การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 160 เติมเชื้อเพลิง
หลี่ซือฉีกระทืบเท้าลงพื้นและบิดขยี้อย่างรุนแรง สีหน้าท่าทางละม้ายสะใจอยู่ในทีที่สามารถแกล้งต้วนชิงหมิงได้
เมื่อได้ยินเสียงอีกฝั่ายสูดลมหายใจเข้าออกเสียงดัง นางก็ยิ่งได้ใจ ต้วนชิงหมิง! ดูสิว่าเจ้าจะหยิ่งยโสไปได้สักเท่าไร
ทันใดนั้น พลันได้ยินเสียงร้องตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้นลั่นทั่วบริเวณ “หลี่ซือฉี นี่เจ้ากล้าเหยียบเท้าข้า รน
หาที่ตายหรืออย่างไร”
จากนั้น หลี่ซือฉีก็ถูกผลักอย่างแรงก่อนจนล้มลงไปกองบนพื้นหิมะ
ตรงหน้าหลี่ซือฉี เห็นหญิงสาวในชุดสีม่วงอมชมพู สีหน้าหยิ่งยโส สายตายามที่มองหลี่ซือฉีราวกับมีมังกรตัวใหญ่
กำลังอ้าปากพ่นไฟ ดวงตาที่พร่างพราวคู่นั้นของหญิงสาวปรากฏร่องรอยเจ็บปวดทว่ายังวางท่าหยิ่งยโสไม่คลาย หากนี้
ไม่ใช่โจวเส่อหลานสาวของฮองเฮาโจว แล้วจะเป็นใครกันล่ะ
ทันทีที่นางเห็นผู้ที่ถูกเหยียบเท้าคือโจวเส่อ สีหน้าของหลี่ซือฉีก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวลงทันที นางรู้นิสัยและจิตใจที่
คับแคบของอีกฝั่าย รีบแก้ต่างว่า “ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า เป็นเพราะต้วนชิงหมิง……นางทำเรื่องบ้าๆ นั่น”
ต้วนชิงหมิงที่อยู่ด้านข้าง สาวเท้าเดินเข้ามาเห็นท่าทางขี้ขลาดของหลี่ซือฉี ยิ้มเยาะพูดขึ้น “คุณหนูหลี่ นี้เจ้ากำ
ลังสงสัยความสามารถในการตัดสินของคุณหนูโจวอยู่หรือ……ความจริงก็อยู่ตรงหน้าแล้ว คนที่เหยียบเท้าคุณหนูโจวก็คือ
เจ้ามิใช่หรือ หากเจ้าเอ่ยขอโทษอย่างจริงใจ นางคงจะให้อภัยเจ้า……แต่” นางหยุดเว้นจังหวะถอนหายใจก่อนเอ่ยขึ้นอีก
ครั้ง
“ช่างเถอะ คุณหนูโจวเป็นคนใจกว้าง โอบอ้อมอารี คนมีชื่อเสียงล้วนรู้ดี แต่เจ้ากลับแก้ตัวอย่างหน้าด้านหน้าทน
เช่นนี้ ดั่งสุภาษิตที่ว่าช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด ดูท่าในใจของเจ้า คงดูถูกคุณหนูโจวและไม่คิดจะยอมรับผิดกับ
นางเลยเป็นแน่”
คำพูดของเด็กสาวช่างเป็นการยุแยงตะแคงรั่ว ในเมื่อหลี่ซือฉีจงใจลอบทำร้ายนาง ดังนั้นนางก็ไม่มีความจำเป็น
ต้องเห็นอกเห็นใจ ครั้งนี้ตกอยู่ในนํ้ามือของโจวเส่อนั้นยังถือว่าเบามาก หากนางเหยียบโดนต้วนชิงหมิงจริงๆ ละก็ หลี่
ซือฉีคงจะเป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่นางจะไม่มีวันลืมตลอดไป
ต้วนชิงหมิงมองสีหน้าที่เปลี่ยนสีของหลี่ซือฉี แล้วผินหน้ากลับไปแล้วพูดกับโจวเส่อว่า “คุณหนูโจว เรื่องที่เกิดขึ้น
มันกะทันหันเกินไป ไม่มีเวลาช่วยพยุงคุณหนู โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
ในเมื่อ ความใจกว้าง ความโอบอ้อมอารี ที่ตัวเองได้รับบทอยู่นั้น โจวเส่อผู้ที่เดิมทีก็ชอบให้มีคนชมเชย ชอบให้มี
