การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 154 ท่านพ่อของหลิวยวน
หากต้วนชิงหมิงจำไม่ผิด เมื่อสองวันที่ผ่านมาถ้าเทียบเวลากับชาติที่แล้ว จะเป็นวันดีวันหนึ่ง ในวันนั้นหิมะแรก
ของปีได้ตกโปรยปรายลงมา และเป็นวันที่เสนาบดีฝั่ายขวาหลิวจื๋อยอมรับหลิวยวนเป็นลูกชายอย่างเปิดเผย พร้อมกับ
งานเลี้ยงต้อนรับกลับอย่างใหญ่โต
แต่สิ่งที่ต้วนชิงหมิงคาดไม่ถึงคือ หลิวยวนยังอยู่ที่จวนต้วนเป็นเพื่อนต้วนอวี้จนถึงตอนนี้
แสงไฟจากเปลวเทียนสาดส่องเผยให้เห็นรูปร่างอรชรของต้วนชิงหมิงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน สีผมดำขลับของนางรับ
กับใบหน้าเรียบนิ่ง ในแววตาที่เป็นประกายวิบวับคู่นั้น กลับแฝงไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ ยามที่นางเผยยิ้มยิ่งชวนให้
หลงใหลราวกับมวลบุปผาที่กำลังผลิบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทว่ายามที่นางนิ่งเฉยกลับเงียบสงบระคนสุขุมละม้ายหิมะที่
โปรยปรายจากนภากาศ เพราะนางช่วยชีวิตเขาไว้จึงทำให้เขามีชีวิตที่เปลี่ยนไปเช่นนี้
หลิวยวนมองต้วนชิงหมิงอมยิ้มน้อยๆ “ในที่สุดเจ้าก็กลับมา…เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าก็คงจะต้องไปแล้ว!”
นางหันมามองผู้ที่เพิ่งมาอย่างตกใจ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับตกใจมากกว่า “เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ต้วนชิงหมิงไม่ได้ตกใจเพราะว่าหลิวยวนจากไปเร็ว แต่เป็นเพราะนางกับต้วนอวี้ จึงทำให้เขาไม่ได้ไปพบท่านพ่อ
ในเวลาที่ดีที่สุด
เด็กหนุ่มมองอีกฝั่ายด้วยรอยยิ้ม ค่อยๆ อธิบายเรื่องราว “เรื่องยอมรับเป็นพ่อลูกนั้นทำไปแล้วเมื่อวาน เพียงแต่
เจ้ายังไม่กลับมา และข้าก็ยังเป็นห่วงต้วนอวี้อยู่ด้วย จึงขอร้องท่านพ่อให้เลื่อนการจัดงานเลี้ยงออกไปเสียสองสามวัน พอ
รู้ว่าเจ้ากลับมาวันนี้ ข้าจึงตั้งใจจัดงานในวันพรุ่งนี้แทน!”
เรื่องอันตรายในจวนต้วน หลิวยวนต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดี เขารู้ว่าต้วนอวี้มีความสำคัญต่อต้วนชิงหมิงมากแค่ไหน ดัง
นั้นจึงเป็นหน้าที่เขาที่จะต้องดูแลต้วนอวี้ให้ปลอดภัยในช่วงที่นางไม่ได้อยู่ที่จวน
แต่ตอนนี้ต้วนชิงหมิงเดินทางกลับมาแล้ว เขาจึงสามารถวางใจและจากไปได้อย่างไม่เป็นกังวล
หลิวยวนเป็นคนฉลาดหลักแหลม ฉะนั้นระหว่างที่เขาปกปั้องต้วนอวี้อยู่ในจวน จึงถือโอกาสครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาจะ
ต้องเผชิญในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ได้ฟังที่หลิวยวนพูด นางก็ซาบซึ้งใจอย่างมาก “เช่นนั้น ข้าต้องขอบคุณพี่หลิวอย่างมาก…”
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง ตั้งใจมองไปที่นางด้วยสายตาที่แฝงความรู้สึกไว้อย่างมากมายจนแทบจะล้น
ออกมา ละม้ายมีสิ่งที่อยากจะพูดแต่ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกมาได้ ทว่าเมื่อพูดกลับเหลือเพียงประโยคเดียว “ชิงหมิง
ข้าว่าข้าควรจะบอกเจ้า ท่านพ่อของพี่ชื่อหลิวจื๋อ…พี่เป็นลูกชายคนเดียวของเขา”
เสนาบดีฝั่ายขวาหลิวจื๋อเป็นผู้ที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว อีกทั้งยังมีอำนาจบารมีมากมาย
หากต้วนชิงหมิงรู้ว่าหลิวจื๋อเป็นท่านพ่อของเขา ก็ไม่รู้ว่านางจะรู้สึกตกใจเพียงใด
นางจะคิดอย่างไร?
เมื่อคิดแบบนี้ สายตาของหลิวยวนก็จับจ้องไปที่ต้วนชิงหมิงโดยตรงเหมือนอยากจะมองให้ทะลุลงไปในใจของนาง
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาคือ นางได้แต่ยิ้มเล็กน้อยโดยที่ไม่ได้ตอบอะไร!
