การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 161 ความคิดของหลิวจื๋อ
เชวียหนิงหรานเคยเขียนจดหมายถึงต้วนชิงหมิง อยากให้นางออกมาเที่ยวหาที่จวนในวันแรกที่มีหิมะตก แต่ว่า
ข่าวที่ได้รับกลับเป็นข่าวร้ายที่ว่าต้วนชิงหมิงออกไปทำธุระนอกจวน และไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อไร
เพราะว่าต้วนชิงหมิงไม่อยู่ เชวียหนิงหรานจึงพลาดโอกาสการเหยียบหิมะตามหาดอกเหมยที่สนุกที่สุด ด้วยเหตุนี้
นางจึงรู้สึกหดหู่อยู่หลายวัน ทว่าตอนนี้จะต้องทวงคืนให้ถึงที่สุด
ในห้องโถงผู้คนพลุกพล่านจอแจ แน่นอนว่าต้วนชิงหมิงไม่บอกว่านางไปที่จ้วงจื่อมา อีกทั้งการเดินทางครั้งนี้ยัง
เกิดความวุ่นวายขึ้นมากมาย นางยิ่งไม่อยากให้เชวียหนิงหรานเป็นกังวล เมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงยิ้มน้อยๆ “ข้าไปที่วัดจิ่วหัว
เพื่ออธิษฐานขอพรแทนท่านแม่ของข้า”
เมื่อเห็นใบหน้าราวหยกขาวของต้วนชิงหมิงฝืนยิ้มอย่างขมขื่นออกมา เดิมทีนางที่เป็นคนตรงไปตรงมาโผงผาง
และปากไวเท่าความคิด พลันรู้สึกหัวใจเต้นรัว เคลื่อนกายเข้ามาใกล้แล้วพูดเสียงเบาด้วยความลำบากใจ “นี้……ชิงหมิง
ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ……”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้ามองไปบนพื้นที่มีนํ้าแข็งหิมะเกาะอยู่ ราวกับว่านางกำลังซ่อนอารมณ์บางอย่างเอาไว้ คิดอะไร
อยู่ก็สุดรู้ เพียงครู่เดียวก็หันกลับมาแล้วยกยิ้มขึ้น “ไม่เป็นไร ข้ากลับมาแล้วไม่ใช่หรือ”
เชวียหนิงหรานยื่นมือออกมาคว้ามือของต้วนชิงหมิงไว้ พลางกล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าไม่รู้หรอกว่า หลายวันมานี้ที่
เจ้าไม่อยู่ ท่านแม่ก็ไม่อนุญาตให้ข้าออกไปข้างนอกเลย เหล่าพี่ชายต่างออกไปเหยียบหิมะตามหาดอกเหมยที่ชานเมือง
มีแต่ข้าคนเดียวที่ต้องอยู่ในจวน เบื่อจะตายอยู่แล้ว”
ต้วนชิงหมิงยิ้มขำ รีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากตัวเอง พลางมองไปที่เชวียหนิงหรานก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เฮ้อ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพี่เชวียยังชอบเล่นสนุกกว่าเด็กอย่างข้าเสียอีก”
ใบหน้าของเชวียหนิงหรานแดงกํ่าขึ้นมาอย่างร้อนรน นางกำมือหลวมชกใส่ต้วนชิงหมิงเบาๆ ไปหนึ่งที “เจ้าล้อข้า
อีกแล้ว……”
“โอ๊ย ท่านพี่เชวีย โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ ครั้งหน้าน้องสาวไม่กล้าอีกแล้ว” นางแกล้งทำเป็นเจ็บพลางร้อย
โอดโอยขอชีวิต หยอกล้ออีกฝั่าย
ทั้งสองหัวเราะกัน เล่นซุกซน แล้วเดินไปที่ศาลาด้านข้าง ขณะที่เดินไปต้วนชิงหมิงก็ชวนคุยไป “วันนี้พี่เชวียมา
คนเดียวหรือ”
หญิงสาวส่ายหน้า “ข้ามากับเหล่าท่านพี่”
ต้วนชิงหมิงถามอย่างไม่ใส่ใจ “เชวียหนิงเชี่ยน พวกนางไม่มาด้วยหรือ”
