การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 142 ให้เจ้าอธิษฐานได้หนึ่งข้อ
ทางด้านต้วนชิงหมิงอดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วนางลุกขึ้นหันไปตำหนิลั่วสุ่ย “เจ้าอยากให้นายของเจ้ารอดหรือ
ตาย ท่านหมอมีอะไรจะพูดเจ้าก็ควรฟังให้จบก่อนมิใช่หรือ”
ลั่วสุ่ยที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มเมื่อได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงต่อว่าก็รู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจ จนเห็นนํ้าคลออยู่เต็มสองตา
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา “ถ้าเจ้าอยากทำเพื่อนายของเจ้าจริงๆ ขอให้เจ้าไปยืนฟังอยู่ด้านข้าง
และไม่ต้องพูดอะไรอีกจะได้หรือไม่?”
ในตอนนี้เองเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ปรือตาขึ้นมองลั่วสุ่ยอย่างอ่อนแรงพูดเสียงแผ่วเบา “ลั่วสุ่ย เจ้าถอยไปก่อน!”
เขาได้ฟังก็เก็บดาบและถอยหลังไปอย่างไม่เต็มใจคนปั่วยมองไปที่หมอชราคนนั้นแล้วเอ่ยขึ้นอย่างอิดโรย “ลูก
น้องนิสัยบุ่มบ่ามทำให้ท่านหมอต้องลำบากใจไม่น้อย!”
หมอในยุคราชวงศ์ต้าเซี่ยแบ่งออกเป็นสองประเภทได้แก่ หมอหลวง ซึ่งเรียกรวมหมอที่ทำงานในไท่อีย่วน และ
หมอที่มีฝีมือในเมืองหลวงส่วนไต้ฟู จะหมายรวมหมอชาวบ้าน หมอที่อยู่ชนบทและหมอที่ฝีมือธรรมดา สุดท้ายเหลาเจ่อ
ได้ฟังที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดชายชราก็ยืดอกขึ้นพูดไปด้วยลูบเคราไปด้วย “ข้าอายุปูนนี้แล้วคงไม่ต้องมาถือสาเด็ก
กะโหลกกะลาพวกนี้”
สีหน้าของลั่วสุ่ยแสดงความไม่พอใจออกมาแต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ที่นี่ เขาจึงได้แต่อดกลั้นไม่ตอบโต้
“ไม่ทราบว่าที่ท่านหมอพูดว่ายากลำบากนั้นหมายถึงอะไรหรือ?” ต้วนชิงหมิงถามขึ้น
ชายชรามองเด็กสาวที่มีท่าทางไม่ธรรมดาและเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงก็ไม่ได้มีท่าทางที่โกรธเคืองหรือวาง
อำนาจบาตรใหญ่ เขาจึงคิดว่าเขาทั้งสองคนจะต้องฐานะสูงศักดิ์ไม่น้อย
“คุณหนูข้าขอพูดตรงๆกับเจ้า ข้าก็อายุใกล้จะหกสิบแล้ว สายตาก็ไม่ค่อยดี อีกทั้งตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว แสงสว่าง
ไม่เพียงพอข้าจึงมิกล้าที่จะฝังเข็ม”
นางได้ฟังก็พึมพำขึ้นมา “มีแค่เรื่องปัญหาแสงไม่พออย่างนั้นหรือ?”
ชายชราพยักหน้าตอบ “ท่านพ่อของข้าเคยเป็นหมอหลวงที่ไท่อีย่วนและชำนาญในการใช้พิษถอนพิษดังนั้นข้าจึง
ได้รํ่าเรียนมาไม่น้อย แต่ว่าหลายปีมานี้สายตาของข้าไม่ดีจึงเลิกฝังเข็มไป”
ทันทีที่หมอชราพูดจบพลันเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงและเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่งทว่ายังกลับฝืนไว้
เหมือนไม่เป็นไร นางไม่ยอมแพ้หันไปมองซ้ายทีขวาที จนมาหยุดที่โต๊ะเครื่องแปั้งด้านข้างพลางบ่นพึมพำขึ้นมาเมื่อเห็น
แสงไฟในห้องกระทบกับกระจกเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด
นางขยับหันหลังกลับไปจับมือเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดอย่างรีบร้อน “รีบไปเอากระจกทุกบานมา…รวมทั้งเทียนไขทั้งหมด
ด้วย!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รับคำสั่งก็ไม่กล้าถามว่าจะเอามาทำอะไรได้แต่รีบวิ่งออกไป หากระจกและเทียนไขมา
“คุณหนูต้วนจะเอากระจกไปใช้ทำอะไรหรือขอรับ?” ลั่วสุ่ยเอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ
ตอนนี้ท้องฟั้ายังไม่สว่างเจ้านายก็ยังนอนอยู่บนเตียงแต่คุณหนูต้วนกลับรีบร้อนการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างนั้น
หรือ? ดูท่าแล้วผู้หญิงคนนี้ช่างไม่รู้จักเวลํ่าเวลา
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนคล้ายสติจะวูบแหล่ไม่วูบแหล่ก็แอบอมยิ้มทว่าไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา
เขาพอจะเดาได้แล้วว่าจะเอากระจกมาใช้ประโยชน์อย่างไรเมื่อนางถูกเขาอ่านความคิดออกก็ไม่ค่อยจะมีความสุข
เสียเท่าไร จึงได้แต่ยู่ปาก “ท่านหมอ ปัญหาเรื่องแสงที่บอกไว้ประเดี๋ยวจะจัดการให้ อีกครู่รบกวนท่านหมอช่วยด้วยอีก
แรง!”