จะให้นางเสแสร้งว่าตกใจกับเรื่องที่ได้ฟังนั้น นางทำไม่ได้และถึงทำหลิวยวนก็พอจะดูออก เพียงแต่สิ่งที่นางอยาก
จะบอกหลิวยวนก็คือ ไม่ว่าเขาจะเป็นลูกชายของใครแต่ในใจของนางนั้น เขายังคงเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่นางจริงใจด้วย
เหมือนเดิม
เมื่อเห็นสีหน้าของต้วนชิงหมิง หลิวยวนก็ยิ้มเจื่อนๆ “ชิงหมิง เจ้าเดาออกมาตั้งนานแล้วใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้มบางๆ แต่แววตากลับผุดประกายสว่างไสวจนทำให้อีกฝั่ายไม่อาจลืมตามองได้ตรงๆ จากนั้นนาง
ก็พูดสารภาพว่า “พูดจริงๆ เลยนะพี่หลิว ข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย!”
“แต่ว่าน้องไม่รู้สึกประหลาดใจเลยหรือ?” เขาถามอย่างรวดเร็วเมื่อได้ฟัง พลางเลิกคิ้วขึ้นและเม้มปากเบาๆ
ต้วนชิงหมิงยื่นมือไปรวบผมที่ถูกลมพัดยุ่งเหยิงให้ไปอยู่ด้านหลัง พูดเสียงแผ่วเบา “สำหรับข้านั้น ไม่ว่าท่านพ่อ
ของพี่หลิวจะเป็นใครก็หาใช่เรื่องสำคัญไม่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขาให้ความสำคัญกับพี่และทำให้ให้พี่มีความสุขไปทั้งชีวิตก็
เพียงพอแล้ว!”
นางหยุดเว้นจังหวะชั่วครู่จากนั้นก็พูดต่ออีกว่า “เมื่อครู่ชิงหมิงได้ยินว่า ท่านพ่อของพี่หลิวยอมเลื่อนงานเลี้ยง
ออกไป ยิ่งไปกว่านั้นยังให้พี่หลิวเลือกวันที่จะเข้าจวนอีก ดูท่าทางแล้วท่านพ่อจะต้องให้ความสำคัญกับพี่อย่างมากเป็น
แน่ หากเป็นเช่นนี้น้องก็สบายใจแล้ว!”
หลิวยวนได้ยินได้ฟังในใจก็เกิดซาบซึ้งขึ้นมา “ชิงหมิง เจ้า…”
เขาจะบอกต้วนชิงหมิงอย่างไรดีว่า เขาเป็นลูกชายคนเดียวของหลิวจื๋อจึงได้รับความสำคัญอย่างมาก อีกทางเขา
จะบอกต้นชิงหมิงอย่างไรดีว่า หนทางของเขาข้างหน้าก็จะไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบอีกแล้ว ความขัดแย้งในจวนของ
เขาไม่น้อยไปกว่าจวนของท่านแม่ทัพต้วนเลย
จะบอกนางอย่างไรดีว่า หลิวจื๋อคาดหวังกับเขาสูงมาก ดังนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาจะต้องศึกษาเล่าเรียนอย่าง
มากจนไม่มีแม้กระทั่งเวลาออกจากจวน
คำพูดที่คิดเมื่อครู่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่พูดมันออกมาเด็ดขาด จากนั้นเขามองไปที่ใบหน้าที่เปียมด้วยรอยยิ้ม
ของต้วนชิงหมิง
หลิวยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากขึ้น “พรุ่งนี้ข้าหวังว่าเจ้าจะพาต้วนอวี้ไปร่วมงานเลี้ยงของข้าด้วย!”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว!”
ความปรารถนาในใจของต้วนชิงหมิงสูงสุดของเรื่องนี้ คือการปูทางให้ต้วนอวี้ได้รู้จักกับหลิวยวน ยิ่งเวลานี้เด็ก
หนุ่มเบื้องหน้าถึงขั้นเอ่ยปากชวนนางและน้องชายไปงานเลี้ยงด้วย เช่นนั้นมีหรือที่นางจะปฏิเสธ!
ทว่าภายในใจของหลิวยวนที่ยังไม่สงบนิ่งตั้งแต่เมื่อครู่ เวลานี้เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงตกปากรับคำเชิญ เขาก็พลัน
ดีใจขึ้นมาในทันที “อย่างนั้น ข้าต้องขอตัวไปเก็บข้าวของก่อน!”
นางได้ฟังก็หัวเราะขึ้นทันที “อ่อ เกือบลืมไปเลย……ข้าขอแสดงความยินดีด้วยพี่หลิว!”
เขายิ้มตอบกลับ “ขอให้มีความสุขเช่นกัน!”
พูดเสร็จก็เรียกต้วนอวี้เดินออกไปอย่างดีอกดีใจ
ต้วนชิงหมิงมองตามด้านหลังของหลิวยวนนิ่ง ละม้ายตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง!
