การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 159 พบหลิวซูจิ้งครั้งแรก
เห็นได้ชัดว่าหลิวจื๋อเป็นคนที่ระมัดระวังตัวมาก หากยังไม่ตรวจสอบทุกอย่างให้ชัดเจน เขาก็ไม่อยากทำตัวสนิท
สนมกับต้วนชิงหมิงให้มากนัก ทว่าเขาก็ไม่ต้องการที่จะเสียมารยาทกับนางเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงผลักเด็กสาวไปให้ฮูหยิน
และคุณหนูทั้งสองคนดูแล การกระทำเช่นนี้ทำให้เขาดูใจกว้างและมีเหตุมีผล
ต้วนชิงหมิงแค่มองก็รู้ถึงเจตนาของหลิวจื๋อ เพียงแต่ การมองทะลุนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง หากจะพูดหรือไม่พูดก็เป็น
เรื่องอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน
นางยิ้มให้หลิวจื๋ออย่างใจกว้าง “เช่นนั้น ชิงหมิงรบกวนแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อหลิวจื๋อพูดจบ สาวงามที่มีนามว่าลวี่อิงก็เดินเข้ามาอย่างเนิบช้า ดูแล้วอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปีได้ นางสวม
เสื้อคลุมสีเหลืองอ่อน กระโปรงผ้าแพรสีขาว ผมของนางถูกรวบขึ้นมวยเป็นทรงมู่จิ่นฮวาประณีต คิ้วเขียนโก่งงาม
ใบหน้าผัดแปั้งบางๆ ช่วยขับให้นางดูเปล่งประกายงดงามจนไม่อาจละสายตาได้ นางสาวเดินไปข้างหน้าทางต้วนชิงหมิง
คลี่ยิ้มหวาน “คุณหนูต้วน คุณชายต้วน โปรดตามลวี่อิงมาเจ้าค่ะ”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ้มให้สาวงามคนนั้น “เช่นนั้น ต้องรบกวนพี่สาวแล้ว”
นางหันมากล่าวลาหลิวจื๋ออย่างเรียบร้อย ถึงพาต้วนอวี้เดินตามหลังลวี่อิงเข้าไปข้างในจวน
หลิวยวนมองตามหลังต้วนชิงหมิงที่เดินจากไป ลังเลใจชั่วครู่ก่อนทิ้งหลิวจื๋อและรีบเดินตามต้วนชิงหมิงไปได้ทัน
ก่อนที่นางจะเหยียบเกี้ยวแล้วพูดกระซิบเสียงเบา “น้องชิงหมิง เจ้าไปหาที่อื่นนั่งก่อนเถอะ อีกประเดี๋ยวข้าจะไปหาเจ้า”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “พี่หลิว การต้อนรับแขกเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องพวกเราพี่อย่ากังวลไปเลย……”
หลิวยวนคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกำชับลวี่อิงอีกสองสามประโยค ก่อนจะปล่อยให้ต้วนชิงหมิงขึ้นเกี้ยวเข้าไปด้านใน
ประตูฉุยฮวา
ระหว่างทาง ต้วนชิงหมิงมองออกไปด้านนอก เห็นเพียงแต่ลวี่อิง ที่มีใบหน้าและท่าทางที่งดงาม อีกทั้งหน้าตาที่ดู
ฉลาดเฉลียว แต่สิ่งที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือ ดวงตาที่ดูฉลาดเฉลียวและเป็นมิตรของนาง
“คุณหนูต้วนอย่ายับยั้งชั่งใจเลย มีอะไรก็ถามลวี่อิงได้เลยเจ้าค่ะ” เมื่อรู้สึกได้ว่าถูกมอง จึงพูดขึ้นอย่างเป็นมิตร
เห็นได้ชัดว่านางกำลังสอดแนมต้วนชิงหมิงอยู่ นางจดจำคำพูดของหลิวยวนไว้ในใจหมด ในขณะเดียวกันก็บอก
ให้รู้กลายๆว่านางอยู่ฝั่ายหลิวยวนแล้ว
ต้วนชิงหมิงมองแค่ปราดเดียว ก็รู้สึกชื่นชอบความฉลาดของผู้หญิงคนนี้แล้ว เอ่ยเสียงเบาว่า “เช่นนั้นก็ต้องขอบ
คุณพี่ลวี่อิงแล้ว”
ลวี่อิงส่ายหัวช้าๆ นางเผยอปากกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ถึงประตูฉุยฮวาพอดี ต้วนชิงหมิงเดินลงจากเกี้ยว ยัง
ไม่ทันได้ยืนทรงตัวให้ดีก็ได้ยินเสียงแหลมๆ ดังขึ้นข้างหู “เอ๋ นี่ไม่ใช่ต้วนชิงหมิงหญิงอัปลักษณ์นั้นหรอกหรือ ทำไมเจ้าถึง