คนนับถือยกย่อง ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะตำหนิต้วนชิงหมิงได้อีก
นางมองที่ต้วนชิงหมิงพลางโบกมือใส่ เพื่อแสดงความใจกว้างของนาง “ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า เป็นเพราะหลี่ซือฉี
จงใจเหยียบเท้าข้าเอง วันนี้ ถ้าข้าไม่ทวงความยุติธรรม ก็ไม่ต้องมาเรียกข้าว่า โจวเส่อ”
หลี่ซือฉีที่ตอนแรกก็รู้สึกผิดอยู่แล้ว มองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาร้อนรุ่มใจเมื่อได้ยินนางพูดยุแหย่ รีบแก้ตัวเสียงดัง
เป็นพัลวัน “ต้วนชิงหมิง เจ้าอย่าพูดมั่วซั่วนะ เดิมทีข้าคิดจะเหยียบเท้าเจ้า แค่ไม่ทันระวังจึงเหยียบโดนเท้าคุณหนูโจว
เข้า ทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของเจ้าทั้งนั้น เจ้า……เจ้ายังไม่รีบขอโทษอีกหรือ”
เด็กสาวยิ้มอย่างเย็นชาออกมาทันที “คุณหนูหลี่ ข้าบอกแล้วว่า คุณหนูโจวเป็นคนใจกว้างเสมอ หากท่านเอ่ย
ขอโทษอย่างจริงใจ นางจะต้องให้อภัยท่านอย่างแน่นอน แต่ไม่คิดเลยว่า ท่านจะพูดเหลวไหล พูดอ้อมไปอ้อมมาเท่านั้น
เอง ในความคิดของข้า ท่านไม่เคยคิดที่จะกล่าวขอโทษเลย ใช่หรือไม่”
โจวเส่อที่ยังคิดไม่ทันพอได้ยินสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดเข้าก็โมโหทันที นางก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วใช้แรงเหยียบ
เท้าหลี่ซือฉีสองครั้ง แล้วผลักนางอย่างแรงอีกสองรอบ พูดอย่างโมโห “หลี่ซือฉี ฟังข้าให้ดี ท่านพ่อของเจ้าเป็นแค่หลิน
อานโหวตำแหน่งเล็กๆ เพียงเท่านั้น ถ้าข้าอยากให้เขาอยู่ตำแหน่งไหน เขาก็ต้องอยู่ตำแหน่งนั้น และหากเจ้าทำให้ข้าไม่
พอใจอีกเพียงครั้งเดียว ข้าจะให้ท่านพ่อของเจ้าไปจากเมืองหลวงสัก
แม้ว่าคำพูดของโจวเส่อเกิงจะหยิ่งยโสโอหัง แต่ก็ไม่มีอะไรที่เกินจริง ต้องรู้ว่าตระกูลโจวอยู่ในราชวงศ์มาหลายสิบ
ปี ผู้มีพรสวรรค์นั้นมีมากมาย มีชื่อเสียงโด่งดัง จวนสกุลหลี่เป็นเพียงจวนหลินอานที่มีชื่อปลอมๆ เท่านั้น ทั้งสองอย่างนี้
อันไหนหนักเบา คนรอบข้างย่อมแยกแยะได้ชัดเจน
เมื่อหลี่ซือฉีได้ยินคำพูดของโจวเส่อ สีหน้าของเธอก็ซีดเซียวลงไปอีก ไม่เปล่งวาจาใดต่อ
โจวเส่อส่งเสียง ฮื้อ ฮื้อ อย่างเย็นชาแล้วมองไปที่ใบหน้าซีดขาวของหลีซือฉี รอยยิ้มบนใบหน้ามีทั้งมีเลศนัยระคน
โหดร้าย หลังจากพูดจบ นางก็หันกลับมามองต้วนชิงหมิงอย่างวางท่า ก่อนจะพูดด้วยนํ้าเสียงหยิ่งยโสว่า “ต้วนชิงหมิง
ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะรู้เรื่องถึงเพียงนี้……ต่อไปข้าจะปกปั้องเจ้า หากใครกล้ารังแกเจ้าอีก เพียงบอกข้ามาคำเดียว ข้าจะ
ระบายความโกรธให้เจ้าเอง
พูดจบ ก็ตั้งใจจ้องไปที่หลี่ซือฉี ละม้ายเพื่อเตือนนางในที
ต้วนชิงหมิงบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง นางไม่ชอบหลี่ซือฉีก็จริง ทว่านางก็ไม่จำเป็นต้องให้โจวเส่อมาปกปั้อง……
