การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 148 สติปัญญาของต้วนชิงหมิง
เดิมทีต้วนชิงหมิงคิดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะไม่ยอมลงจากรถหรือไม่ก็คงจะสั่งสอนนางอีกชุดใหญ่
แต่สิ่งที่ทำให้เด็กสาวตกใจคงเป็นใบหน้าที่บึ้งตึงขององค์ชายทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา และการก
ระโดดลงจากรถม้า หายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังการแลกเปลี่ยนข้อตกลงระหว่างนางกับเขา
แรกเริ่มเดิมทีความกลัวที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีของนางเกิดมาจากการกลัวว่าองค์ชายจะเปลี่ยนแปลงคำที่พูดไว้ทว่า
ภายหลังจากที่รถม้าผ่านเข้าประตูเมือง นางจึงวางใจลงได้…ดูท่าเขาคงโกรธนางเป็นจริงเป็นจังและตัดสินใจไม่ข้องเกี่ยว
กับนางอีก
ในที่สุดก็หลุดพ้นจากเหยียนหลิ่งอวี๋ได้เสียทีต้วนชิงหมิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกนับแต่นี้ต่อไปนางจะไม่ต้อง
หวาดระแวงกับการเอาคืนขององค์ชายอีกต่อไป
รถม้าได้เหยียบผ่านหิมะแรกจากหน้าประตูเมืองผ่านเข้ามาเพื่อเดินตรงไปที่หน้าจวนต้วน ระหว่างทางนางจะต้อง
ผ่านตลาดที่คึกคัก จึงอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ……วันเวลาที่แสนสบายนั่งรถชมวิวกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วจากนี้
นางจะต้องรวบรวมกำลังในการรับศึกที่จะมา
ต้วนชิงหมิงกลับมาถึงจวนต้วนแล้วก่อนอื่นก็แจกจ่ายของขวัญให้แต่ละเรือนจากนั้นก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและไป
คารวะต้วนเจิ้ง!
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารเย็นต้วนเจิ้งน่าจะกำลังอ่านหนังสือหรือไม่ก็จัดการธุระอยู่ที่ห้องหนังสือ
นางได้ยินมาว่าหิมะตกหนักทำให้เดินทางได้ยากลำบากดังนั้นการออกศึกต้องเลื่อนออกไป ในชาติที่แล้ววันที่เก้า
เดือนเก้าต้วนชิงหมิงจำได้ว่าเป็นวันที่ต้วนเจิ้งออกศึกในชาตินี้เหมือนเวลาย้อนกลับมาอีกครั้งแล้วไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรที่
เปลี่ยนแปลงไปบ้างต่อจากนี้
ในเมื่อต้วนเจิ้งยังอยู่นางก็ยังพอมีเวลาอีกนานที่ให้เขาได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของหลิวหรง ให้รู้ว่าในชาติที่แล้วต้
วนชิงหมิงต้องใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างไร
ต้วนเจิ้งในตอนนี้ต้องเข้าประชุมที่วังหลวงทุกวันเพื่อให้คำปรึกษาฮ่องเต้เรื่องเขตชายแดน หรือไม่ก็ให้คำปรึกษา
ในการฝึกซ้อมกองทหารแต่ในช่วงนี้กลับมีเวลาว่างเหลือเฟือ
เด็กสาวผลักประตูห้องอ่านหนังสือของต้วนเจิ้งเข้าไปก็ได้กลิ่นหอมเย็นเข้ามาปะทะจมูก จากนั้นค่อยเดินเข้าไป
ภายในห้องไม่ได้จุดเทียนมีแต่แสงจากเตาผิงไฟ
ต้วนเจิ้งนั่งอยู่ด้านหลังของโต๊ะตัวใหญ่ที่ด้านหน้ามีเอกสารกองจนเต็มสีหน้าที่กำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง ดูตั้ง
อกตั้งใจของผู้เป็นบิดา แม้ต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปก็ยังมองไม่เห็น
ถ่านก้อนใหญ่ที่กำลังให้ความร้อนทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลินางขยับนิ้วที่รู้สึกชาไปมา
อย่างช้าๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าคารวะและเรียกเสียงชัดแจ๋ว “ชิงหมิงคารวะท่านพ่อ!”
เสียงเรียกสดใสทำให้ต้วนเจิ้งได้สติกลับมาเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงจึงยิ้มให้ “ชิงหมิงกลับมาแล้วหรือ ข้างนอกอากาศ
หนาวมีตรงไหนที่ไม่สบายหรือไม่ลูก”
“ไม่กล้ารบกวนท่านพ่อหรอกเจ้าค่ะลูกสบายดี……” นางตอบยิ้มๆ
พริบตาเดียวนางก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก “ชิงหมิงคิดถึงท่านพ่อมากจึงรีบเดินเข้ามา เพื่อมาคารวะท่านพ่อเลย!”
