การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 144 ใช้อุบาย
ต้วนชิงหมิงได้ฟังจู่ๆ ก็คิดกลอุบายขึ้นมา เล่าแผนการ “เถี่ยเฟิงเอาอย่างนี้ เจ้าส่งคนไปดูลาดเลาข้างหน้าก่อนว่า
ทางข้างหน้ามีบ้านคนอยู่อาศัยหรือไม่?”
เถี่ยเฟิงรับคำสั่งและให้คนไปทำตามรถม้าเดินทางต่อไปข้างหน้า เถี่ยเฟิงทำตามที่ต้วนชิงหมิงสั่ง เขาใช้นํ้ารดไปที่
มูลของม้าและเอาหิมะกลบ ทว่าในเวลานี้หิมะรอบที่สองใกล้จะตกโปรยปรายลงมาจึงทำให้อากาศบนภูเขาลดตํ่าลงไม่
นานนํ้าที่รดมูลม้าก็จับตัวเป็นนํ้าแข็ง
เพียงครู่เดียวเถี่ยเฟิงก็กลับมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางฟังต้วนชิงหมิงที่ได้ฟังพลันชะงักนิ่งงันทันที แววตาของนาง
คิดอะไรอยู่ก็สุดรู้
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแม้ในใจจะคิดว่าเรื่องที่ทำอาจจะไม่มีประโยชน์ แต่เขากลับมองดูอยู่
เงียบๆ ไม่โวยวายและไม่เข้าไปแทรกแซง
“คุณหนูใหญ่องครักษ์ที่ส่งไปดูลาดเลา กลับมาบอกว่าข้างหน้าอีกไม่ไกลมีบ้านคนอาศัยอยู่ขอรับ!” เถี่ยเฟิง
รายงานนางเมื่อองครักษ์ที่ส่งไปดูลาดเลากลับมารายงาน
นางได้ฟังก็ดีใจไม่น้อยรีบสั่งเรื่องบางอย่างเสียงเบาผ่านม่าน เถี่ยเฟิงได้ฟังก็รีบพยักหน้า
รถม้าเดินทางมาจนถึงบ้านที่มีคนอยู่ก็หยุดรถลงชายแก่กำลังกวาดหิมะที่หน้าประตูบ้าน เขาจึงขอนํ้าเพื่อดับ
กระหาย ครอบครัวนั้นเป็นนายพรานลูกชายเข้าปั่าไปล่าสัตว์หลายวันยังไม่ได้กลับมา เหลือพ่อแม่และภรรยาอยู่ที่บ้าน
โดยปกติแล้วเส้นทางบนภูเขาลูกนี้ไม่ค่อยมีคนใช้เดินทางเมื่อเห็นขบวนรถม้า ชายแก่คนนั้นก็ออกมาต้อนรับขับสู้
อย่างเป็นมิตรให้เข้ามาพักในห้อง แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างมีมารยาทชายแก่คนนั้นจึงไปหยิบนํ้าออกมาให้ดื่มและถามขึ้น
“เจ้าหนุ่ม พวกเจ้าวางแผนจะเดินทางไปที่ใดกัน?”
