การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 145 กองกำลังองครักษ์ลวง
เมื่อเห็นหญิงสาวขยับไปมาแม้เสื้อผ้าจะดูเรียบง่าย บนหัวของนางกลับมีปินทองส่องแสงอร่ามเสียบไว้ทั้งรูปแบบ
และฝีมือที่ประณีต ช่างไม่เข้ากับเสื้อผ้าของนาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าปินนี้คงมีคนให้นางไว้นั่นก็คือต้วนชิงหมิง
องครักษ์เหล่านั้นทำงานในวังหลวงมาหลายปีจึงพอได้เห็นสิ่งต่างๆมาไม่น้อย เมื่อเห็นปินอันนี้ก็รู้ว่าไม่ใช่ของ
ธรรมดาจึงมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี
ชายคนหนึ่งจึงยื่นมือไปชี้ปินที่ปักผมของนาง เอ่ยถามขึ้นว่า “ปินที่ปักอยู่บนผมของสะใภ้ใหญ่สวยงามไม่น้อยขอ
ข้าดูหน่อยก็ได้หรือไม่?”
ชายชราได้ยินก็ตอบตกลงในทันทีเขาจึงยื่นปินปักผมไปให้กับองครักษ์เหล่านั้นเมื่อได้เห็นสีหน้าของพวกเขาก็
เปลี่ยนไปและถามเชิงบังคับว่า “ปินนี้ได้มาจากที่ใด?”
“นี่คือของที่สาวน้อยคนนั้นมอบให้กับสะใภ้ของข้าเพื่อเป็นการตอบแทนค่าข้าวและนํ้า…” ชายชราตอบทันที
สีหน้าของชายชุดดำเปลี่ยนไปทันทีแล้วค่อยส่งปินกลับคืนไม่นานก็ควบม้าไปทางฉีเซี่ยนอย่างรวดเร็วโดยมิได้
กล่าวคำอำลา
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าวิ่งไปไกลแล้วต้วนชิงหมิงจึงผ่อนลมหายใจออกเฮือกหนึ่งอย่างโล่งใจจากนั้นสั่งให้รถ
ม้ากลับไปทางเดิมเพื่อใช้เส้นทางไปเมืองหลวงแทน!
“คิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้จะถูกเจ้าหลอกได้” เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยขึ้นอย่างเรียบๆ พลางมองจิ้งจอกน้อยด้วยความรู้สึก
เหนือความคาดหมาย
นี่นางตั้งใจช่วยเขาไว้เชียวนะ ไม่ขอบคุณไม่ว่ากลับยังพูดว่านางหลอกคนพวกนั้นอีกนางโกรธจนต้องมองค้อนไป
ที่เขาหนึ่งที แอบค่อนขอดในใจว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขานางก็ไม่จำเป็นต้องเดินอ้อมเส้นทางขนาดนี้ รู้เช่นนี้แล้วยังไม่รู้จะ
ขอบใจนางอีก!
เด็กหนุ่มมองไปที่นาง เอ่ยปากถามขึ้นเสียงเบา “เจ้าคิดแผนนี้ได้อย่างไรกัน?”
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่จึงตอบไปว่า “ทั้งหมดนี้ท่านพ่อสอนข้าไว้…ท่านพ่อบอกข้าว่าเวลาเดินทัพในฤดูหนาว
หากต้องการรู้ว่าอีกฝั่ายเดินทางไปได้ไกลแค่ไหนก็ให้ดูมูลม้าตามทางก็จะรู้ได้!” นางหยุดเว้นจังหวะแล้วมองอีกฝั่าย “ดัง
นั้นการเอานํ้าไปราดที่มูลม้าก็จะสามารถทำให้มูลม้าจับตัวเป็นนํ้าแข็งได้เร็วขึ้นเมื่อคนพวกนั้นมาเห็นเข้าก็จะคิดว่าพวก
เราเดินทางไปได้ไกลแล้ว!”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับถ้าภายนอกจับตัวเป็นนํ้าแข็งก็หมายความว่าอีกฝั่ายไปได้ไม่ไกลแต่ถ้าด้านในและด้าน
นอกจับตัวเป็นนํ้าแข็งก็หมายความว่าอีกฝั่ายเดินทางไปได้ไกลแล้ว! เหล่านี้คือความรู้ในการเดินทัพต้วนชิงหมิงจึง
หยิบยกมาใช้ในยามคับขันเช่นนี้!
