การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 158 มาจวนมหาเสนาบดีครั้งแรก
ท่ามกลางนํ้าแข็งหิมะ ใบหน้าของต้วนชิงหมิงขาวราวกับหยกขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดนํ้าตา เหมือนดั่งดอก
หลีฮวาที่อยู่กลางสายฝน เมื่อมองสายตานางดูสมจริงมาก แม้ว่าดวงตาจะบวมแดงก็ตาม แต่เดิมทีใบหน้าอ่อนหวานและ
อ่อนโยนของนางกลับแสดงออกถึงความดื้อรั้นอยู่หลายส่วน การแสดงออกเช่นนี้ ยิ่งทำให้หัวใจของต้วนเจิ้งอ่อนลง เขา
ถอนหายใจออกมาเบาๆ เอ่ยว่า “ชิงหมิง น้องเจ้าเป็นคนทำผิดก่อน เหตุใดเจ้าต้องดื้อรั้นเช่นนี้ด้วยเล่า”
ดูเหมือนว่า ชิงหมิง……เด็กคนนี้ จะมีนิสัยคล้ายฮูหยินติงโหรว ไม่เพียงแต่ใจกว้าง โอบอ้อมอารี แต่ยังให้ความ
สำคัญเรื่องใหญ่มาก่อนเสมอ
ต้วนชิงหมิงส่ายหัวไปมาพูดขึ้น “ไม่หรอกเจ้าค่ะ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกได้ฉลองวันเกิด ลูกจึงเพียงหวังว่าทั้ง
ครอบครัวจะได้อยู่ร่วมพร้อมกัน……ท่านพ่อ ข้าขอร้องท่าน ให้อภัยน้องอวี้หรานครั้งนี้ด้วยเจ้าค่ะ……ลูกไม่อยากให้
คนนอกรู้เรื่องที่พวกเราพี่น้องไม่ลงรอยกัน
ต้วนเจิ้งได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิง แล้วมองไปที่นางอย่างเงียบๆ ครู่หนึ่งจึงพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน “หมิงเอ๋อร์
เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่ถือโทษโกรธน้องของเจ้า”
เด็กสาวพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ต้วนเจิ้งถอนหายใจ พลางเข้าไปกอดต้วนชิงหมิงไว้ในอ้อมแขน กระชับอ้อมกอดแน่น พูดด้วยนํ้าเสียงเบา “หมิง
เอ๋อร์โตขึ้นแล้ว รู้เรื่องแล้ว……เอาล่ะ พ่อจะเชื่อเจ้า”
พอพูดจบก็หันมาตวาดใส่ต้วนอวี้หรานอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง “เมื่อไรกัน ที่เจ้าจะรู้เรื่องและใจกว้างเหมือน
ท่านพี่ของเจ้า……ยังไม่ขอโทษพี่สาวและอวี้เอ๋อร์ของเจ้าอีกหรือ”
ต้วนอวี้หรานรู้ว่าเธอทำอะไรไม่ได้ จึงพูดแบบขอไปทีว่า “พี่หญิง ข้าขอโทษ น้องเล็ก ขอโทษด้วย”
พูดจบก็เบือนหน้าหนี ไม่สนใจพวกเขาอีก
ต้วนชิงหมิงหัวเราะทันที “ชิงหมิงรู้อยู่แล้ว ท่านพ่อรักพวกเราพี่น้องมากที่สุด……”
ผู้เป็นบิดาลูบหัวต้วนอวี้ แล้วพูดกำชับกำชาต้วนอวี้ให้ใส่ยาให้ตรงเวลาสักพัก แล้วเดินจากไป
เมื่อเห็นต้วนเจิ้งเดินจากไปแล้ว สีหน้าซีดของต้วนอวี้หราน มองไปที่ต้วนชิงหมิงพูดอย่างดูแคลนว่า “ต้วนชิงหมิง
เจ้าอย่าหวังว่าข้าจะพูดจาดีๆ ในวันเกิดของเจ้า”
เด็กสาวยิ้มเย็นชา พูดอย่างดูถูก “เจ้าคิดว่า ข้าจะยอมหรือ”
ความจริงใจและความอดทนที่นางมีต่อต้วนอวี้หราน ในชาติที่แล้วถูกใช้จนหมดสิ้นแล้ว ในชาตินี้นางจะไม่ช่วยต้