ความทรงจำในครั้งก่อนแจ่มแจ้งในบัดดล นางจำได้ว่าชะตากรรมของคุณหนูโจวผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก
ประการแรกได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์ สุดท้ายเนื่องจากไม่สามารถทนต่ออนุภรรยาของฝั่ายตรงข้ามได้ เลย
ฆ่าพวกเขาด้วยยาพิษ แม้ว่าตระกูลโจวจะข่มขู่ราชสำนักให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไร แต่ว่าชื่อเสียงความหึงหวงของนางก็
แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ จนในที่สุดก็ถูกคนบ้านแม่สามีหาข้อผิดพลาด บังคับให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในอาราม จนไม่ได้
ข่าวคราวอีกเลย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ต้วนชิงหมิงก็หยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณคุณหนูโจวสำหรับความเมตตานี้ เพียง
แต่ข้านั้นสามารถปกปั้องตัวเองได้เจ้าค่ะ
โจวเส่อดูเหมือนจะรีบร้อนหาใครสักคน นางจึงไม่ได้ฟังการเยินยอยกย่องของต้วนชิงหมิง ในความเป็นจริงต้วน
ชิงหมิงยังพูดไม่ทันจบ นางก็จากไปอย่างรีบร้อน
หลี่ซือฉีได้เสียเปรียบโจวเส่อเข้าแล้ว นางจึงระบายความโกรธใส่ต้วนชิงหมิง น่าเสียดายที่ตอนนี้นางสวมเสื้อผ้าไม่
เรียบร้อย ครั้นสีหน้าก็ดูยํ่าแย่ ดังนั้นการเปลี่ยนเสื้อผ้า รองเท้า และถุงเท้าใหม่จึงสำคัญกว่าการหาเรื่องเด็กสาวตรงหน้า
หลี่ซือฉีถลึงตาใส่ต้วนชิงหมิงอย่างดุร้าย ส่งสายตาประหนึ่งพูดว่า ‘รอก่อน’ ให้อีกฝั่าย ถามถึงที่ที่หลิวซูจิ้งไป จึง
เดินจากไปอย่างเคียดแค้น
ต้วนชิงหมิงมองหลี่ซือฉีอย่างใจเย็นพลางคิดในใจ ครั้งหน้าหากเจ้าไม่มายั่วโมโห ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าเจ้ายัง
กล้ายั่วยุอีก ข้าจะทำให้เจ้าจดจำชื่อข้าอย่างไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
ต้วนชิงหมิงรู้ดีข้อนี้ดีถึงเหตุผลที่คนดีมักถูกคนอื่นรังแก ดังเช่นม้าที่เชื่องมักถูกคนขี่ ดังนั้นคนที่ทำความดีกับผู้อื่น
เหล่านั้น นางจะไม่ไปหาเรื่อง แต่ถ้าผู้อื่นมารังแกนาง นางก็จะไม่ปล่อยไปแน่นอน
ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้วนชิงหมิง สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึมลงทันทีเมื่อเห็นพี่สาวถูกรังแก หัวใจของเด็กน้อยพลันจะ
แตกสลาย อยากจะเร่งวันคืนให้เติบโตเร็วๆ เขาอยากโตขึ้นเพื่อปกปั้องผู้เป็นพี่สาวคนเดียวของเขา
ขณะที่ต้วนชิงหมิงกำลังจูงมือต้วนอวี้เดินไปข้างหน้า จู่ๆ เสียงของเชวียหนิงหรานก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “ชิงห
มิง……”
เพียงแค่ได้ยินเสียงก็รู้ว่าคือใคร ต้วนชิงหมิงยิ้มหวานให้กับร่างที่เดินรี่มาหาอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงเรียกนํ้าเสียง