มาอยู่ที่นี่ได้”
เสียงนั้นเฉียบคมแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมโหดและดูถูก ราวกับว่านางไม่มีสิทธิ์มาปรากฏตัวที่นี่เสียอย่างไรอย่างนั้น
ต้วนชิงหมิงเงยหน้ามองหญิงสาวชุดเหลืองที่เพิ่งเดินเข้ามา ที่แท้คือหลี่ซือฉีที่แพ้หมากและขายหน้าในวันนั้น
หรือนางคิดว่าที่นี่จะวุ่นวายไม่พออย่างนั้น
เมื่อเห็นสีหน้าที่หยิ่งยโสและรอยยิ้มเย็นชาของหลี่ซือฉี แววตาของต้วนชิงหมิงก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นทันที
พลางคลี่ยิ้มเล็กน้อยๆ “คุณหนูหลี่ สบายดีหรือไม่”
คนที่เพิ่งจะเจอหน้ากันก็อยากจะหาเรื่องต้วนชิงหมิง ก็คือหลี่ซือฉีคนที่วันนั้นอยู่ที่โรงนํ้าชาในเมืองหลวงที่หมาย
จะแย่งธนูชวนเย่ว์กงแต่กลับทำไม่สำเร็จ
ครั้งที่แล้ว ที่หลี่ซือฉีไม่ได้ธนูชวนเย่ว์นางเสียหน้าอย่างมาก แต่ว่าคนอย่างนางไม่มีทางคิดว่าตัวเองผิด ดังนั้นการ
เสียหน้าในครั้งนั้นจึงต้องโทษต้วนชิงหมิงเป็นธรรมดา หากไม่ใช่เพราะต้วนชิงหมิงวางแผนไว้ คิดว่าธนูชวนเย่ว์ต้องตก
เป็นของนางอย่างแน่นอน
ดังนั้น ในสายตาของหลี่ซือฉี ครั้งก่อนที่นางต้องเสียหน้าอย่างมาก ในครั้งนี้เมื่อนางเจอต้วนชิงหมิง ก็ยิ่งรู้สึก
เคียดแค้นมากเท่านั้น บวกกับที่นางและคุณหนูใหญ่หลิวซูจิ้ง ที่เป็นลูกสาวของอัครเสนาบดีหลิวเป็นเพื่อนรักกันอยู่แล้ว
เมื่อต้วนชิงหมิงอ้าปากพูด หลี่ซือฉีก็โกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟออกมา
`
เมื่อได้ยินต้วนชิงหมิงทักทายนางก่อน นางเบือนหน้าไปทางอื่นพลางทำเสียง ฮื้อ ออกมาทางจมูก เสมองไปที่
หลิวซูจิ้งพูดอย่างใส่ร้ายว่า “ซูจิ้ง ข้าจะบอกอะไรให้ นี่คือคุณหนูใหญ่แห่งจวนต้วน ในเมืองหลวงนี้สามารถพูดได้ว่านาง
มีชื่อเสียงมากที่สุด ชื่อเสียงโด่งดัง ว่ากันว่า นางหน้าตาขี้เหร่ ร้ายกาจ……ครั้งที่แล้ว ก็คือนางที่แย่งธนูชวนเย่ว์ไปจาก
ข้า”
เมื่อได้ยินต้วนชิงหมิงพูดทักทายนางก่อน หลี่ซือฉีก็เชิดหน้าขึ้นมองฟั้าในทันที นางหายใจฟึดฟัดด้วยความโมโห
จากนั้นก็มองไปที่หลิวซูจิ้ง พูดอย่างเลือดเย็นว่า “ซูจิ้ง ข้าจะบอกอะไรให้ ผู้นี้คือคุณหนูใหญ่จวนต้วน ในเมืองหลวงแห่ง
นี้สามารถพูดได้ว่านางมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด……หน้าตาของนางอัปลักษณ์ อีกทั้งจิตใจยังโหดเหี้ยมเหลือเกิน……ครั้ง
ก่อนนางแย่งธนูชวนเย่ว์กงจากมือข้าไป!”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่ซือฉี หลิวซูจิ้งก็มองต้วนชิงหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา “อ๋อ นี่คือ
คุณหนูใหญ่ต้วนที่เล่ากันว่าช่วยชีวิตพี่ชายของข้าเอาไว้นี่เอง……ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้มีโอกาสได้พบหน้าเสียที”
หลิวซูจิ้งเดิมทีเป็นคุณหนูใหญ่ลูกภรรยาเอกของเสนาบดี แต่บัดนี้เมื่อรับหลิวยวนเข้าตระกูล ท่านแม่ของหลิว
ยวนก็จะกลายเป็นภรรยาเอกหรือฮูหยินที่ตบแต่งกันอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมมาก่อน จึงทำให้หลิวซูจิ้งจากเดิมที่เป็น
ลูกภรรยาเอกต้องตกอยู่ในฐานะที่น่าอึดอัดใจกลายมาเป็นลูกอนุแทน เช่นนี้จะไม่ให้หลิวซูจิ้งกัดฟันด้วยความโกรธแค้น
ได้อย่างไรกัน?