ชายชราก็ยังคงลูบเคราไปมาพลางพยักหน้าขึ้นลง “ถ้าข้าไม่รักษา ก็เหมือนจะเสียแรงเปล่าไปกับที่เจ้าพูด
ว่า‘จิตใจของความเป็นหมอ’”
ใบหน้าของต้วนชิงหมิงก็แดงกํ่าขึ้นมากำลังเผยอปากจะตอบกลับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ในมือ
ของนางและชิวจวี๋ถือกระจกมาหลายเเผ่น
เด็กสาวสั่งให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และชิวจวี๋หยิบกระจกตั้งขึ้นทั้งสี่ทิศโดยที่หน้ากระจกให้นำเทียนไขมาตั้งไว้สองเล่มโดย
แสงเทียนจะสะท้อนแสงเทียนจากหนึ่งเล่มเป็นสองเล่มจนสุดท้ายทำให้ความมืดสลัวในห้องกลายเป็นความสว่างสดใส
ต้วนชิงหมิงมองห้องที่ค่อยๆสว่างไสวขึ้น ถามแบบยิ้มๆ “ท่านหมอ……ไม่ทราบว่าแสงในตอนนี้เพียงพอแล้วหรือ
ยัง?”
“ได้ถือว่าพอไหว!” ชายชราหยิบเข็มเงินลองจิ้มลงบนหลังมือของตนเองพลางพยักหน้า
ความพยายามขนาดนี้แลกกับคำว่า‘ถือว่าพอไหว’ คำพูดนี้ทำให้ลั่วสุ่ยเกิดความโมโหขึ้นอีกครั้งแต่ว่าเมื่อเห็นอีก
ฝั่ายพยายามรักษาเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ถือเทียนไขตามชายชราไปส่องแผลเพราะเกรงว่าชายชราจะดู
บาดแผลได้ไม่ถูกต้อง
เมื่อเช้าเจ็บตัวไปทีหนึ่งตอนนี้ก็ต้องเจ็บตัวอีกครั้ง ต้วนชิงหมิงมองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนอยู่บนเตียงพูดกับเขาเสียง
เบา “เป็นอย่างไรบ้าง ท่านทนไหวใช่หรือไม่?”
เม็ดเหงื่อผุดพลายขึ้นเต็มใบหน้าของเขาทว่ากลับฝืนยิ้ม “เจ้าถามว่าพอจะทนไหวอย่างนั้นหรือ? ถ้าทนไม่ไหว
แล้วจะทำอย่างไร?”
เขามองที่พื้นพลางบีบไปที่ข้อมืออีกข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของต้วนชิงหมิงจากนั้นก็กัดฟันร้อง “อื้อ อื้อ” ออกมา
เด็กสาวเกิดตกใจขึ้นจิตใต้สำนึกบอกให้ดึงมือออก เพียงแต่ที่ข้อมือไม่มีความเจ็บกลับมีแต่ความอบอุ่นผ่านไปครู่
หนึ่งเขาก็ปล่อยข้อมือของนางลง กัดฟันพูดขึ้น “เจ้าให้ข้ากัดผ้าเถอะ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว!”
