การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 155 เก็บถุงหอมได้
เส้นผมยาวสลวยประดุจผ้าไหมของต้วนชิงหมิงถูกจัดให้เข้าที่เข้าทางด้วยความประณีตบรรจงของแม่นมหนิง
คราวนี้นางละทิ้งเครื่องประดับระยิบระยับงดงาม แต่กลับเลือกประดับไข่มุกที่ส่องแสงแวววาวแทน ทว่านั่นยิ่งช่วยขับให้
ผิวของเด็กสาวดูขาวราวกับหิมะแรกโปรยปราย
วันนี้ต้วนชิงหมิงเกล้าผมทรงเด็กสาว ดังนั้นการแต่งกายของนางจึงเลือกใช้สีโทนอ่อนสบายตามากกว่าสีเข้ม
ฉูดฉาด
เสื้อผ้าฝั้ายปักลายสีชมพูอ่อนคู่กันกับกระโปรงจีบสีเขียวนํ้าทะเล ด้านนอกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่เพิ่ง
จะสั่งตัดใหม่ปีนี้ เด็กสาวที่ดูน่ารักไร้เดียงสาในกระจกคนนั้นดูงดงามยากจะหาใครเทียบได้ ราวกับนางฟั้าลงมาเกิดยัง
โลกมนุษย์ นางกำลังส่งยิ้มให้กับต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกัน หากมีคนพบเห็นคงไม่สามารถละสายตาได้เป็นแน่
เด็กสาวยืนหมุนตัวหน้ากระจกรอบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มน้อย ๆ “เอาล่ะ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ไปเรียกต้วนอวี้มา แล้วพวก
เราก็ไปกันเถอะ”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบรับแล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที ทว่าในวันนี้นางก็แต่งตัวได้สะดุดตามากเช่นกัน
เสื้อคลุมสีเขียวและกระโปรงยาวสีเดียวกัน เป็นชุดเสื้อผ้าที่เพิ่งสั่งตัดมาใหม่ ด้านบนศีรษะของนางเกล้าผมทรง
บ่าวรับใช้ที่สดใส ผัดแปั้งอ่อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมละมุน
เมื่อนางยืนข้างๆ ต้วนชิงหมิง จึงเห็นได้ชัดว่าความสูงของนางเลยพ้นต้วนชิงหมิงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้จะดู
สวยงามแต่ไม่อาจเทียบกับต้วนชิงหมิงได้
“เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ วันนี้เจ้าดูดีเชียวนะ” ต้วนชิงหมิงเอ่ยชมเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ที่ยืนยิ้มร่าเริงอยู่ตรงหน้า วันนี้นางเกล้าผม
ทรงสาวน้อย ส่วนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เกล้าเก็บผมอย่างเรียบง่าย แบบที่บ่าวรับใช้นิยมทำกัน
แม้ต้วนชิงหมิงจะย้อนกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิม ทว่าในความคิดของนางก็ยังคงเป็นความคิดของผู้ใหญ่ ดังนั้น
เมื่อนางมองไปที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ละม้ายกับว่าอีกฝั่ายเป็นบ่าวรับใช้ในชาติที่แล้ว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ได้ยินคำพูดของเด็กสาว จึงรีบปันหน้าของนางให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น “คุณหนู บ่าวอายุมากกว่าคุณหนู
ถึงสามปีเลยนะเจ้าคะ!”
นางบ่นพึมพำกับตัวเอง ละม้ายไม่พอใจที่ต้วนชิงหมิงพูดละม้ายว่านางยังเป็นเด็ก
อีกฝั่ายหาได้สนใจไม่ เขย่งปลายเท้าขึ้นแล้วตบไหล่ของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เบาๆ “เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ!”