วนอวี้หรานแก้ตัวอะไรอีก และจะไม่ให้อภัยกับพฤติกรรมตํ่าช้าใดๆ ของนางอีกต่อไป
เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้หรานก็ตะลึงงันไปอีกครั้ง เมื่อกี้นางเพิ่งพูดไม่ใช่หรือว่าเพราะเรื่องวันเกิด
ถึงได้พูดให้ต้วนเจิ้งซาบซึ้งแล้วปล่อยตัวข้า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น ถึงกลับบอกว่าไม่ยอม
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้วนอวี้หรานมองออกว่าดวงตาคู่นั้นของต้วนชิงหมิง เต็มไปด้วยความโกรธ นางไม่ได้โกหก
เพียงแต่ว่า คนที่เห็นได้ชัดว่าคิดแค้นนาง ทำไมถึงต้องช่วยนางด้วยล่ะ
ตอนนี้ นางไม่เข้าใจความคิดของต้วนชิงหมิงจริงๆ แม้จะรู้ว่าต้วนชิงหมิงช่วยนางไว้ แต่นางไม่มีวันกล่าวคำของ
คุณอย่างจริงใจแน่นอน
ต้วนชิงหมิงมองน้องสาวต่างมารดาปราดหนึ่ง แล้วหันหลังจูงมือพาต้วนอวี้ไปที่รถม้าทันที ด้วยไม่อยากพูดคุยกับ
อีกฝั่ายให้มากความ
เพราะถ้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว นางกลัวว่าจะทนไม่ไหว คงบีบคอต้วนอวี้หรานให้ตายไปเสียตรงนี้
ต้วนอวี้หราน! ข้าหวังว่าการกระทำต่อไปของเจ้าจะคุ้มค่ากับการช่วยเจ้าขอร้องในวันนี้
ต้วนอวี้ที่เดินอยู่เคียงข้างผู้เป็นพี่สาวไม่ส่งเสียงใด กระชับมือต้วนชิงหมิงและเดินขึ้นรถม้าไปอย่างเงียบๆ หลัง
จากที่ทั้งสองนั่งบนรถม้าแล้ว เด็กน้อยจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจว่า “ท่านพี่ ในเมื่อท่านพ่อก็เดินจากไปแล้ว ทำไมท่านยัง
ร้องไห้อยู่อีกเล่า”
เดิมทีต้วนอวี้ก็ล้มเอง ทั้งต้วนชิงหมิงได้ใส่ร้ายต้วนอวี้หรานและต้วนเจิ้งเองก็เชื่อเช่นนั้น ทว่าตอนนี้ก็เล่นละครจบ
แล้ว คนก็จากไปแล้ว แต่ทำไมพี่สาวยังร้องไห้อีกนะ เด็กชายคิดในใจทว่าไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใด
ต้วนชิงหมิงที่กำลังครุ่นคิดในใจ ข้าอยากจะหยุดมัน แต่ว่าดวงตาที่ยังแสบร้อนอยู่ยิ่งทำให้นางเจ็บปวด จนไม่รู้จะ
หยุดอย่างไร
ควรรู้ว่า บนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น นางได้นำไปจุ่มนํ้ามันพริกไว้ เพียงแค่เช็ดรอบๆ ดวงตา นํ้าตาก็ไหลออกมาเหมือน
นํ้าพุ ถึงอยากหยุดก็หยุดไม่ได้
เดิมที ต้วนชิงหมิงเตรียมเอาไว้เพื่อใช้กับฮูหยินและคุณหนูในจวนอัครเสนาบดี ทว่าน่าเสียดายที่นางยังไม่ได้ออก
ไป ก็ได้ทดลองใช้กับต้วนอวี้หรานเสียก่อนแล้ว
เด็กสาวเสมองออกไปยังกรอบหน้าต่างบนรถม้า เห็นหิมะที่เกาะกลายเป็นกลุ่มก้อน จึงหยิบก้อนหิมะที่กลายเป็น
นํ้าแข็งมาประคบตา จากนั้นก็หันไปหาต้วนอวี้พูดว่า “อวี้เอ๋อร์ วันนี้เจ้าต้องตามติดพี่ไว้นะ เข้าใจหรือไม่”
ในจวนอัครเสนาบดี มีแขกเหรื่อมากมาย ที่นางมาก็เพราะหลิวยวน สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับมือนอกจากฮู
หยินของอัครเสนาบดีแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าข้างหน้ายังมีอะไรแอบซ่อนอยู่อีกหรือไม่ สำคัญที่สุดคือ นางต้องช่วยหลิวยวน ส่วน
เมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็สุดรู้
เมื่อต้วนอวี้ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าอย่างสุดกำลัง ท่าทางที่จริงจังของต้วนชิงหมิง ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายที่ไม่
อาจอธิบายได้ แม้ว่า เขาจะยังเยาว์วัย แต่ว่าในใจของต้วนอวี้ก็รู้สถานการณ์ของจวนอัครเสนาบดีเป็นอย่างดี แน่นอนว่า
ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด
**
เมื่อรถม้าของต้วนชิงหมิงเข้ามาเทียมหน้าจวนตระกูลหลิวแล้ว ทั้งสองพี่น้องต่างก็ตกตะลึงอยู่กับความสวยงาม
เบื้องหน้า ที่แม้จะดูพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย แต่โคมไฟน้อยใหญ่หลากสีสันประดับประดาอยู่เต็มไปหมดก็ดึงดูด
ให้สองพี่น้องจ้องมองอยู่นาน บ้างห้อยอยู่บนที่สูง บ้างห้อยอยู่บนต้นไม้ แต่ผู้คนที่สัญจรไปมา รวมทั้งรถราที่วิ่งอย่างไม่
ขาดสาย กลับไม่ได้ทำให้สถานที่นี้ดูสวยน้อยลงเลยสักนิด
อัครเสนาบดีหลิวจื๋อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนัก หลิวยวนบุตรชายที่เพิ่งจะได้การยอมรับเข้าตระกูลหลิว และ
พ่อบ้านของจวนสกุลหลิวด้วย กำลังยืนอยู่หน้าประตูต้อนรับแขกที่มาเยือน
อัครเสนาบดี หรือ หลิวจื๋อ อายุประมาณสี่สิบกว่าปี มีใบหน้าสง่างามสูงส่ง ทว่าหากมองดูให้ดีหลิวยวนมีใบหน้า
คล้ายคลึงกับผู้เป็นบิดาถึงเจ็ดส่วน เขามีตำแหน่งคอยไกล่เกลี่ยอยู่ในราชสำนักมาอย่างยาวนาน คนทั่วไปไม่อาจเอื้อมถึง
ความน่าเกรงขามของตระกูลนี้
ในเวลานี้ เขายืนอยู่หน้าประตูจวนอัครเสนาบดี กำลังต้อนรับแขกจากทั่วสารทิศอย่างมีความสุข ในขณะที่ได้รับ
คำแสดงความยินดีจากทุกคน ดวงตาของเขาก็แทบจะหรี่ลงด้วยเสียงหัวเราะ
การที่ไม่มีบุตร ครั้งหนึ่งเคยเป็นความเสียใจมาตลอดชีวิตของหลิวจื๋อ แต่บุตรชายที่หายไปหลายปีกลับมาหาเขา
จนเจอ ทำให้วันนี้หลิวจื๋อรู้สึกมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
หลิวยวนยืนอยู่ข้างๆ หลิวจื๋อ ด้านหนึ่งกำลังยิ้มให้กับแขกที่ผ่านไปมา อีกด้านหนึ่งก็ชะเง้อคอมองออกไปด้าน
นอกอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับกำลังรออะไรบางอย่างอยู่
ทันทีที่เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา เห็นต้วนชิงหมิงยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ข้างๆ กันยังมีต้วนอวี้ที่ไร้เดียงสาซุกซนอยู่
ด้วย แววตากระจ่างใสก็สั่นระริก พลางเดินไปข้างหน้าสองก้าวทันที ทว่ากลับชะงักหยุดลงละม้ายตรึกตรองชั่วครู่ก่อน