ถ้านางจำไม่ผิดล่ะก็ ระหว่างทางที่หลิวยวนจะกลับไปจวนไม่ได้ราบรื่น วันที่จัดงานเลี้ยงในวันนั้นเขาจะถูกคนมา
“วางอำนาจบาตรใหญ่ใส่” จากนั้นจะเจอกับเรื่องไม่ดีต่างๆ เขาถูกหลิวหรงใส่ร้ายและบังคับให้แต่งงาน แม้เรื่องนี้หลิวจื๋อ
จะพยายามช่วยปกปิด แต่ก็ยังมีเรื่องให้เอามาเล่นงานได้ จึงทำให้มีช่วงหนึ่ง ที่เขาไม่อยากสู้หน้าใคร
ยิ่งไปกว่านั้นในจวนเซียงมีคุณหนูใหญ่ที่โอหัง คุณหนูรองที่โหดเหี้ยมรวมถึงฮูหยินที่มารยาเสแสร้ง ทำให้ชีวิตของ
หลิวยวนในจวนเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่นางได้ยินได้ฟังมาในชาติที่แล้ว ยังมีเรื่องหลิวยวนลาออกจากการรับราชการและออกจาก
จวนเซียง ก็แสดงว่าเรื่องเหล่านี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีมูล
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจอย่างเชื่องช้า กลัวว่าพรุ่งนี้นางจะต้องเผชิญหน้ากับฮูหยินของท่านเสนาบดี ที่ใช้สายตา
เหยียดยามและดูถูกดูแคลนนางเป็นแน่
นางจึงค่อยๆ หลับตาลงและพูดเสียงแผ่วเบา “แม่นมหนิง ช่วยข้าทำเรื่องหนึ่ง…”
ในเมื่อชาติที่แล้ว หลิวยวนมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ เช่นนั้นนางหวังว่าการได้เข้ามาปรากฏตัวในชีวิตของเขา อย่างน้อย
จะช่วยให้ไม่ทุกข์หนักหนาถึงปานนั้น
พี่หลิว ข้าช่วยพี่ได้มากที่สุดเพียงเท่านี้ ที่เหลือพี่ต้องเผชิญหน้าต่อสู้เอาเอง!
วันถัดมา ต้วนชิงหมิงตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ขานเรียกแม่นมหนิงมาทำผมให้ กระจกทองเหลืองสะท้อนใบหน้าที่
สวยงามดั่งบุปผาและแววตาที่สดใสของนางออกมา
ที่จริงแล้ว พูดถึงเรื่องการทำผม ฝีมือของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่เป็นรองใคร อีกทั้งได้ผ่านการอบรมอย่างหนักก็สามารถ
ทำผมได้หลายทรงอยู่
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ต้วนชิงหมิงถึงยังคงชอบให้แม่นมหนิงเกล้าผมให้ เมื่อแม่นมหนิงปล่อยผมนางให้ไหลลงมาและ
ใช้มือหวีอย่างเบามือ ต้วนชิงหมิงก็มักจะคิดถึงภาพแม่นมหนิงพี่ช่วยแต่งตัวให้กับฮูหยินติงโหรว
ภาพเหตุการณ์นั้นเหมือนเพิ่งปรากฏต่อหน้าเมื่อวาน แต่ว่าชีวิตของท่านแม่และนางสร้างถูกแยกกันอยู่คนละภพ
ชาติ
ต้วนชิงหมิงจึงค่อยๆ หลับตาลง จากนั้นหันไปพูดกับแม่นมหนิง “แม่นมเกล้าผมทรงเด็กแล้วกัน!”
แม่นมหนิงผงะไปเล็กน้อย “คุณ……คุณหนู วันนี้จะไปจวนเซียงของท่านเสนาบดี เกล้าผมทรงเด็กจะเหมาะสม
หรือเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มตอบ “ก็เพราะไปเป็นแขกที่จวนเซียง ถึงจะต้องเกล้าผมทรงเด็ก!”
การกลั่นแกล้งของฮูหยินเสนาบดีจะต้องมาอย่างหนักแน่นอน รวมไปถึงคุณหนูทั้งสองในจวนเซียงก็พอจะเอา
เรื่องอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อพวกนางต้องเผชิญหน้ากับหลิวยวนที่จะมาแย่งความรักจากท่านพ่อจึงทำให้พวกนางชิงชัง
เขา คิดดูแล้วไม่รู้ว่าคำพูดพวกนั้นจะร้ายกาจมากเพียงไร ถ้าต้วนชิงหมิงแต่งตัวแบบนี้อย่างน้อยก็จะช่วยลดปัญหาให้กับ
นางเอง
เพราะอย่างไรเสียคนโดยทั่วไปเมื่อเห็นสาวน้อยที่ยังเกล้าผมทรงเด็กอยู่จะเอ็นดูสงสารอยู่บ้าง อีกทางก็สามารถ
แกล้งทำตัวไร้เดียงสาไม่รู้เรื่อง ก็ยิ่งทำให้เรียกคะแนนความเอ็นดูสงสารเพิ่มอีกหลายเท่าตัว!
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยืนกรานหนักแน่น แม่นมหนิงที่มีไหวพริบก็เริ่มทำอย่างเงียบๆ