“เรื่องชิงหมิงกับท่านพี่หลิว ก็แค่ยื่นมือเข้าช่วยก็แค่นั้น คุณหนูหลิวไม่จำเป็นต้องซาบซึ้งในบุญคุณหรอก” ต้วน
ชิงหมิงยกยิ้มให้กับอีกฝั่ายก่อนตอบกลับด้วยนํ้าเสียงอ่อนหวาน
วันนี้ต้วนชิงหมิงทำทรงเด็กน้อย นํ้าเสียงพูดจาอ่อนหวานยิ่งนัก นางยิ้มอ่อนหวานให้หลิวซูจิ้งก่อน “เรื่องชิงหมิ
งกับท่านพี่หลิว ก็แค่ยื่นมือเข้าช่วยก็แค่นั้น คุณหนูหลิวไม่จำเป็นต้องรู้สึกเป็นบุญคุณหรอก!”
ต้วนชิงหมิงจงใจหัวเราะเยาะหลิวซูจิ้ง โดยเอาเรื่องบุญคุณมาพูด หลิวซูจิ้งไม่อาจสามารถปฏิเสธความจริงนี้ได้
และไม่อยากจะยอมรับอีกด้วย นางจึงยิ้มเยาะว่า “พี่หลิวข้าไม่เคยคิดเลยว่า หลิวยวนกับเจ้าจะสนิทสนมกับถึงเพียงนี้
ได้”
คำพูดของหลิวซูจิ้งนั้น นอกจากจะแอบมีนัยว่าต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนนั้นมีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่คลุมเครือ
ถ้าพูดให้ชัดเจน ก็แค่อยากยืมมือของต้วนชิงหมิงมาทำลายชื่อเสียงของหลิวยวนก็เท่านั้น คำพูดพวกนี้ มีหรือต้วนชิงหมิง
จะคิดไม่ได้
เด็กสาวทำท่าทางละม้ายไม่เข้าใจคำพูดของหลิวซูจิ้ง ใบหน้าขาวเนียนราวกับหยกของนาง เผยรอยยิ้มละมุนทว่า
ประหลาดใจออกมา เอื้อนเอ่ยเสียงหวาน “โอ้……ที่แท้คุณหนูหลิวยังไม่รู้อีกหรือ ตอนที่ท่านพี่หลิวพักอยู่ที่จวนต้วน
ชั่วคราว เขากับอวี้เอ๋อร์มีวาสนาต่อกันมาก ดังนั้น พวกเขาจึงเรียกกันเป็นพี่น้อง ส่วนชิงหมิงก็เรียกพี่หลิวตามน้องชาย
เท่านั้น”
คำพูดของต้วนชิงหมิงนั้น พูดได้เป็นธรรมชาติมาก และรอยยิ้มที่แสดงได้เหมาะสมบนใบหน้าของนาง รับกับทรง
ผมสาวน้อย ยิ่งทำให้นางดูอ่อนเยาว์ราวกับว่านางไม่เข้าใจความโหดร้ายของโลกมนุษย์เลย
เมื่อหลิวซูจิ้งได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิง เธอก็กระทืบเท้าทันที “ใครจะรู้ว่าเจ้าจะมีเจตนาเดียวกับน้องชายเจ้า
หรือมีเจตนาอื่นกันแน่……ฮึ่มๆ ข้าดูเจ้าแล้ว คงเห็นแก่สถานะของพี่ชายข้าสูงส่ง จึงมาประจบสอพลอเป็นแน่”
หลี่ซือฉีที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ก็พูดเสริมทันทีว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าว่า นางคงสนใจสถานะของท่านชายหลิว
มากกว่า ถึงได้วางแผนประจบสอพลอ”
