การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 143 ปฏิภาณไหวพริบ
ต้วนชิงหมิงกัดฟันปรายตามองไปที่เด็กหนุ่มพูดเสียงตํ่า “ใครจะไปสนใจเสื้อผ้าของท่านกัน……ถ้าท่านรู้สึกมีเรื่อง
ติดค้างก็ช่วยข้าทำเรื่องหนึ่งแล้วกัน”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองนางพลางเลิกคิ้วขึ้นยกยิ้มบางๆ มุมปากหยุดเว้นจังหวะชั่วครู่แล้วเอ่ยปาก “แม้จะสักสิบเรื่องก็
ย่อมได้ ไหนเจ้าพูดสิว่าเป็นเรื่องอันใด”
แม้อีกฝั่ายจะมีนิสัยที่แปลกพิลึกทว่ากลับเป็นคนที่รักษาคำพูด คนในเมืองหลวงต่างอยากได้คำตกปากรับคำจาก
เขา ผู้ชายนั้นมาขอเพื่อหน้าที่การงานที่ดีส่วนผู้หญิงก็มาเพื่อหลงใหลในรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาและหวังจะได้แต่งกับเขา
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงไม่ค่อยให้สัญญากับใครโดยง่ายแต่มาในวันนี้เขารับคำของนางด้วยท่าทีจริงจัง ราวกับไม่ว่านาง
ต้องการอะไรก็จะไปเสาะหามาให้ทั้งหมดก็ไม่ปาน!
“ท่านคิดว่าข้าเป็นคนละโมบโลภมากอย่างนั้นหรือ? ข้าขอเพียงเรื่องเดียวก็เพียงพอแล้ว……ไม่จำเป็นต้องขอ
อะไรอีก” ต้วนชิงหมิงบ่นอุบ
เด็กหนุ่มยิ้มในใจหากนางมีความละโมบก็ย่อมเข้าทางเขา ทว่านางกลับไม่มีความปรารถนาอะไรจึงยากที่จะเข้ามา
พัวพันด้วย
เขาได้แต่พยักหน้าตอบรับ “เจ้าพูดมาได้เลย!”
ต้วนชิงหมิงวางแผนในใจมาอย่างดีแล้ว นางต้องการเพียงแค่ต่อจากนี้เขาจะไม่มาหาเรื่องและยุ่งเกี่ยวกับนางอีก
แต่ดูท่าทางที่เจ็บปวดทรมานของคนปั่วยตรงหน้าจึงไม่กล้าที่จะพูดออกไป ภายในใจเต้น “ตุบ ตุบ” ได้แต่กลืนนํ้าลายลง
ไปก่อนเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกักด้วยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออกรอข้าคิดออกแล้วค่อยบอกท่านก็แล้วกัน!”
การเอาพิษออกในครั้งนี้ใช้เวลายาวนานกว่าตอนที่ชุนถาวทำให้เพราะพิษได้ซึมเข้ากระแสเลือด หมอจึงต้องใช้
เข็มเจาะเพื่อเปิดทางจากนั้นค่อยๆขับเอาพิษออก ทำให้เสื้อผ้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ประเดี๋ยวแห้ง ประเดี๋ยวเปียกสลับกัน
ไปมาอยู่หลายครั้ง
แสงแรกของอรุณรุ่งทอลอดหน้าต่างสาดส่องไปทั่วห้องให้สว่างไสวขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย ก็หมายความว่าคํ่าคืนนี้
ใกล้จะผ่านพ้นไปแล้ว
ชายชรานำเข็มที่ฝังอยู่บนร่างกายเขาออกนางจึงได้โล่งใจไปที
เห็นเขาหลับไปด้วยความเหนื่อยล้านางจึงให้บ่าวรับใช้นำกระจกออกไป จากนั้นก็ค่อยๆ เดินไปส่งท่านหมอ
หมอชรากำชับกำชาต้วนชิงหมิงอย่าลืมต้มยาให้เขาทานพูดคุยกันอีกครู่เดียวก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน ในตอนนี้เอง
เห็นลั่วสุ่ยเดินออกมาอย่างรีบร้อนเพื่อจะขอโทษต้วนชิงหมิง “ทำให้คุณหนูลำบากแล้วขอรับ!”