องครักษ์ที่ถูกถามคนนั้นดื่มนํ้าในมือจนหมดแสร้งทำเป็นตอบ “คุณหนูของพวกเราไปไหว้พระมาตอนนี้กำลังจะ
เดินทางกลับจวนที่ฉีเซี่ยน”
ชายแก่พยักหน้าเอ่ยขึ้น “ลำบากเลย” จากนั้นก็ทักทายคนอื่นๆ
ในตอนนี้หญิงสาวที่อยู่บนรถได้เดินลงมาจากรถม้าทำให้ภรรยาของนายพรานต้องออกมาต้อนรับ
เพราะได้รับคำสั่งมาแล้วหญิงสาวพวกนั้นจึงดื่มนํ้าและกรอกนํ้าอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นจู่ๆก็มีสาวน้อยคนหนึ่ง
เดินลงมาจากรถม้าที่ใหญ่ โดยมีบ่าวรับใช้คอยประคองลงจากรถม้า
สาวน้อยคนนั้นอายุน่าจะประมาณสิบปีถึงแม้เสื้อผ้าจะดูเรียบง่ายแต่ถ้าทางกลับโอ่อ่าและสูงศักดิ์เพราะนางใส่
หมวกจึงเห็นเพียงแววตาที่เปล่งประกายออกมา ราวกับไข่มุกที่ส่องแสงสว่างสาวน้อยคนนั้นก็คือต้วนชิงหมิง
นางเดินลงมาจากรถม้าเพื่อมาขอบคุณครอบครัวนี้ก่อนที่จะจากไปนางก็ได้หยิบปินปักผมที่ปักอยู่บนหัวออกมา
ฝากไว้กับภรรยาของนายพราน
ภรรยาของนายพรานไม่เคยมีของที่ลํ้าค่าเช่นนี้นางถึงหน้าแดงและรีบพูดปฏิเสธว่า “คุณหนูของชิ้นนี้ลํ้าค่ามาก
เกินไปข้ารับไว้ไม่ได้จริงๆ”
ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้มบางๆและพูดเสียงใสกังวาน “ข้าวหนึ่งเม็ดนํ้าหนึ่งหยดก็ถือว่ามีบุญคุณ ข้าเพียงอยากจะ
ขอบคุณ อย่าได้ปฏิเสธเลยยิ่งไปกว่านั้นข้ามีเรื่องที่จะต้องรบกวนท่านอีกสักเรื่อง”
หญิงสาวได้ฟังว่ามีเรื่องต้องรบกวนก็รู้สึกเขินอายอยู่บ้างจากนั้นต้วนชิงหมิงก็ขอบคุณครอบครัวนั้นอีกครั้งแล้วขึ้น
รถมาจากไป
เมื่อรถม้าเริ่มออกเดินทางเหยียนหลิ่งอวี๋ที่หลับตาพักผ่อนอยู่ก็ลืมตาที่ดำขลับคู่นั้นขึ้นและมองต้วนชิงหมิงด้วย
สายตาที่ร้อนรน “เจ้าต้องการให้นักฆ่าเหล่านั้นไปอีกทาง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋นอนไปพูดไปเพราะเขาเพิ่งเอาพิษออกจากร่างกาย ใบหน้าจึงซีดขาวไร้เรี่ยวแรงเขาใส่เสื้อผ้าสีขาว
ทั้งชุดนอนอยู่บนรถม้า แต่ใบหน้าของเขาก็ยังหล่อเหลาเผลอทำให้คนใจเต้นแรงอยู่เสมอเมื่อพบเห็น
แม้ในใจจะคิดทว่าปากก็เอ่ยพึมพำเสียงค่อยว่า “ปีศาจ” จากนั้นก็หันหน้ากลับไป
เมื่อเขาเห็นต้วนชิงหมิงเลี่ยงที่จะไม่ตอบจึงพูดเสียงเบาว่า “สำหรับคนพวกนั้นแล้ว ทำแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์!”
เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจนิสัยอีกฝั่ายอย่างถ่องแท้อีกทั้งความสามารถของชายชุดดำเหล่านั้น คงไม่ตกอยู่ในกับดักของ
นาง!
แม้ความพยายามมาตลอดทางของนางจะถูกคนปฏิเสธ ทว่าต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้เป็นกังวลได้แต่มองแก้วนํ้าชาใบ
น้อยพูดเสียงเรียบนิ่ง “จะหลอกล่อให้เขาไปอีกทางคงไม่ได้ข้าแค่ต้องการที่จะถ่วงเวลาเท่านั้นเอง!”
อยู่ๆเหยียนหลิ่งอวี๋ก็หัวเราะขึ้นมา ผินหน้าไปมองใบหน้าด้านข้างของนางที่สะอาดเกลี้ยงเกลาแววตาที่เป็น
ประกายเจ้าเล่ห์เห็นได้ชัดว่านางเป็นแค่สาวน้อยสิบปีเท่านั้นแต่ว่าในตัวของนางกลับมีนิสัยที่เหมือนผู้ใหญ่โดยที่คนทั่วไป
ไม่สามารถคาดเดาได้!