เมื่อหลิวซูจิ้งพูดจบ ทุกคนก็เริ่มมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาสงสัยอีกครั้ง ควรรู้ว่า ลูกชายของอัครเสนาบดีทุกคน
ต่างจับตามองกันอย่างใจจดใจจ่อ ใครเล่าจะพิสูจน์ได้ว่าเด็กสาวอายุสิบกว่าคนนี้ไม่ได้เข้าใกล้อย่างตั้งใจ แล้วอยากได้ผล
ประโยชน์อะไรเล่า
ต้วนชิงหมิงยังไม่ทันได้พูดอะไร ต้วนอวี้ที่เงียบมาตลอดพลันเงยหน้ามองต้วนชิงหมิง แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ว่า “พี่ใหญ่ ในใจของอวี้เอ๋อร์ ท่านพี่หลิวก็คือท่านพี่หลิว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสถานะของเขาล่ะ……อวี้เอ๋อร์เคยได้ยิน
ท่านพี่หลิวพูดไว้ว่า ตอนที่ท่านพี่หญิงช่วยท่านพี่หลิวไว้ เขาไม่ได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองเลย”
ต้วนชิงหมิงไม่สนใจหลิวซูจิ้ง นางเพียงมองไปที่ต้วนอวี้ แล้วพูดเสียงเบาว่า “อวี้เอ๋อร์ อย่าพูดเช่นนี้ ควรรู้ไว้ว่า
สถานะของท่านพี่หลิวสูงส่ง แม้จะเป็นความจริงก็ตาม มันก็แค่นั้นเอง สถานะสูงส่ง นั้นอยู่ในใจของผู้คน หากใช่อยู่ที่
ปาก หากถูกกดด้วยสถานะ ดูเหมือนผิวเผิน ก็เหมือนนิสัยของเด็กๆ เสียเท่านั้น”
คำพูดของต้วนชิงหมิง ทำให้หลี่ซือฉียิ้มอย่างเย็นชา แต่หลิวซูจิ้งกลับหน้าเสีย “ต้วนชิงหมิง เจ้ากล้าด่าข้าทาง
อ้อมหรือ”
คำพูดของต้วนชิงหมิง ไม่ใช่แอบด่าหลิวซูจิ้งหรอกหรือ ทว่าไม่ใช่แค่หลิวซูจิ้ง เกรงว่าหลีซือฉีก็จะถูกรวมอยู่ด้วย
กัน
เด็กสาวกางมือสองข้างออก พูดอย่างไร้เดียงสาว่า “ขอถามท่านหญิงหลิว มีคำไหนที่ข้าด่าว่าท่าน” ใช่แล้ว ตั้งแต่
ต้นจนจบ คำพูดของต้วนชิงหมิงเป็นเพียงการแอบด่าเท่านั้น ไม่มีหลักฐานที่แท้จริงเลย
ในตอนนั้นเอง สาวใช้ของฮูหยินหลิวก็เดินมาเรียกหลิวซูจิ้ง นางจ้องเขม็งไปที่ต้วนชิงหมิงชั่วครู่ก่อนสะบัดหน้า
เดินจากไปทางฮูหยินอัครเสนาบดี
หลีซือฉีเดินตามหลังหลิวซูจิ้งไป ลูกตากลอกไปมา ออกแรงกระทืบเท้าไปทางต้วนชิงหมิงที่กำลังยืนอยู่นิ่งๆ นาง
ไหวตัวทันรีบดึงต้วนอวี้ให้หลบจะการเหยียบของหลี่ซือฉีอย่างคล่องแคล่ว นางหลบทันความคิดชั่วๆ ของหลี่ซือฉีได้ทัน
หันมองตอบไปด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะสัมผัสโดนตัวของหญิงสาวที่เพิ่งเดินผ่านมาท่านหนึ่ง เพียงแต่เห็นหลี่ซือฉีที่
กำลังดึงเท้าของนางกลับไปแต่ก็ไม่ทัน พลางเหยียบโดนเท้าของหญิงสาวผู้นั้นทันที