เชวียหนิงหรานส่ายหน้า ไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ นางจ้องเขม็งก่อนจะเบะปากเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าพวกนางไม่อยาก
มา แต่มาไม่ได้”
เชวียหนิงหรานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “พวกนางไม่ได้รับบัตรเชิญ……ทุกคนอยากมากันมากเลยล่ะ แต่ถูก
ท่านแม่ของข้าห้ามไว้”
เชวียหนิงหรานมีนิสัยตรงไปตรงมา และไม่รู้จักโกรธแค้น พอคิดถึงวันนี้ที่เชวียหนิงเชี่ยนถูกห้ามไว้ นอกจาก
ขอร้องท่านพ่อไม่สำเร็จ ยังถูกตำหนิไปยกหนึ่งก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “เจ้าไม่รู้หรอกว่าสีหน้าของเชวียหนิงเชี่ยนนั้นน่าดู
มากเพียงไร”
เชวียหนิงเชี่ยนมีนิสัยขี้อิจฉา นางไม่อยากเป็นตัวสำรองของเชวียหนิงหราน เมื่อนึกถึงสีหน้าของนางแล้ว คงจะ
น่าดูเป็นแน่
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ต้วนชิงหมิงก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย สำหรับคนที่แข็งกร้าวควรถูกสั่งสอนเสียบ้าง……ถูกต้องแล้ว
นางควรตกไปเป็นแค่ตัวสำรองบ้าง เมื่อคิดถึงคนในจวนของเชวียหนิงหราน ทั้งท่านพี่หญิงลูกอนุ น้องหญิงรองลูกอนุ
สองพี่น้องที่ชอบหาเรื่องไม่กลัวฟั้ากลัวดินใด และท่านพ่อที่รักลูกลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด
ต้วนชิงหมิงพลอยรู้สึกเจ็บปวดหัวใจตามไปด้วย นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าหญิงสาวที่น่ารักและรู้เรื่องเช่นนี้ เหตุใดถึง
ถูกท่านพ่อแท้ๆ ปฏิเสธ หากเทียบกันแล้ว ต้วนชิงหมิงยิ่งรู้สึกว่าบิดาของนางดีกว่าไม่รู้ตั้งกี่เท่า พลางเอื้อมมือไปแตะไหล่
ของเชวียหนิงหรานเบาๆ พูดเสียงเบาราวกระซิบว่า “แล้วช่วงนี้พี่สบายดีหรือไม่”
แน่นอนว่าเชวียหนิงหรานรู้ว่าต้วนชิงหมิงกำลังพูดถึงเรื่องอะไร นางฉีกยิ้มสดใสขึ้นอีกครั้ง เอื้อนเอ่ยคำ “ครั้งที่
แล้วถูกเจ้าลงโทษยังไม่พอ ยังถูกท่านย่าลงโทษกักบริเวณอีก ตอนนี้ พวกนางก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรมากนักแล้วล่ะ”
พูดจบ ก็ทำท่าทำทางมองไปยังด้านหลังของต้วนชิงหมิง เอ่ยถาม “เอ๊ะ น้องหญิงรองลูกอนุของเจ้าล่ะ”
น้องหญิงรองลูกอนุของทั้งต้วนชิงหมิงและเชวียหนิงเชี่ยนมีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน คือไม่อาจทนเห็นพวกนางได้ดี
และยิ่งทนฟังความดีของใครไม่ได้ นางทั้งสองคนราวกับว่าเกิดมาเพื่อเป็นคู่กันเสียจริง
ครั้นได้ยินชื่อของต้วนอวี้หราน สีหน้าของต้วนชิงหมิงก็หม่นหมองลงระคนบึ้งตึงในที กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “พี่เช
วีย พวกเราจะไม่พูดถึงนางกันดีหรือไม่”
คนที่อัปมงคลเช่นนั้นไม่มีค่าควรที่จะกล่าวถึง คนที่ชั่วร้าย ก็ไม่สามารถภาคภูมิใจได้ตลอดไป เงาของต้วนอวี้หรา