เวลานี้สายตาของนางได้มองออกไปตรงภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอย่างตั้งใจอีกทั้งมือที่ยื่นออกมาจากชายเสื้อก็ขาว
ใสบริสุทธิ์
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เห็นภาพนั้นก็มองอยู่อย่างเงียบๆการได้อยู่กับนางเช่นนี้ ไม่ว่าทางข้างหน้าจะอันตรายมากน้อย
เพียงใดก็ถือว่าเป็นความสุขแล้ว
เส้นทางที่ขรุขระด้านหน้าที่ทำให้รถม้าโคลงเคลงไปมาจนทำให้เด็กหนุ่มขมวดคิ้วขึ้น
ต้วนชิงหมิงที่มองมาด้วยความเป็นห่วงเห็นอีกฝั่ายยังคงหลับตาแต่คิ้วของเขากลับขยับไปมาตามเส้นทางที่ขรุขระ
ราวกับมีชีวิต นางเผลอมองจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวผ่านไปสักพักพลันได้สติขึ้นมาจึงต่อว่าต่อขานตัวนางในใจอย่าได้
ถูกรูปโฉมขององค์ชายทำให้หลงใหลเชียว!
เมื่อเห็นยาที่หมอชราได้ให้ไว้พร้อมกับการฝังเข็มที่ได้ผลดีเพราะอย่างน้อยสีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ดีขึ้นไม่น้อย
ดูท่าแล้วพิษในตัวเขาไม่ได้กำเริบขึ้นมาอีก
เมื่อมองท้องฟั้าในตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงวันแล้วการเดินทางอย่างเร่งรีบทำให้ทั้งคนและม้าต่างเหนื่อยล้า ต้วนชิงห
มิงคำนวณแล้วว่าได้เดินทางออกมาไกลพอสมควรแล้วจึงสั่งให้เข้าไปหลบในถํ้า จากนั้นให้ทุกคนกินอาหารและพักผ่อน
สักพัก
หิมะรอบที่สองได้เริ่มตกโปรยปรายลงมาไม่นานรอยเกวียนของรถม้าก็ได้ถูกหิมะกลบหายไปหมด
ต้วนชิงหมิงให้คนไปวางกับดักทั่วทุกทิศจากนั้นกำชับเถี่ยเฟิงให้ไปเฝั้าดูอยู่ด้านนอก ขอเพียงชายชุดดำพวกนั้นขี่
ม้าเลยไปพวกเขาค่อยเดินกลับทางเดิม
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงออกมาจากบ้านนายพรานได้ไม่นานชายชุดดำกลุ่มหนึ่งก็ได้ควบม้าไล่ตามมาติดๆ เมื่อถึง
บ้านของนายพรานชายชุดดำเหล่านั้นเลี้ยวม้ากลับมาสอบถามว่าเคยมีรถม้าผ่านมาบ้างหรือไม่!
บ้านของนายพรานมีเพียงคนแก่คู่หนึ่งกับสะใภ้ที่อายุไม่มากพวกเขาจึงไม่คิดที่จะหลบซ่อน
“วันนี้ตอนเช้ามีขบวนรถม้าผ่านมาที่หน้าบ้านจากนั้นได้พักทานอาหารเช้าที่นี่แล้วเดินทางจากไป!” ชายชราตอบ
ทว่าตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันแล้วหากวันนี้มีรถมาผ่านตรงนี้ไปแล้วเกรงว่าคนพวกนั้นก็คงจะถึงฉีเซี่ยนแล้ว
เมื่อวานนี้เป็นเพราะเหยียนหลิ่งอวี๋ได้วางกับดักเอาไว้จึงทำให้ชายชุดดำไม่กล้าเข้ามาใกล้มาก กลัวว่าจะเป็นการแหวก
หญ้าให้งูตื่น ทั้งได้ยินมาว่าที่วัดจิ่วฮว๋ามีบุตรสาวของขุนนางอยู่ด้วยแต่หารู้ไม่ว่าบุตรสาวคนนั้นคือ ‘ต้วนชิงหมิง’
ชายชุดดำได้ฟังก็ลังเลใจขึ้นมาทันทีเพราะในจังหวะนั้นเองสะใภ้ของชายแก่ได้ผลักประตูออกมา เมื่อเห็นว่ามีคน
นางจึงม้วนตัวด้วยความเขินอายกลับเข้าไป ม่านสีนํ้าเงินขยับไปมาปกปิดร่างกายที่อรชรอ้อนแอ้นของนาง ทว่าสายตา
ของคนพวกนั้นกลับแปลก แตกต่างกับคนทั่วไป