ต้วนเจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ “ปากของชิงหมิงนี่จะหวานอะไรปานนั้นลูกมีเรื่องหรือไม่มีเรื่อง เจ้าก็ชอบ
มาหาหลอกให้พ่อดีใจไม่ใช่!”
“ใครใช้ให้ชิงหมิงมีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเหมือนท่านพ่อล่ะ” เด็กสาวยิ้มเจ้าเล่ห์
แสงไฟที่ไม่ค่อยสว่างส่องไปที่ใบหน้าที่ขาวหมดจดราวกับหิมะของต้วนชิงหมิงเมื่อมองด้านข้างก็คล้ายกับฮูหยิน
ติงโหรวทำให้เขาคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมามากมายแต่น่าเสียดายที่ติงโหรวจากไปเสียก่อนเหลือของลํ้าค่าไว้เพียงอย่าง
เดียวคือลูกชายกับลูกสาวให้เขาดูแล
ต้วนเจิ้งถอนหายใจเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ชิงหมิงกลับมาก็ดีแล้วอีกไม่กี่วันก็เป็นวันเกิดครบรอบสิบปีของเจ้า
ถึงตอนนั้นพ่อจะเชิญเพื่อนๆมาร่วมงานให้สนุกสนาน!”
นางได้ฟังก็พูดอย่างดีอกดีใจ “เรื่องนี้แล้วแต่ท่านพ่อจะเห็นสมควรเจ้าค่ะ!”
อย่างไรเสียนางก็ยังอายุน้อยอีกอย่างไม่ว่าจะชาติที่แล้วหรือชาตินี้ต้วนชิงหมิงก็ยังไม่เคยจัดงานวันเกิดครบรอบ
สิบปีเช่นนี้ เมื่อได้ฟังที่ต้วนเจิ้งจัดแจงก็ดีใจจนออกนอกหน้า
เมื่อเขาพูดจบต้วนชิงหมิงก็เดินไปนวดไหล่ด้านหลังอย่างนิ่มนวลให้กับต้วนเจิ้งถามอย่างอ่อนโยน “ท่านพ่อมีเรื่อง
อะไรที่อยากจะจัดการหรือเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงนวดไหล่ให้กับต้วนเจิ้งที่นั่งมาเป็นระยะเวลานานทำให้เขารู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมา พอได้ยินที่ต้
วนชิงหมิงถามขึ้นเดิมทีเขาอยากจะตอบว่าเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่เกี่ยวแต่เมื่อเห็นว่าต้วนชิงหมิงมีสติปัญญาหลักแหลม
เขาจึงคิดอยากถามขึ้นมาไม่แน่ว่านางอาจจะแก้ปัญหาได้อย่างเหนือความคาดหมายก็เป็นได้!
ต้วนเจิ้งปรือตาขึ้นและเปิดพระราชโองการออก “ชิงหมิง เจ้าลองช่วยพ่อคิดดูหน่อยว่าพอจะมีความคิดอะไรดีๆ
บ้าง!”
เด็กสาวตอบเสียงกังวานสดใส “ได้เจ้าค่ะ!”