นได้ติดตามต้วนชิงหมิงทั้งในชาติที่แล้วและชาตินี้ จนเด็กสาวไม่อยากพูดถึงนางจริงๆ
เมื่อเห็นใบหน้าอันงดงามของต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกเศร้าวิตกกังวล เชวียหนิงหรานรู้ว่าต้วนชิงหมิงเกลียดต้วนอวี้
หรานเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาก็เปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา กล่าวเชิญต้วนชิงหมิงหากมีเวลาว่างแล้ว ไปเที่ยวเล่นที่
จวน
ต้วนชิงหมิงยิ้มเอื้อนเอ่ย “พี่เชวีย ท่านอย่ามัวแต่สนใจแต่เรื่องสนุกนะ ท่านต้องรู้ไว้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของข้า ไม่
ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านก็ต้องมาร่วมงานด้วย”
เชวียหนิงหรานยิ้ม “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไปร่วมงานด้วยแน่นอน อีกอย่าง ข้าจะไปแต่เช้าๆ กินให้มากๆ……”
ต้วนชิงหมิงทำตาขาวใส่เชวียหนิงหราน กล่าวตำหนิ “ไม่กลัวว่ากินจนอ้วน แล้วจะแต่งไม่ออกหรือ”
เชวียหนิงหรานเป็นคนตรง เรียบง่าย และอ่อนโยน จนทำให้ต้วนชิงหมิงอดคิดไม่ได้ว่าพี่สาวผู้นี้อ่อนโยนกว่านาง
เสียอีก การที่ได้มารู้จักได้มีเพื่อนแบบนี้ ก็นับว่าเป็นวาสนาของนางจริงๆ
เมื่อได้ยินคำว่า ‘แต่งงาน’ ใบหน้าของเชวียหนิงหรานก็แดงขึ้นทันที นางดึงต้วนชิงหมิงเบาๆ กล่าวว่า “เฮ้อ ชิงห
มิง เจ้าเห็นหรือไม่ วันนี้ทุกคนที่มางานนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นบุตรสาวของภรรยาเอกของแต่ละจวน และบุตรสาวคนโต
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปรอบๆ ถึงพบว่าเหล่าหญิงสาวที่มาร่วมงานในวันนี้ล้วนงดงามทั้งสิ้น เพียง
แต่มีความงามที่แตกต่างกัน เทียบไม่ได้กันจริงๆ และต่างก็เป็นบุตรสาวคนโตของภรรยาเอกทุกจวน ไม่เห็นบุตรสาวอนุ
สักคน นอกจากนี้ บุรุษเหล่านี้ก็ล้วนเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนต่างๆ ไม่ก็เป็นบุคคลผู้มีอิทธิพล
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูเหมือนว่าวันนี้หลิวจื๋อจะสามารถควบคุมผู้มาร่วมงานได้ทั้งหมด ก่อนที่จะ
ประกาศฐานะของหลิวยวนให้คนภายนอกได้รู้จักและให้เกียรติหลิวยวน เพื่อปูทางให้บุตรชายได้รู้จักกับลูกหลานของ
เหล่าขุนนาง ที่สำคัญตั้งใจหาคู่ครองในหมู่คุณหนูตระกูลใหญ่เหล่านี้ให้กับหลิวยวนอีกด้วย
ในตอนนี้เอง พลันได้ยินเสียงเรียกมาจากด้านหลังของพวกนางสองคน “น้องหญิง น้องหญิง”
เมื่อเชวียหนิงหรานได้ยิน ใบหน้าของนางก็แสดงออกถึงความยินดีทันที นางจับมือของต้วนชิงหมิงและชี้ไปยังที่
ไกลๆ กล่าวอย่างมีความสุขว่า “นั่นไง พวกท่านพี่มาแล้ว”
ก่อนหน้านี้ เชวียหนิงหรานได้แต่มองหาต้วนชิงหมิง จนลืมเชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนไว้ด้านหลัง ตอนนี้เมื่อ