ก่อนออกจากบ้าน ต้วนชิงหมิงยัดถุงหอมที่เย็บอย่างประณีตใส่มือเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ พลางเอ่ยกำชับกับนางว่าจะต้อง
ทำอย่างไร! เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟัง ก็พยักหน้าเข้าใจ
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวเดินมุ่งไปทางประตู อีกเพียงสิบกว่าก้าวก็จะถึงประตูฉุยฮวา อยู่ๆ เสียงร้องของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดัง
ขึ้น ต้วนชิงหมิงจึงหยุดชะงักเท้าทันที ผินหน้ามาเห็นหญิงสาวข้างกายชี้นิ้วไปที่พื้น “โอ้โห คุณหนู ถุงหอมนี้สวยจริงๆ
เจ้าค่ะ”
“จะร้องเสียงดังทำไม ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำหล่นเอาไว้ เจ้าเก็บมันขึ้นมาแล้วก็หาเจ้าของให้เจอล่ะ!” ต้วนชิงหมิงก
ล่าวเสียงเข้ม
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู” พูดเสร็จก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมเก็บถุงหอมที่ไม่รู้ว่าใครทำหล่นข้างทาง
ขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง ร่างร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นผลักเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ล้มลงกับพื้นจนถุง
หอมหลุดออกจากมือ ร่างนั้นใช้มือข้างหนึ่งหยิบถุงหอมใบนั้นขึ้นมา
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ตั้งหลักได้มองไปยังร่างนั้น ที่แท้ก็เป็นเยวี่ยหวาสาวใช้ของต้วนอวี้หรานนี่เอง
“นี่ข้าเห็นมันก่อนนะ เจ้ามาแย่งทำไม?” นางรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที
เยวี่ยหวาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนุก สองมือเท้าสะเอว หันไปหาเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างโกรธเคืองว่า “ของที่ไม่มีเจ้าของ
ใครเก็บได้ก่อนก็เป็นของคนนั้น ถึงเจ้าบอกว่าเห็นก่อนแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า มิเช่นนั้นดวงอาทิตย์บนท้องฟั้าที่เจ้า
เห็นทุกวัน ทำไมเจ้าไม่เก็บมันลงมาล่ะ”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น นางก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่นางกลับพูดไม่ออก
ในขณะนั้นเอง ต้วนอวี้หรานก็เดินออกมาจากประตูฉุยฮวา ถึงจะเห็นต้วนชิงหมิงอยู่ตรงนั้น แต่นางก็ไม่สนใจ
เพียงแต่ถามเยวี่ยหวาด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “มีเรื่องอันใดกัน?”
เยวี่ยหวารีบรายงานต้วนอวี้หราน “เรียนคุณหนู บ่าวเห็นถุงหอมใบหนึ่งสวยมากจึงเก็บมันขึ้นมา แต่ว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์กลับมาแย่งข้าไป”
คำพูดที่พลิกดำเป็นขาวถูกเยวี่ยหวานำมาใช้ เหมือนกับท่าทางที่ต้วนอวี้หรานชอบใช้จนเป็นปกติ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
นางโค้งคำนับให้ต้วนอวี้หรานอย่างมีมารยาทก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรียนคุณหนูรอง……ถุงหอมใบนี้บ่าวเห็นก่อน แต่
ว่าเยวี่ยหวาวิ่งเข้ามาผลักบ่าวล้ม ตอนนี้แขนของบ่าวยังเจ็บอยู่เลยเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หราเลิกคิ้วขึ้นมองอีกฝั่ายอย่างเฉยเมย “นี่เจ้ากล่าวหาว่าข้าไม่สั่งสอนบ่าวตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
“บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ!” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบกลับเสียงเบา ใบหน้าเล็กของนางขาวซีดลงทันที
“มิกล้าหรือ? ข้ากลับดูว่าเจ้ากล้ามาก……หรือเป็นเพราะว่าท่านแม่ของข้าถูกกักบริเวณ ถึงทำให้บ่าวอย่างเจ้าก็ยัง
กล้ามารังแกข้า?”