พูดไปก็เดินเข้ามาที่โต๊ะหนังสือหยิบพระราชโองการอ่านรอบหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ
ที่แท้เป็นราชโองการให้สร้างตำหนักหนึ่งหลังเนื่องจากพระพันปีฝันว่ามีหงส์บินอยู่บนเขาเฟิงหมิงซานหลังจากที่
ตื่นขึ้นก็ให้หมอมาทำนายปรากฏว่าเป็นเรื่องมงคลจึงอยากสร้างตำหนักขึ้นมา
ฮ่องเต้เป็นคนที่กตัญูดังนั้นถึงมอบเรื่องนี้ให้ทั้งห้ากรมพิจารณาแต่ไม่ว่าทั้งห้ากรมบอกทูลว่าจะก่อสร้างหรือไม่
ก่อสร้างล้วนแล้วแต่ไม่เป็นที่พอพระทัยของฮ่องเต้เมื่อถกไปถกมาก็โยนมาให้เสนาบดีกรมอาญารับผิดชอบเสียอย่างนั้น
เสนาบดีกรมอาญาเป็นเพื่อนสนิทของต้วนเจิ้งไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นที่พอพระทัยของฮ่องเต้วันนี้เพื่อน
ของเขาได้ขอลาปั่วยไม่เข้าไปประชุมที่ท้องพระโรงอีกทั้งยังเสนอชื่อต้วนเจิ้งฮ่องเต้จึงมอบให้ต้วนเจิ้งแทนที่เสนาบดีกรม
อาญาเป็นการชั่วคราวและมอบหน้าที่นี้ให้เขาจัดการ
ต้วนชิงหมิงจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าพระพันปีหลวงโจวมีนิสัยค่อนข้างแข็งกร้าวหลายปีมานี้ได้ดูแลวังหลังอีก
ครั้งบีบให้ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ไปแล้วหนึ่งองค์จากนั้นค่อยแต่งตั้งฮองเฮาโจวขึ้นมาแม้ภายนอกห้องเต้จะเคารพพระพันปี
หลวงโจอย่างมากแต่ข่าวที่ไม่ลงรอยของทั้งสองพระองค์ก็เป็นที่รํ่าลือกันไปทั่ว
ตอนนี้ฮ่องเต้จึงเลื่อนการสร้างตำหนักออกไปเพื่อเห็นแก่สุขทุกข์ของราษฎร ยิ่งไปกว่านั้นอยากจะทรมานพระ
พันปีหลวงโจวเสียหน่อยแต่น่าเสียดายตรงที่ขุนนางในราชสำนัก ถ้าไม่อ่านพระไทยของฮ่องเต้ออกก็เป็นคนของตระกูล
โจว ในที่สุดก็ไม่มีใครอยากจะรับงานนี้ไปทำ!
ต้วนชิงหมิงอ่านจบก็อดที่จะส่ายหัวไม่ได้…ที่จริงเรื่องนี้ต้องเป็นเสนาบดีกรมโยธาธิการมาจัดการแต่พอดีตำแหน่ง
นี้ยังว่างอยู่ดังนั้นจึงต้องโดดมาเป็นหน้าที่ของเสนาบดีกรมอาญาดูแล้วความสัมพันธ์ของพระพันปีหลวงกับฮ่องเต้จะไม่
ลงร่องลงรอยกันในเรื่องนี้
นางคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงยิ้มเล็กน้อย “ท่านพ่อเคยคิดหรือไม่ว่าเรื่องจะสร้างหรือไม่สร้างตำหนักไม่ใช่หน้าที่ที่
กรมไหนจะต้องรับผิดชอบ แต่อยู่ที่การตัดสินใจของฮ่องเต้ต่างหากไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน?”
ต้วนเจิ้งส่ายหน้าพูดช้าๆ “เรื่องพระทัยฝั่าบาทยากที่จะคาดเดาได้…”
ครุ่นคิดอยู่ครู่เขาก็พูดเสริมขึ้นมา “แต่ว่าในสายตาของพ่อ ฝั่าบาทน่าจะไม่สนับสนุน……เพราะหลายปีมานี้แม้
ประเทศจะสงบสุขแต่ยังมีศึกสงครามที่ชายแดนอยู่มาก อีกทั้งเงินในท้องพระโรงก็ไม่เพียงพอจึงไม่อาจใช้ตามอำเภอใจได้
อีกทั้งฮ่องเต้ยังประหยัดมัธยัสถ์แต่ตำหนักที่พระพันปีวางแผนไว้ทั้งอาและใหญ่โตดังนั้นฝั่าบาทคงจะมีท่าทีไม่สนับสนุน
ในเรื่องนี้”
ต้วนเจิ้งคิดถึงตรงจุดนี้ก็ขมวดคิ้วขึ้นพูดอย่างแปลกใจ “วันนี้พระราชโองการส่งมาถึงทั้งห้ากรม เนื่องจาก
ตำแหน่งเสนาบดีกรมโยธาธิการยังว่างอยู่จึงต้องการความคิดเห็นจากทั้งห้ากรมฝั่าบาทจึงมีรับสั่งให้ทั้งห้ากรมช่วยกันแก้
ปัญหาเรื่องนี้ เสนาบดีกรมข้าราชการพลเรือนโจวเหว่ยเป็นหลานชายของพระพันปีโจวจึงผลักดันเรื่องนี้ฝั่าบาทได้ทราบ
จึงไม่พอพระทัย ส่วนเสนาบดีกรมกลาโหมหลิวปี ได้เขียนรายงานว่าการสร้างในครั้งนี้ต้องใช้งบประมาณและแรงคนงาน
จำนวนมากจึงขอคัดค้าน แต่น่าเสียดายที่เขาพูดออกมาก็ถูกฝั่าบาทตำหนิว่าไม่เคารพต่อสิ่งที่ฟั้าดินกำหนดยิ่งยังขัดกับ
ความปรารถนาดีของพระพันปี จึงถูกหักเบี้ยหวัดเป็นเวลาสองเดือน”