อ่อนหวาน “ท่านพี่เชวีย”
ในใจของต้วนชิงหมิง เชวียหนิงหรานเป็นทั้งเพื่อนสนิทและเป็นทั้งพี่น้อง เมื่อได้เจอเชวียหนิงหรานที่นี่ นางย่อมมี
ความสุขมากแน่นอน
สีหน้าที่เคร่งขรึมมุมหนึ่งของต้วนอวี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความผ่อนคลายลงอย่างบอกไม่ถูก เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างให้
เชวียหนิงหรานแล้วกล่าวว่า “วันนี้ท่านพี่เชวียช่างงดงามยิ่งนัก”
เชวียหนิงหรานรีบเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต้วนอวี้ คว้าแขนน้อยๆ ของเขาขึ้นมา แล้วกล่าวหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าชมข้าต่อหน้าท่านพี่ของเจ้าที่งดงามเช่นนี้ นี่เจ้ากำลังประชดข้าอยู่ใช่หรือไม่”
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ท่านพี่เชวียก็รู้จักพูดถ่อมตัวด้วย……”
วันนี้เชวียหนิงหรานสวมชุดผ้าฝั้ายปักลายสีเหลืองอร่าม ท่อนล่างสวมชุดกระโปรงสีเขียวมรกต ข้างนอกสวมเสื้อ
คลุมขนจิ้งจอกสีขาว เดินไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางต้นสนสีขาวราวหิมะ นอกจากความสดใสงดงามแล้ว ยังมีบุคลิกที่
สดใสมากขึ้น ผมสีดำเข้มดุจหยกดำของนางถูกจัดทรงเฟิยเซียนอย่างพิถีพิถัน ไข่มุกกลมๆ หลายเม็ดประดับประดาอย่าง
ไม่ตั้งใจบนศีรษะนาง ทำให้ผมที่ดูราวเมฆดำดูนุ่มนวลและชุ่มชื่นยิ่งขึ้น เมื่อมองบนศีรษะของนางอีกครั้ง นางปักปินไข่มุก
ทองซูปาเปั่า ดวงตาคู่งามที่จับจ้องนั้น ยิ่งเปล่งประกายงดงามจนไม่อาจหาผู้ใดเปรียบ
เดิมทีเชวียหนิงหรานไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก พอเจอต้วนชิงหมิงก็ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ ริมฝีปากสีแดงเป็นกระ
จับได้รูปของนางยกยิ้มกว้าง ราวกับว่ารอยยิ้มนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต้วนชิงหมิงเท่านั้น
เด็กสาวยืนอยู่ท่ามกลางนํ้าแข็งหิมะ ยิ้มตอบพลางมองเชวียหนิงหรานด้วยแววตากระจ่างใสเมื่อเห็นอีกฝั่าย
ท่าทางรีบร้อนเดินเข้ามา จนเห็นเม็ดเหงื่อผุดพลายออกมาท่วมใบหน้าใส ทว่ากลับไม่ได้ลดความงดงามของอีกฝั่ายลง
เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดให้เชวียหนิงหราน แล้วเอ่ยอย่างตำหนิว่า “ท่านพี่เชวียร้อนใจถึง
เพียงนี้เพื่ออะไร ก็รู้ว่าข้าไม่มีทางบินหนีไปไหนแน่ๆ”
ในมือของเชวียหนิงหราน ยังดึงต้วนอวี้เอาไว้อยู่ และพูดคุยกับต้วนชิงหมิงไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน จนเสียง
หัวเราะดังลั่นไปทั่วบริเวณ “ข้ารู้ ข้ารู้ว่าเจ้าบินไม่ได้ แต่ว่าเจ้าสามารถนั่งรถม้ากลับได้……ชิงหมิง รีบบอกข้ามาว่าหลาย
วันมานี้ เจ้าไปไหนมากันแน่”