไม่ต้องการคำอธิบายจากพวกเจ้าแต่ต้องการผลลัพธ์ที่สำเร็จแล้วต่างหาก…แผนการที่วางมาอย่างดิบดีกลับ
ถูกพวกนั้นพังไม่เป็นท่าตอนนี้เสียเปรียบจนหมดหนทางแล้ว เช่นนั้นเคยคิดไหมว่าข้าจะเก็บพวกเจ้าไว้ทำอะไร!”
ได้ฟังการด่าทอที่รุนแรง ชายชุดดำที่คุกเข่าคนนั้นได้ยกมือขึ้นมากดแผลที่เลือดไหลไม่หยุดโดยไม่กล้าปริปากพูด
อะไร
ชายชุดดำคิดว่าเจ้านายของเขาวางแผนอย่างรอบคอบไม่มีจุดบกพร่องแต่คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะมีการลอบ
โจมตี เมื่อฝั่าไปถึงตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ ลั่วสุ่ยและจิ้งสุ่ยก็มาช่วยได้ทันเวลา เขาหนีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดกว่าจะออกมาได้
นึกไม่ถึงว่าเจ้านายจะมารออยู่ที่นี่เพื่อถามผลลัพธ์
“ตอนนี้พวกเจ้าแหวกหญ้าให้งูตื่น ดูท่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเพิ่มการปั้องกันอย่างแน่นหนา……เจ้ากลับไปทำแผลวัน
พรุ่งนี้คนของข้ากับคนของเจ้าจะลงไปซุ่มโจมตีที่ใต้ภูเขา! ครั้งนี้ถ้าเด็ดหัวเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้า
เห็นหน้าอีก!”
คำสั่งที่เจ้านายพูดทำให้ชายชุดดำที่คุกเข่าบนพื้นรู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก
“ขอรับ” เขาตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
ระหว่างที่เขากำลังกลับตัวจะเดินไปเจ้านายที่ใส่ชุดดำก็ถามอย่างเย็นชาว่า “เหล่าแม่ชีในวัดไม่เป็นอะไรใช่หรือ
ไม่?”
ชายชุดดำที่ได้รับบาดเจ็บตอบเสียงเบา “เรียนนายท่านพวกเราไม่ได้ยุ่งกับแม่ชีในวัดแม้แต่ผู้เดียว”
เขาผ่อนลมหายใจออกเบาๆ อย่างโล่งอก “เช่นนั้นก็ดี แม่ชีในวัดแห่งนี้ยังมีประโยชน์สำหรับข้าถ้าแม่ชีถูกพวกเจ้า
ฆ่าคงจะรู้สึกเหมือนถูกลูกหลง”
เมื่อเจ้านายพูดจบก็รีบโบกมือไล่อย่างรำคาญ “พวกเจ้ารีบไปเสีย รุ่งสางนำคนไปซุ่มโจมตี ครั้งนี้จะต้องเอาหัว
ของเหยียนหลิ่งอวี๋มาให้ได้ถ้าเอาหัวเขามาไม่ได้ ก็เอาหัวของพวกเจ้ามาแทนแล้วกัน!”
ชายชุดดำก้มหน้าลงรับคำสั่งไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังหลับสนิทอยู่ก็ถูกปลุกด้วยเสียงตะโกนที่ดังขึ้นมา
นางจึงรีบสั่งให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปช่วยนางแต่งตัวอีกทางก็ให้คนไปสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้น