เมื่อนางหันหน้ากลับไปมองอีกฝั่าย เห็นเพียงดวงตาที่น่าหลงใหลกำลังจ้องหน้านางอยู่ ทำให้เด็กสาวทำตัวไม่ถูก
ขึ้นมาพลางยกมือขึ้นมาจับลูบคลำที่ใบหน้าเอ่ยถามอย่างอึกอัก “ท่านกำลังมองอะไร? บนหน้าของข้ามีอะไรติดอยู่อย่าง
นั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดไม่ถึงว่าจะถูกนางจับได้คาหนังคาเขา ใบหน้าของเขาจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงกํ่าขึ้นมาอย่าง
น่าสงสัยเขาเม้มปากเป็นเส้นตรงดวงตาพลันเสมองไปอีกทาง “เอ่อ……ข้ากำลังคิดว่าถ้าใครกล้ามาล่วงเกินเจ้าละก็คงจะ
ต้องได้เจอดีเป็นแน่……อย่างนั้นแหละ!”
“ถ้าไม่มาทำร้ายข้าก่อน ข้าก็คงไม่ทำร้ายเขาหรอก!” ดวงตาทั้งคู่ของนางทอประกายเด็ดเดี่ยว นํ้าเสียงยามเมื่อ
เอื้อนเอ่ยหนักแน่นฉะฉานเปียมไปด้วยความมั่นใจไม่ว่าเป็นใครก็แล้วแต่ถ้ามาหาเรื่องกับต้วนชิงหมิงนางจะใช้วิธีตาต่อตา
ฟันต่อฟันโดยปราศจากความปรานี!
เขาขมวดคิ้วมุ่น ในใจอดคิดถึงสิ่งที่นางเคยพบเจอไม่ได้ทั้งเรื่องราวแย่ๆ เหล่านั้นในจวนต้วน พลางถอนหายใจ
ออกมาแผ่วเบาไม่พูดสิ่งใดอีก
หิมะโปรยปรายปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขาทำให้การเดินทางลำบากมากขึ้นทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะองครักษ์ของเหยียน
หลิ่งอวี๋ที่ตามไปจัดการกับอีกฝั่ายหรือเป็นเพราะคนพวกนั้นถูกต้วนชิงหมิงหลอกไปอีกทางแล้วกันแน่จึงทำให้การเดิน
ทางในตอนนี้สงบราบรื่นดี ไม่มีใครมารบกวนการเดินทางอีก!
แม้จะไม่มีคนไล่ตามมาแต่นางก็ยังไม่กล้าวางใจ เถี่ยเฟิงให้รถม้าที่อยู่ด้านหน้าเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ใน
ที่สุดพวกเขาก็เดินหลุดออกจากภูเขาก่อนที่ตะวันจะตกดิน
เดินทางต่อไปก็ข้างหน้าอีกไม่ไกลก็เป็นที่ราบแล้วส่วนหิมะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหยุดตกโปรยปรายลงมา ทว่าหากมอง
ไปข้างหน้าจะเห็นแสงสว่างรำไรเป็นกำแพงสีเทาเข้มที่อยู่ห่างไกลลิบตา
ต้วนชิงหมิงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ในที่สุดนางก็ได้กลับมาเมืองหลวงแล้ว!หลิวหรง……ครั้งนี้ข้าจะให้เจ้าสูญ
เสียลูกชายและความสุขทั้งหมดในชีวิตข้าไม่รู้ว่าเจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง?
นางอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางยังคงจำจินกังจิน[1] ที่เคยอ่านได้อย่างขึ้นใจ พระพุทธองค์ตรัสว่า ‘ทุกสรรพสิ่ง
ล้วนไม่มีตัวตน ให้มองทุกสิ่งตามความเป็นจริง’
พุทธองค์ต้องการบอกเราว่า…ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่มีตัวตนเหมือนกับเราฝันเห็นภูเขา แม่นํ้า พื้นดิน เพื่อนสนิท
ทุกอย่างนั้นล้วนไม่จีรังยั่งยืนถ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้มองเห็นเป็นเรื่องไม่จีรัง ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับเช่นกัน
ทว่าน่าเสียดายที่นางเป็นได้แค่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นที่เอาความแค้นในชาติที่แล้วมาเป็นเปั้าหมายในการมีชีวิต
อยู่ในชาตินี้ดูท่าแล้วคนอย่างนางคงก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้พบกับธรรมอย่างแท้จริง
สภาพของเหยียนหลิ่งอวี๋ในตอนนี้ค่อนข้างดีมากเขานั่งอยู่บนรถม้าจนคิดไปแล้วว่าที่ของนางเป็นที่ของเขา ในมือ
ของเขาถือหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาที่ต้วนชิงหมิงอ่านค้างไว้ทำท่าเปิดดูทีละหน้าเอ่ยถามขึ้นจริงจัง “ทำไมเจ้าถึง
อ่านหนังสือเล่มนี้?”