นางยิ้มตอบไปเล็กน้อย “อย่างไรเสียนายของเจ้าก็โดนยาพิษเพราะข้า ข้าก็ต้องรับผิดชอบให้เต็มที่”
ลั่วสุ่ยหันไปขอโทษหมอท่านนั้นต่อ “หมอกลับไปพักผ่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่งพร้อมกับค่ารักษา”
หมอชรายกมือขึ้นลูบเคราไปมาพูดนิ่งเรียบ “แม้พิษจะถูกเอาออกมาแล้ว แต่นายของเจ้าก็ยังจะขยับเขยื้อนตัวไม่
ได้เพราะถ้าขยับแล้วกลัวว่าพิษจะกำเริบขึ้นมาอีก”
ได้ฟังที่หมอชราอธิบายลั่วสุ่ยก็หน้าซีดขึ้นทันที จึงค่อยรับปากโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
ต้วนชิงหมิงกลับไปที่ห้องของนางเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทว่าเวลานี้ท้องฟั้าสว่างแล้วทำให้นางไม่สามารถนอน
ได้อีกต่อไปจึงสั่งให้คนในครัวเตรียมโจ๊กไปส่งให้เหยียนหลิ่งอวี๋หลังจากนั้นนางจึงค่อยทานอาหารเช้าอย่างเรียบง่าย
ทว่าอากาศเช้าในวันนี้ขมุกขมัวเหมือนกับท้องฟั้ายังไม่สว่างไสวไม่นานจะต้องมีหิมะตกโปรยปรายอีกรอบ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จต้วนชิงหมิงก็ลังเลใจว่าจะให้คนไปเก็บสัมภาระดีหรือไม่ทว่าด้านนอกมีเสียง
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รายงานเข้ามาลั่วสุ่ยได้รับคำสั่งจากเหยียนหลิ่งอวี๋ให้มาแจ้งคุณหนูให้รีบลงจากภูเขาเดี๋ยวนี้
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ตกใจขึ้นมายกใหญ่ “จะลงเขาตอนนี้ได้อย่างไร? เส้นทางบนเขาลื่นทั้งเปียกไปหมด……ยิ่งไป
กว่านั้นพิษในร่างกายของเขา…”
พิษในร่างกายของเขาพร้อมที่จะกำเริบได้ทุกเวลาหากรีบร้อนลงภูเขาในตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา
ได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงพูดลั่วสุ่ยก็จนปัญญาขึ้นมาอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า กล้าๆ กลัวๆ ที่จะพูด “พวกข้ารู้ดีว่าองค์
ชายในตอนนี้ยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แต่ว่าเมื่อครู่ข่าวจากเมืองหลวงแจ้งมาว่ามีเรื่องด่วน และองค์ชายจะต้องกลับไป
จัดการด้วยพระองค์เอง!”
ลั่วสุ่ยหยุดครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยปากขึ้น “รบกวนคุณหนูต้วนช่วยดูแลองค์ชายด้วย!”
นางเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของลั่วสุ่ยก็พอจะคาดเดาได้ว่าจะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอนจึงพยัก
หน้าตอบรับและแจ้งเรื่องให้เถี่ยเฟิงรู้
ตอนมาเหยียนหลิ่งอวี๋ขี่ม้ามาด้วยตัวเองตอนนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยรถม้าของต้วนชิงหมิงโดยมีเถี่ยเฟิงคุ้มกันความ
ปลอดภัยให้ตลอดเส้นทาง
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงแปลกใจคือกลุ่มของลั่วสุ่ยหายตัวไปตั้งแต่ตอนที่นางเริ่มออกเดินทางในเวลานี้จึงมีเพียงองครักษ์
จวนต้วนกับบ่าวรับใช้ที่เดินลงภูเขา ตามเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอย่างเชื่องช้า
ทางเดินลงเขาค่อนข้างสูงชันโชคดีที่หิมะเพิ่งตกแม้จะเริ่มหนาแต่ก็ยังไม่ได้จับตัวเป็นนํ้าแข็งฉะนั้นตามทางแม้จะ
เดินค่อนข้างยากแต่ก็ยังสามารถเดินได้
เด็กสาวให้เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าไปอยู่มุมในของรถม้าเพื่อให้เขานอนได้สบายส่วนแม่นมหนิงและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่มา
ด้วยกันก็ถูกย้ายไปอยู่ที่รถม้าอีกคัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการเหนื่อยล้าจากการเอาพิษออกหรือไม่แม้รถม้าจะมีโคลงเคลงตามทางไม่หยุด ทว่าเขากลับ
อดทนไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักคำ
ไม่นานรถม้าก็หยุดลงเมื่อมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่งเถี่ยเฟิงควบม้ามาใกล้กับหน้าต่างพูดกับต้วนชิงหมิงตรงผ้าม่าน
“คุณหนูใหญ่เหมือนว่าด้านหลังจะมีคนไล่ตามเรามาข้างหน้ามีสองเส้นทาง เส้นทางแรกไปเมืองหลวง ส่วนอีกทางไปฉี
เซี่ยน พวกเราควรไปทางไหนดีขอรับ?”
