การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 146 วันเดือนปีเกิดไม่เข้ากัน
แม้จะได้อยู่กับเขาเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆแต่ก็ทำให้นางรู้ได้ถึงความสามารถในการแก้แค้นของเขา รวมทั้ง
อารมณ์ของเขาที่เปลี่ยนได้รวดเร็วยิ่งกว่าการเปิดหนังสืออ่านเสียอีก
ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ในตอนนี้กลับมาดุดันเช่นเดิมแล้วเมื่อครู่เขายังแกล้งนาง ทำท่าทางเหมือนพร้อมจะเอา
คืนนางอยู่เลยเหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนไป
นางนิ่งคิดอยู่ในภวังค์ เมื่อกลับถึงเมืองหลวงแล้วนางไม่อยากกลายเป็นเปั้าหมายขององค์ชายสามอีกครั้งเพราะ
การกลับมาในชาตินี้ของนางยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก อีกทั้งยังไม่อยากถูกเขาทรมานและทำให้โกรธจนตายยิ่งไปกว่านั้น
ก็ไม่อยากโดนเหล่าคุณหนูในเมืองหลวงด่าทอและใช้สายตาพิฆาตมองนาง
แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็ยากที่จะเอากลับคืนตอนนี้จะต้องทำอย่างไรให้องค์ชายเลิกทรมานนางดีนะ?
ต้วนชิงหมิงบีบผ้าเช็ดมือที่มือไปมาด้วยความรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมากเหตุใดเขาจะต้องเหม่อลอย? ทำไมนางจะ
ต้องต่อว่าเขาเฮ้อ!การเสียมารยาททั้งหมดต่อเขาคงเทียบกับคำว่า ‘รนหาที่ตาย’เป็นแน่
ในเมื่อเรื่องก็มาถึงขนาดนี้ก็คงต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว!เด็กสาวคนหนึ่งที่จิตใจกำลังตุ้มๆ ต่อมๆ พยายาม
ฝืนยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาติออกมา พูดอย่างอึกอักว่า “เอ่อ……เรื่องนั้น……องค์ชายสาม……เมื่อครู่ต้องขอโทษด้วยที่เสีย
มารยาท!”
เขามองนางมุ่นคิ้วน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงจิ้งจอกน้อยเอ่ยคำขอโทษเหยียนหลิ่งอวี๋ก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาในฉับพลัน
จิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ไม่เคยทำอะไรที่ต้องเสียเปรียบแล้วทำไมตอนนี้กลับเลือกที่จะขอโทษเขา!
พริบตาเดียวเขาก็เอื้อมมือไปจับหน้าต้วนชิงหมิงที่ยังมีความหวาดกลัวและสำนึกผิด สงสัยจิ้งจอกน้อยคงกลัวว่า
จะล่วงเกินและถูกตามคิดบัญชีจากเขาเป็นแน่แล้ว
ความคิดนี้ได้โผล่ขึ้นมา ทำให้ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ร้อนผ่าวขึ้นมารอยยิ้มที่ริมฝีปากเผยให้เห็นความเจ้าเล่ห์
เขาจึงพูดอย่างไร้อารมณ์ “ในสายตาของเจ้า ข้าเป็นคนที่แย่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
เจ้าคิด……เจ้าคิดแน่นอน……เจ้าต้องคิดแบบนั้น……เจ้าต้องคิดแบบนั้นอย่างแน่นอน!หรืออาจจะมีคำตอบที่มากก
ว่านี้เป็นแน่…
องค์ชายพูดออกมาโดยไม่คิดอะไรพลางใช้สายตามองเตือนสตินางอย่างนั้นนางจะกล้าพูดอะไรได้อีก จึงคลี่ยิ้ม
อย่างเสแสร้งพร้อมส่ายหน้าไปมา “ข้าไม่คิดแบบนั้นอย่างแน่นอน…ท่านเป็นคนใจกว้าง ไม่ได้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นแม้
สักนิด…”
ในตอนนั้นต้วนชิงหมิงคิดคำชมเยินยอทั้งหมดที่พอจะคิดได้ออกมาเพื่อต้องการให้องค์ชายได้สงบจิตสงบใจลง
เพียงแต่ต้วนชิงหมิงไม่รู้ว่านางคิดผิดหรือไม่ที่สรรหาคำพูดเยินยอมาขอโทษเขาเพราะยิ่งนางพูดมากเท่าไรสีหน้า
ขององค์ชายก็เปลี่ยนกลายเป็นดุดันมากขึ้น จนในที่สุดก็โกรธจัดเหมือนท้องฟั้าที่กำลังพิโรธต่อหน้าต่อตา
นางเห็นว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลจึงใช้วิธีเงียบปากไม่พูดเลยดีกว่าเขาไม่ได้ชอบคำพูดที่ไพเราะและยินยอมแบบนี้ เกิด
อะไรขึ้นวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือ?