นางได้ฟังก็โกรธขึ้นมาในฉับพลันแต่ที่นี่มีคนอยู่เยอะนางจึงไม่อยากที่จะต่อว่า ทำได้เพียงลูบข้อมือที่ถูกเขาบีบรัด
จนเป็นรอยแดงพูดเสียงเบาอย่างโมโห “ท่านนี่ไม่รู้จักบุญคุณคน ข้าอุตส่าห์ช่วย แต่ดูสิ่งที่ท่านทำตอบแทนข้าสิ”
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปากอย่างอดทนกับเข็มที่กำลังฝังลงบนตัวจากนั้นก็ส่ายหน้าพลางคิดในใจ เจ้าเป็นคนดี? เจ้านี่
ถือว่าเป็นคนดีอย่างนั้นหรือ? เต็มที่เจ้าก็เป็นได้แค่จิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ก็เท่านั้น!
ระหว่างที่เขากำลังพูดพลันรู้สึกถึงกลิ่นคาวตีขึ้นมาที่อกจากนั้นก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่นเลือดเสียสีดำออกมาโดน
หน้าและตัวของต้วนชิงหมิงไปทั่ว
นางไม่ทันได้สนใจร่างที่เปือนเลือดแต่พูดอย่างรีบร้อนดังขึ้นว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
มือของชายชราคนสั่นไปมาเล็กน้อย
คนแซ่เหยียนเป็นแซ่ของราชวงศ์ต้าเซี่ย จึงไม่ต้องพูดเลยว่าทำไมเขาถึงดูสูงศักดิ์ น่ายำเกรงน่าเคารพเช่นนี้ ที่แท้
เขาอาจจะเป็นลูกชายคนหนึ่งของฮ่องเต้
พอเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋พ่นเลือดออกมาลั่วสุ่ยจึงตาแดงกํ่าและเข้าไปจับมือคนชรา พูดอย่างรีบร้อน “เจ้ารักษาคน
เป็นหรือไม่?”
ชายชราจ้องเขาตาเขม็งพร้อมกับดึงเข็มเงินในตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ออกหันไปพูดอย่างโมโหกับลั่วสุ่ย “ถ้าเจ้ายังไม่
ปล่อยมือ ข้าจะช่วยชีวิตนายของเจ้าได้อย่างไร!”
ลั่วสุ่ยปล่อยมือชายชราลงทันทีเมื่อได้ฟังอีกฝั่ายพูด
ชายชราจึงยื่นมือไปจับชีพจรของเหยียนหลิ่งอวี๋พร้อมกับพยักหน้า “ดีแล้ว……พ่นออกมาดีแล้ว…”
ด้านต้วนชิงหมิงร้อนใจจนหน้าซีดไปหมดในตอนนี้นางไม่ได้สนใจอะไรมากจึงเอื้อมมือเข้าไปโอบหัวของเหยียน
หลิ่งอวี๋และหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเลือดอย่างเบามือ เมื่อเห็นเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นนํ้าตาของต้วนชิงหมิงก็เกือบจะไหล
ออกมา นางสูดลมหายใจพูดว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เขายิ้มอย่างอ่อนแรง “ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
นางจึงค่อยๆถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร!
เมื่อเห็นที่ตัวนางเต็มไปด้วยเลือดเขาจึงขมวดคิ้วขึ้นพูด “เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ”
เป็นที่รู้ว่าภาพลักษณ์และความงามของหญิงสาวเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นที่สุดถ้าเสื้อผ้าของผู้หญิงไม่เรียบร้อยหรือไม่
สะอาดก็จะถือว่าเป็นการเสียมารยาทแต่ไหนแต่ไรมาต้วนชิงหมิงที่ให้ความสำคัญกับมารยาทจะยอมอยู่นิ่งเฉยได้ยังไง?
ต้วนชิงหมิงจึงได้สติขึ้นมาและพยักหน้ารับ “รอข้าดูเจ้าฝังเข็มจนเสร็จก่อนแล้วค่อยไป”
ลั่วสุ่ยเป็นคนใจร้อนซึ่งชายชราไม่ชอบท่าทางของเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหากต้วนชิงหมิงไม่อยู่ที่นี่ เกรงว่าจะเกิด
เรื่องขึ้นอีก!
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋มีรอยยิ้มจางๆขึ้นมา “รอให้กลับไปก่อน ข้าจะหาเสื้อผ้ามาคืนเจ้าสักสิบชุด!”
พอต้วนชิงหมิงได้ฟังใบหน้าที่ซีดขาวก็แดงระเรื่อขึ้นมาเพราะเป็นที่รู้กันว่าการให้เสื้อผ้ามักจะใช้กับคู่สามีภรรยาที่
ยังไม่ได้แต่งงานกันหรือไม่ก็ใช้กับคนที่จะหมั้นหมายเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้พูดว่าจะให้เสื้อกับนาง ไม่รู้จะมาไม้ไหนกันอีก!