เมื่อได้ยินว่ามีคนไล่ตามมาองค์ชายที่นอนหลับอยู่ดีๆ ก็ลืมตาขึ้นมาในทันที
เพื่อที่จะให้ต้วนชิงหมิงเดินทางอย่างปลอดภัยจิ้งสุ่ยจึงเดินทางหลอกล่อคนไปกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่ทำไมตอนนี้ยังมี
คนไล่ตามมาได้อีกเล่า? ทว่าเมื่อเงียบฟังเสียงเท้าของม้ากลับไม่ใช่ของลั่วสุ่ยแต่เป็นกลุ่มจิ้งสุ่ย
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านนอนต่อไปเถอะ!” นางเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ลืมตาขึ้นมา
เขามองจ้องไปที่นางพร้อมกับพูดว่า “ถ้ามีคนไล่ตามมาจริง คนของพวกเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกนั้นเจ้าเพียงปล่อย
ข้าทิ้งไว้แล้วหนีเอาชีวิตรอดไป พวกนั้นก็จะไม่ไล่ตามเจ้าไปอีก!”
นางได้ฟังพี่เขาพูดก็เกิดกังวลใจขึ้นพลางเอ่ยตำหนิไปด้วยความโมโห “พูดเพ้อเจ้อ!”
เห็นต้วนชิงหมิงมีท่าทางโกรธเคืองเขาจึงทำได้เพียงเม้มปากไม่พูดอีก
ทางด้านต้วนชิงหมิงเปิดผ้าม่านออกและมองไปโดยรอบพูดว่า “พวกเราไปทางฉีเซี่ยนแต่ก่อนที่จะไปต้องวางแผน
สร้างกลลวงให้พวกนั้นเข้าใจว่าพวกเราใช้เส้นทางไปเมืองหลวงเสียก่อน”
เถี่ยเฟิงออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ต้วนเจิ้งไปทั่วสารทิศเรื่องแผนการและกลลวงจึงมีความถนัดไม่น้อยเขาพยักหน้า
ตอบรับ “อย่างนั้นจะทำตามที่คุณหนูใหญ่สั่งขอรับ!”
พูดจบก็นำคนไปจัดการตามแผน
ต้วนชิงหมิงหันหน้ามามองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่จ้องมองด้วยแววตาที่เป็นประกายเห็นเขาส่ายหน้าช้าๆ กล่าวคำ “ไม่มี
ประโยชน์หรอก พวกนั้นไม่นานก็จะไล่ตามมาทัน!”
นางกุมมือไว้แน่นพร้อมกับส่ายหน้า “จะต้องดิ้นรนจนกว่าจะตายดีกว่าอยู่นิ่งเฉยรอความตายมาหา!”
เขาจึงค่อยๆหลับตาลงไม่เอื้อนเอ่ยคำใดต่อ
“เถี่ยเฟิงเจ้าเอานํ้าไปรดมูลม้าเสีย” ต้วนชิงหมิงเปิดม่านหันไปเรียกเถี่ยเฟิงให้มาหาพร้อมกับสั่งเสียงเบาเมื่อเดิน
มาทางมาเส้นทางไปฉีเซี่ยน
เขาผงะเล็กน้อยถึงกับพูดอะไรไม่ถูก
เถี่ยเฟิงเป็นคนที่มีไหวพริบและสามารถปรับตัวกับทุกสถานการณ์อีกทั้งเขายังเคารพต้วนชิงหมิงจากใจจริงจึงสั่ง
ให้คนไปทำตามโดยไม่ต้องคิด
เส้นทางที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทำให้รถม้าโคลงเคลงไปมาจึงไม่สามารถวิ่งเร็วได้เถี่ยเฟิงทำตามที่ต้วนชิงหมิง
สั่งการโดยเอานํ้าไปรดมูลม้า
ผ่านไปไม่นานเสียงฝีเท้าม้าก็เหมือนจะเงียบหายไป
หลังจากหิมะโปรยปรายลงมาทั้งภูเขาก็เงียบสงบทำให้ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไรก็สามารถได้ยินตั้งแต่ระยะทางไกล
ในใจของต้วนชิงหมิงเริ่มร้อนรนและกัดฟันขึ้นมา หันไปถามเถี่ยเฟิง “เถี่ยเฟิง อีกนานเท่าไรพวกเราถึงจะออกไปจาก
หุบเขาได้?”
อีกฝั่ายครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวก็ตอบกลับ “จากตรงนี้ถึงฉีเซี่ยนน่าจะประมาณสี่สิบกว่าลี้ถ้าผ่านภูเขาลูกนี้ที่มีระยะ
ทางสิบลี้ไปได้ ก็จะเป็นทางเรียบแล้วขอรับ!”