อีกฝั่ายได้ยิน ก็ร้อนใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา “บ่าว……บ่าว……”
ในตอนนั้นเอง ต้วนอวี้หรานก็มีสีหน้าเคร่งขรึม “เยวี่ยหวาถุงหอมใบนี้เป็นของข้าเอง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เป็นแค่บ่าวคน
หนึ่ง ถึงกับอยากได้ของของข้า ตบปากสั่งสอนมัน!”
เมื่อเยวี่ยหวาได้ยิน นางก็มอบถุงหอมในมือให้กับต้วนอวี้หราน พับแขนเสื้อขึ้นทำท่าเตรียมจะตบสั่งสอนเซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์
“คุณหนูรองไว้ชีวิตบ่าวด้วย” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบพูดขึ้นท่าทางน่าสงสาร
“ช้าก่อน!” ต้วนชิงหมิงที่ฟังอยู่นานตะโกนขึ้นมาทันที
เยวี่ยหวาสัมผัสได้ถึงสายตาอันเยือกเย็นกว่านํ้าแข็งหิมะของต้วนชิงหมิง จึงผงะถอยหลังไปสองก้าวไม่กล้าพูด
อะไรอีก
ต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปถามเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “ข้าได้ยินว่าเจ้าไปเก็บถุงหอม แต่ทำไมถึงจะถูกคนตบปากเล่า?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที “เรียนคุณหนู……ถุงหอมใบนั้นเดิมทีบ่าวเห็นก่อน แต่จู่ๆ เยวี่ยหวาก็มา
ผลักบ่าวล้ม ทั้งยังใส่ร้ายบ่าวต่อหน้าคุณหนูรองอีก ดัง……ดังนั้น……”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มองไปที่ต้วนอวี้หราน และไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดต่ออีก แต่ความหมายนั้นก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้
วนอวี้หรานจะให้เยวี่ยหวาตบปากนาง
เด็กสาวมองไปที่น้องสาวต่างมารดายกยิ้มเพียงเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าน้องอวี้หรานมีอะไรจะพูดหรือไม่?”
“ฮึ่ม” ต้วนอวี้หรานส่งเสียงอย่างเย็นชา พลางทำท่าถลึงตาใส่อีกฝั่าย จนใบหน้าที่งดงามของนางบิดเบี้ยวจนดูไม่
ได้ “เจ้าถุงหอมนั่น เดิมทีก็เป็นของข้า ข้ากำลังให้เยวี่ยหวามาหา แต่บ่าวของเจ้ากลับมาแย่งไป แถมยังกล้าขัดขืนข้าอีก
ดังนั้นก็สมควรแล้วที่ข้าจะสั่งสอนนางแทนเจ้า!”
ต้วนชิงหมิงยิ้มมุมปากพูดขึ้น “หากน้องอวี้หรานบอกว่าถุงหอมเป็นของน้อง แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือปักตัวอักษร
อะไรไว้บนนั้นหรือไม่?”
“นี่ไง……”
ต้วนอวี้หรานนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะแก้ตัวว่า “ข้าบอกว่าเป็นของข้า ก็ต้องเป็นของข้า หรือว่าเจ้าจะเชื่อคำพูด
ของบ่าวเพียงคนเดียว แต่กลับไม่เชื่อข้าหรือ?”
ต้วนชิงหมิงมองอีกฝั่ายอมยิ้มเล็กน้อย “ข้าเชื่อใจเจ้า แต่ว่าเจ้าก็ต้องเอาหลักฐานออกมายืนยัน ไม่เช่นนั้นจะ
พิสูจน์ได้อย่างไรว่าถุงหอมนี่เป็นของเจ้ากันล่ะ”
อีกฝั่ายกำถุงหอมไว้ในมือแน่น ก่อนจะหันหลังไปแล้วพูดอย่างโมโหว่า “หึ! ข้าบอกว่าเป็นของข้า ก็ต้องเป็นของ
ข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตรวจสอบ?”