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
เขาหันมามองต้วนชิงหมิงที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้ ยกมือขึ้นเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างและริมฝีปากที่ซีดขาว
ทำให้นางดูน่าขันไม่น้อย
เวลานี้ได้ยินเพียงเสียงของรถม้าที่ยํ่าไปบนพื้นหิมะหนาสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่จมูกเป็นสันและริม
ฝีปากรูปกระจับของนาง แสงสว่างจากนอกรถม้ากระทบใบหน้าขาวผ่องของนางเผยให้เห็นความงามที่เปล่งประกายพุ่ง
ออกมาราวกับภาพวาดที่มีชีวิต
หัวใจของเขาละม้ายตกอยู่ในภวังค์
เด็กหนุ่มนอนมองต้วนชิงหมิงที่กำลังทำท่าครุ่นคิดแววตาที่งดงามของเขาเหมือนถูกหมอกควันปกคลุมทำให้มอง
เห็นภาพต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน
ไม่รู้ว่าทำไมความเงียบที่ผิดปกติของต้วนชิงหมิง จึงทำให้เขารู้สึกอึดอัดกดดันจนหายใจได้ไม่ทั่วท้อง
ความรู้สึกแบบนี้ทำให้แววตาของเขารู้สึกหนักอึ้งจนมองนางได้ไม่ขาดดังนั้นเขาจึงพูดเสียงสูง ถือหนังสือสะบัดไป
มาผ่านหน้าต้วนชิงหมิงที่กำลังเหม่อลอย “เฮ้……ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ!”
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงก็หันหน้ามาเห็นจมูกโด่งได้รูปกับริมฝีปากเรียวสวยของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่โดดเด่นออกมา
เหมือนกับหลุดออกมาจากภาพวาด หล่อเหลาจนทำให้ใจเต้นระรัว
เมื่อเห็นหนังสืออยู่ในมืออีกฝั่าย นางรีบยื่นมือออกไปแย่งกลับมาและค้อนขวับไปที่เขาหนึ่งทีพูดออกโกรธๆ “ข้า
จะอ่านหนังสือแบบนี้ไม่ได้เชียวหรือ หรือว่าในสายตาของท่านผู้หญิงควรอ่านหนังสือประเภทคำเตือนสอนใจผู้หญิง
กัน?”
เขาถูกนางต่อว่าอย่างโกรธเคืองไปเป็นชุด
ความเงียบงันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เหยียนหลิ่งอวี๋ก็หันหน้ากลับไปเปิดหน้าต่างด้านข้างดูบรรยากาศด้านนอกอยู่ๆ
สาวน้อยก็คิดขึ้นได้ว่าในช่วงสองวันมานี้เขามีท่าทีที่เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนทั้งไม่หาเรื่องและไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น แม้
กระทั่งเมื่อครู่ที่นางเผลอต่อว่าไปอย่างแรงเขากลับไม่คิดเล็กคิดน้อยสักนิดเดียว!
หรือว่าเขานิสัยเปลี่ยนไปแล้วกลับกลายเป็นคนที่จิตใจกว้างขวางอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่แน่! ต่อให้ครั้งนี้จะเอาไม้มาตีนางจนตายนางก็ไม่เชื่อว่าเขาเปลี่ยนนิสัย เช่นนั้นแล้วคำอธิบายก็มีเพียงอย่าง
เดียวก็คือเหยียนหลิ่งอวี๋คงคิดว่าเขาเป็นคนทำให้นางต้องลำบาก จึงเกรงใจและไม่กล้าที่จะเล่นงานนางใช่แล้วต้องเป็น
เช่นนั้นแน่!
[1] จินกังจิน หรือวัชรปรัชญาปารมิตาสูตรเป็นชื่อพระสูตรสำคัญหมวดปรัชญาปารมิตาของพระพุทธศาสนาฝั่าย
มหายาน เนื้อหาเกี่ยวกับการเทศนาสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากับพระสุภูติซึ่งเป็นพระอรหันต์สาวกที่พระเชตวันมหาวิหาร
ว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์