ทั้งสองมาตามหา หญิงสาวจึงรู้สึกมีความสุขมาก
ต้วนอวี้ที่เดิมตามทั้งสองคนมาอย่างเรียบร้อย ก่อนหน้านี้ที่เด็กน้อยได้พบกับเชวียหนิงหรานเมื่อเอ่ยทักแล้ว
คารวะนางเสร็จ ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทว่าในตอนนี้เชวียหนิงหรานทำท่าราวกับเพิ่งเห็นต้วนอวี้ รีบโน้มตัวลงมาแล้วกล่าว
ด้วยรอยยิ้ม “อวี้เอ๋อร์……เจ้าดูสิ พวกท่านพี่เชวียมาแล้ว ไม่ได้เจอกันนานเลย เจ้าดีใจหรือไม่”
ต้วนอวี้มีความรู้สึกที่ดีต่อคนที่ต้วนชิงหมิงชอบ นอกจากนี้ สองพี่น้องตระกูลเชวียก็ยังดีต่อเขามาก พลางพยัก
หน้าหงึกหงัก พูดโดยไม่ลังเลว่า “ชอบ”
ระหว่างที่พูด เชวียจื่อซวนผู้สุภาพอ่อนโยนและสง่างามกับเชวียหนิงซวนผู้กล้าหาญและสดใส กำลังเดินมาทาง
พวกนาง
เชวียจื่อซวนสวมเสื้อผ้าสีอ่อนทั้งชุด ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อสีเงินขนจิ้งจอก ยิ่งทำให้ตัวเขาเหมือนหยกขาวดูสง่า
งาม ส่วนเชวียหนิงซวนสวมเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ ปลายเสื้อพลิ้วไหวตามจังหวะการเดินยิ่งช่วยเสริมให้เขาดูหล่อเหลายาก
จะละสายตา
ชายหนุ่มสองคนที่มีความแตกต่างกำลังเดินอยู่ท่ามกลางหญิงสาวรายล้อม ราวกับเป็นทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์
สองแบบไม่เหมือนใคร น่ารื่นรมย์ ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกอิจฉาอย่างบอกไม่ถูก การมีบุตรชายเช่นนี้ ช่างเป็นวาสนาของ
มารดาอย่างแท้จริง
ผู้ที่มาร่วมงานครั้งนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหญิงสาว เมื่อเห็นพวกเขาเดินผ่าน หญิงสาวเหล่านั้นก็แสดงอาการเขินอาย
บ้างก็แสดงความชื่นชมออกมาทางสายตา
พี่ชายทั้งสองคนนี้ช่างเป็นความภาคภูมิใจของเชวียหนิงหราน ยิ่งเห็นเหล่าพี่ชายได้รับความนิยมเช่นนี้ นางก็
ชะเง้อหน้าขึ้นโบกมือไปทางพวกเขาสองคน “พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าอยู่ที่นี่”
แม้ว่าเชวียจื่อซวนจะด้อยบุ๋น แต่เรื่องบู๊ไม่เป็นสองรองใคร เขามองเห็นผู้เป็นน้องสาวและต้วนชิงหมิงนานแล้ว
ตอนนี้กำลังคลี่ยิ้มให้พวกนางจากระยะไกล “น้องหญิงหายไปในพริบตา ทำเอาพี่ตกใจหมด ที่แท้มาหาน้องชิงหมิง
นี่เอง”
เชวียหนิงเซวียนที่ยืนยิ้มอยู่เช่นกัน พูดขึ้น “ดูจากสีหน้าของน้องแล้ว ความน่าดึงดูดของน้องชิงหมิงคงจะ
มากกว่าพวกพี่ๆ เสียอีกกระมัง ไม่เช่นนั้น คงไม่ทิ้งพวกพี่ไปเพียงแค่ได้พบหน้าน้องชิงหมิง พี่หันหลังไปเพียงครู่เดียวหัน
กลับมาก็ไม่เห็นคนแล้ว”
เชวียหนิงหรานถูกเหล่าพี่ชายล้อเลียน ก็ทำท่าโมโหขึ้นมาทันที กระทืบเท้าอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ ยู่ปากพูด
“ฮึ่ม ตอนที่พวกท่านไปเหยียบหิมะตามหาดอกเหมยกันที่ชานเมือง เคยคิดถึงข้าบ้างหรือไม่ ตอนนี้ยังมาล้อข้าอีก……
ฮึ่ม”