พูดจบก็พาเยวี่ยหวากับเยวี่ยซวงเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวเม้มปากแน่นมองตามไปยังทางที่ต้วนอวี้หรานจากไป ดวงตาเผยร่องรอยโมโหอย่างปิดไม่มิด
“คุณหนู เป็นความผิดของบ่าวเอง อีกทั้งบ่าวยังล่วงเกินคุณหนูรองอีก” นางเห็นต้วนชิงหมิงโกรธ จึงรีบพูดขึ้น
“มันไม่เกี่ยวกับเจ้า……ช่างมัน พวกเราไปกันเถอะ” ผู้เป็นนายส่ายหัว พูดจบพวกนางก็ค่อยๆ เดินไปยังประตูฉุย
ฮวา
เส้นทางที่ต้วนชิงหมิงเพิ่งจากไป มองเห็นร่างเล็กๆ โผล่ออกมาจากศาลาด้านหลัง เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเกล้าผมทรง
บ่าวรับใช้ แค่มองก็รู้ว่าเป็นเยวี่ยมั่นบ่าวรับใช้ขั้นสองที่อยู่ข้างกายของต้วนอวี้หราน เยวี่ยมั่นหันมองซ้ายทีมองขวาที
ก่อนจะวิ่งตามต้วนอวี้หรานไป
ต้วนอวี้หรานนั่งข้างเตาไฟอยู่ในศาลา กำลังเล่นกับถุงหอมที่เพิ่งได้มาจากเยวี่ยหวา เอ่ยถามเสียงเบา “พวกนาง
ว่าอย่างไรบ้าง?”
เยวี่ยมั่นกล่าวขอบคุณต้วนอวี้หราน ก่อนเอ่ยขึ้น “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์บ่นกับคุณหนูใหญ่ ฟังจากนํ้าเสียงของคุณหนู
ใหญ่แล้วเหมือนจะโกรธคุณหนูมาก ที่ได้ถุงหอมใบนี้ไป จากนั้นทั้งสองคนไม่มีทางอื่นจึงจำใจจากไป”
คำพูดของเยวี่ยมั่นนั้นครึ่งหนึ่งฟังมา อีกครึ่งหนึ่งสร้างเรื่องขึ้นมาเอง
การสังเกตสีหน้าผู้ฟังเป็นจุดเด่นของเยวี่ยมั่นหรือพูดได้ว่านางสามารถรู้ได้ว่าผู้ฟังพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งที่นาง
พูดออกมา อีกทั้งนางรู้นิสัยของต้วนอวี้หรานมานานแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพูดออกมาล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้วนอวี้หรานชอบฟัง
ทั้งสิ้น
เป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อต้วนอวี้หรานได้ยิน นางก็เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ก็แค่บ่าวรับใช้คนหนึ่ง ยังจะ
กล้าแย่งของข้าอีก ข้าว่านางคงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!”
เดิมทีถุงหอมใบนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของนางแม้สักกระผีกเดียว ทว่ายิ่งมองกลับยิ่งชอบ ยิ่งจับก็ยิ่งวางไม่ลง
เฮ้อ! ถึงอย่างไรเสียนี่ก็เป็นของที่บ่าวรับใช้ของต้วนชิงหมิงเก็บได้ การแย่งของของนางก็เหมือนกับการแย่งชิงของ
มาจากต้วนชิงหมิง ทั้งได้แก้แค้นและยังมีความสุขอีกด้วย
ต้วนชิงหมิง เจ้าจะเก่งไปเสียทุกเรื่องอย่างนั้นหรือ?
นี่ยังเรื่องเล็กน้อยอยู่ จงรู้ไว้นับแต่นี้ไป ข้าจะพบถุงหอมใบนี้ติดตัวไว้เสมอตลอดเวลา จะเดินไปมาให้เจ้าเห็นมัน
ทุกวัน ข้าอยากจะเห็นหน้าเจ้านัก ว่าจะโกรธจนหน้าดำหน้าแดงถึงเพียงไหน