พระอาทิตย์ไม่เคยขึ้นทางทิศตะวันตกเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ยินคำเยินยอที่ไพเราะจากปากต้วนชิงหมิงสีหน้าก็
แสดงออกอาการไม่พอใจ ในใจของเขาไม่ค่อยจะมีความสุขสักเท่าไรเหมือนกับคลื่นนํ้าที่ได้สาดถาโถมเข้ามาไม่หยุด
หย่อน
เขาหันหลังกลับไป เหลือเพียงด้านหลังที่เย็นชาให้ต้วนชิงหมิงได้ดู “เจ้าพูดจบหรือยัง?”
นางรีบพยักหน้าอย่างรีบร้อนภายหลังพบว่าอีกฝั่ายมองไม่เห็นนาง ดังนั้นนางจึงพูดเสริมไปอีกประโยคว่า “พูด
จบแล้ว!”
นํ้าเสียงที่เย็นชาละม้ายกำลังจับตัวเป็นนํ้าแข็งเหมือนกับหิมะที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง “พูดจบแล้วก็เงียบไปเสีย!”
ครั้งนี้นางงงเป็นไก่ตาแตก…เห็นทีวิธีเลียแข้งเลียขาคงใช้ไม่ได้ผลกับเขาแต่คำพูดชื่นชมเยินยอของนางออกมาจาก
ใจจริงนะ!
แย่แล้ว!องค์ชายคนนี้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียด้วยหลังจากกลับถึงเมืองหลวงนางคงไม่มีวันได้อยู่อย่างสุขสงบ
อย่างแน่นอนเลยเชียว!
เมื่อเห็นสีหน้าที่น่าสงสารและเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่งของนางเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเสียงในใจกลับเงียบสงบลง ราวกับ
ทุกอย่างได้มลายหายสิ้นไป
เขากลั้นยิ้มและพูดเบาๆ “ต่อไปเจ้าอย่าได้ล่วงเกินข้าส่วนข้าก็จะไม่รังแกเจ้าอีก!”
“หือ…จริงหรือ?”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วทันเห็นใบหน้าแฝงความชั่วร้ายของเขาที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไป สีหน้าของนาง
จึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างฉับพลัน “ท่านหลอกข้าหรือ?”
นํ้าเสียงของนางเปลี่ยนไปเหยียนหลิ่งอวี๋จึงรีบส่ายหน้าละลํ่าละลักพูด “แค่ประโยคเดียวเท่านั้น ข้าไม่ได้จะโทษ
เจ้า แต่เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าอวดฉลาด…”
ตอนนี้ใบหน้าของต้วนชิงหมิงก็ยิ่งดูไม่ได้ขึ้นไปอีก นางจึงยื่นมือชี้ไปนอกหน้าต่างกัดฟันพูดว่า “ไสหัวออกไปจาก
รถม้าของข้าเดี๋ยวนี้…”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตกใจจนหน้าเสีย
คำว่า ‘ไสหัวออกไป’เป็นคำที่ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครกล้าพูดกับเขาถือว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าใช้นํ้าเสียงที่โอหัง
เพื่อบอกให้องค์ชายสามที่สูงศักดิ์‘ไสหัวออกไปหรือ!!!’
นํ้าตาของนางได้ไหลรินอาบบนใบหน้าเป็นทางยาวจากนั้นจึงกัดริมฝีปากและพูดอย่างเคืองโกรธ “มาหลอกข้า
มันสนุกมากนักหรือ? องค์ชายสามที่สูงส่งอย่างท่านพูดแค่คำเดียวก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้แต่ว่าท่านเคยคิดบ้างหรือไม่
ว่าข้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ธรรมดา ไม่ใช่ของเล่นที่จะมาเล่นสนุกด้วย…ตอนนี้ท่านออกไปได้แล้วและนับแต่นี้อย่าให้ข้า
เห็นหน้าของท่านอีก…”
นางพูดอย่างไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูงแต่เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจว่านางคงรู้สึกว่าเขามาหลอกนางจึงโกรธเดือดดาลถึงเพียงนี้
ความเข้าใจของนางแบบนี้ ทำให้องค์ชายสามรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย
เขายังไม่ทันได้พูดอะไรต้วนชิงหมิงก็ร้องไห้พูดขึ้นก่อน “ข้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆมันไม่ง่ายเลย…ฮือ ฮือ! อยู่ที่
จวนก็มีคนคอยกลั่นแกล้งมาข้างนอกยังถูกคนมองว่าเป็นของเล่นเพื่อความบันเทิงอีก……”
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เคยเห็นใครร้องไห้แล้วยังมีท่าทางที่น่าหลงใหลได้ถึงเพียงนี้นางทำให้คนที่เห็นอดที่จะสงสาร
ระคนเอ็นดูไม่ได้ เขาอยากจะเข้าไปช่วยซับนํ้าตาให้กับนางแต่ก็กลัวว่าจะดูไม่ดีเมื่อเห็นนางยังร้องไห้อย่างไม่มีท่าทีว่าจะ
หยุดลงเขาก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมาในที่สุดเขาก็ถอนหายใจพร้อมกับโบกมือพูดขึ้น
“พอได้แล้ว ไม่ต้องร้องคนอื่นได้ยินจนหมดแล้ว…ต่อไปข้าจะไม่แกล้งเจ้าก็แล้วกัน!”