หันกลับไปเอ่ยบางอย่างกับหลิวจื๋อ จากนั้นจึงรีบเดินไปหาต้วนชิงหมิง
“ยินดีด้วยที่พี่หลิวได้กลับคืนสู่ตระกูล” ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้ม ทว่ายังยืนอยู่ที่เดิมแล้วโค้งคำนับให้หลิวยวน
เด็กหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณน้องชิงหมิงมาก……บอกตามตรง พวกเจ้าสละเวลามาได้ ข้าก็ดีใจมากแล้ว”
ต้วนอวี้เดินไปข้างหน้า จับมือหลิวยวนโยกไปมา “ท่านพี่หลิว จวนท่านใหญ่มาก”
อีกฝั่ายเผยรอยยิ้มขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก “ใช่แล้ว ใหญ่มากเลย……”
น่าเสียดาย ไม่ว่าจวนตระกูลหลิวจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ใช่บ้านในฝันของเขา แม้ว่าหลิวจื๋อจะเป็นพ่อของเขา แต่ว่า
เขาก็เป็นพ่อของคนอื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในชีวิตจากนี้ไปเขาต้องพึ่งพาตัวเองในทุกๆ เรื่อง
ต้วนชิงหมิงปล่อยให้หลิวยวนนำทาง ผ่านเข้าไปในจวนอย่างนอบน้อม เมื่อเดินผ่านหลิวจื๋อ นางก็ดึงต้วนอวี้ทำ
ความเคารพหลิวจื๋ออย่างนอบน้อม “ต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้ คารวะท่านเสนาบดีเจ้าค่ะ”
หลิวจื๋อได้ยินหลิวยวนพูดถึงเรื่องราวของต้วนชิงหมิงมานานแล้ว เขายิ้มแล้วพูดว่า “ช่างเป็นลูกสาวที่เก่งจริง ๆ
น้องต้วนมีลูกชายและลูกสาวแบบนี้ นับว่ามีบุญแล้ว……หลานไม่ต้องเกรงใจ ทำตัวตามสบายเถอะ”
ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้มให้หลิวจื๋อ พยักหน้าแล้วเอื้อนเอ่ยเสียงใส “ขอบคุณท่านอัครเสนาบดีที่ชมเชย ไม่มีใครรู้เลยว่า
คุณหนูทั้งสองแห่งตระกูลหลิวมีบุคลิกที่อ่อนโยน คนหนึ่งดูสุภาพเรียบร้อย อีกคนหนึ่งก็ร่าเริงและเป็นมิตร ถ้าเปรียบ
เทียบหลานกับคุณหนูทั้งสองท่าน คงเหมือนดวงดาวที่ห้อมล้อมพระจันทร์ ส่วนหลานเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยเท่านั้น”
หลิวจื๋อเมื่อได้ยินเด็กสาวพูดก็อดที่จะมองนางอีกรอบไม่ได้ คนที่อยู่ตรงหน้าคือเด็กสาวอายุประมาณสิบกว่าขวบ
แม้ว่า เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร กลับมีเค้าของสาวงามทรงเสน่ห์ตัวน้อยอยู่หลายส่วน รูปทรงคิ้วที่ดูแปลกตาของนางกลับ
ให้ความรู้สึกสง่างาม ยิ่งช่วยขับเน้นให้เห็นชุดที่สวมอยู่ดูน่ารักน่ามอง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เด็กสาววัยเยาว์ผู้นี้ มีลีลาการพูดจา ที่ช่างประจบสอพลอ เพียงแค่เอ่ยปากพูด ก็ชมคุณหนูทั้ง
สองในจวนของเขาจนหลงตัวเองแล้ว
หลิวจื๋ออมยิ้มอย่างยอมใจ “หลานสาวต้วนฝีปากดีเสียจริง ทำให้ชายชราอย่างข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว……ลวี่อิง รีบ
พาคุณหนูต้วนเข้าไปข้างใน ให้ฮูหยินดูแลนางให้ดี