นางได้ฟังก็เงยหน้าที่เปือนนํ้าตามองไปที่เขา “ท่านพูดคำไหนคำนั้นใช่หรือไม่?”
เขาถูกสายตาของต้วนชิงหมิงมองจนจิตใจว้าวุ่นไปหมดจึงรีบพยักหน้า “พูดคำไหนคำนั้นแน่นอน!”
ต้วนชิงหมิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มทั้งนํ้าตาจากนั้นค่อยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับนํ้าตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนนี้อีกฝั่ายเหมือนถูกสายฟั้าฟาด “เจ้าดัดหลังข้าหรือ?”
นางตอบเรียบนิ่ง “ใครดัดหลังท่าน ข้าไม่ได้ทำ……”
นางก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยปากขึ้นอย่างลอยหน้าลอยตา “ข้าเพียงใช้วิธีของอีกฝั่ายในการเอาคืนก็
เท่านั้น!”
ครั้งนี้เหยียนหลิ่งอวี๋เสียรู้เข้าแล้วต้วนชิงหมิงเห็นทีก็รีบพูดขึ้น “ท่านบอกว่าจะไม่รังแกข้าอีกพูดคำไหนคำนั้นห้าม
กลับคำ!”
หึ หึ!เขาเป็นแบบอย่างของการใช้อำนาจบาตรใหญ่…เขาสามารถจัดการหรือเล่นงานอีกฝั่ายได้แต่อีกฝั่ายจะทำ
แบบนั้นกับเขาไม่ได้
บนโลกนี้ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกัน?
เขาเสียรู้นางจนสีหน้าดูไม่จืด เขากัดฟันตอบ “สิ่งที่ข้าพูด…พูดคำไหนเป็นคำนั้นแน่นอน!”
ระหว่างที่พูดไปเขาก็เอื้อมมือไปจับแขนที่ไม่ได้บาดเจ็บของต้วนชิงหมิงขึ้นมาจากนั้นก็กัดแบบเต็มแรงไปทีหนึ่ง
นางรู้สึกเจ็บไปหมด ทั้งกลัวคนนอกมาเห็นแต่ในรถม้านอกจากเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยังมีเถี่ยเฟิงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และแม่
นมหนิงที่นั่งอยู่ด้านนอก ตลอดทางทั้งสองคนพูดเสียงเบากันมากถ้าจู่ๆ เกิดร้องเสียงดังขึ้นมาจะต้องเรียกความสนใจได้
ไม่น้อย!
ต้วนชิงหมิงเจ็บปวดจนนํ้าตาไหลออกมา!นางพยายามดิ้นให้หลุดจากมือเขา พูดอย่างโมโห “ท่านกัดข้าทำไม
เนี่ย?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เช็ดเลือดที่ติดอยู่ริมฝีปากโดยไม่สนใจจึงค่อยใช้สายตาที่น่าหวาดกลัวจ้องมองไปที่นาง พูดอย่าง
โกรธแค้น “ข้ารับปากเจ้าแค่ว่าจะไม่รังแกเจ้า แต่ไม่ได้รับปากว่าจะไม่กัดเจ้า…”
ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ทำให้ต้วนชิงหมิงพูดอะไรไม่ออก
นางนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของรถม้าจับแขนที่ถูกกัดจนเลือดออกเบะปากอย่างแรงและจ้องมองต่อว่าต่อขานไปยังเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ที่นอนกินที่ไปกว่าครึ่งเหมือนที่โบราณว่า……คิดจะเอาเปรียบเขาแต่ตัวเองกลับเสียเปรียบแทน……สุภาษิตนี้คง
ต้องการที่จะบอกนางเป็นแน่!
ดูท่าองค์ชายสามกับต้วนชิงหมิงวันเดือนปีเกิดไม่เข้ากันจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะตัดขาดการติดต่อกันไปดังนั้นนาง
จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า ครั้งหน้าถ้าเขาเลือกทางเดินไหนนางจะเลือกอีกทางหนึ่ง!