การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 162 สภาพของหลิวยวน
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนต่างรู้ดีว่าน้องสาวของพวกเขากำลังพูดขู่อยู่กลายๆ
เชวียหนิงซวนเอ็นดูน้องสาวเป็นที่สุด ถ้าเรื่องการไปเล่นหิมะโดยไม่ได้พานางไปด้วยจะทำให้ต้องผิดใจกัน เกรงว่า
คงจะได้ไม่คุ้มเสีย ระหว่างที่พูดเขาก็รับประกันว่า “แค่ไปพักผ่อนและเล่นหิมะเท่านั้น…ไว้น้องหนิงหรานนัดกับน้องชิงห
มิงได้แล้ว พวกเราค่อยไปด้วยกันใหม่ก็ยังไม่สาย!”
เดิมทีเชวียหนิงหรานก็น่าสงสารอยู่แล้ว ทว่าก็มีแต่ต้วนชิงหมิงที่สนใจและเป็นห่วงนางมากที่สุด ถ้าหากพาต้วน
ชิงหมิงไปด้วย นางก็คงจะดีใจมากเป็นแน่
“พี่รองห้ามหลอกข้านะ!” นางเอ่ยถามด้วยความดีใจขึ้นมาทันที
เชวียหนิงซวนรีบยกมือขึ้นทำท่าทาง “น้องสาวมาเป็นที่หนึ่ง พวกพี่ไม่กล้าหลอกเจ้าแน่นอน!”
เขาหยุดเว้นจังหวะแล้วถามอีกประโยค “พี่ว่าเจ้าควรถามน้องชิงหมิงเสียหน่อยว่าพอจะมีเวลาไปกับพวกเราหรือ
ไม่”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะขึ้นมา “นอกจากวันพรุ่งนี้ วันอื่นก็ได้หมด!”
ทันใดนั้น เชวียหนิงซวนก็นึกขึ้นมาได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของต้วนชิงหมิง ส่วนใบเชิญนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอยู่ใน
มือของน้องสาวเรียบร้อยแล้ว จึงหัวเราะขึ้นมา “ใช่แล้ว น้องสาวพูดว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของน้องชิงหมิง อย่างนั้นรอให้
ผ่านวันพรุ่งนี้ พวกเราค่อยนัดไปเล่นหิมะด้วยกัน”
“พี่ใหญ่ พี่รอง เช่นนั้นต้องไปที่ชานเมือง!” เชวียหนิงหรานพูดแย้งขึ้น แววตาฉายแววตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนพยักหน้าพร้อมกัน “ใช่แล้ว ไปชานเมือง”
หญิงสาวก็พูดขึ้นมาอีก “พวกพี่ไปหาวิธีพูดกับท่านแม่ด้วย!”
เชวียจื่อซวนพยักหน้ารับ “ได้ พี่ใหญ่รับผิดชอบพูดโน้มน้าวท่านแม่เอง!”
“เช่นนั้น ข้ารับผิดชอบเรื่องการวางแผนเดินทางในหนึ่งวัน เรื่องของว่าง และนํ้าชา ดีหรือไม่” เชวียหนิงซวนก็ได้
พูดขึ้น
เชวียหนิงหรานรู้ดีว่าเชวียหนิงซวนเป็นคนชอบกินมากที่สุด “ข้ารู้ดีว่าพี่ใหญ่และพี่รอง รักข้ามากที่สุด”
เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนถอนหายใจอย่างหมดห่วง…รับปากไปเที่ยวชานเมือง จึงให้เป็นพี่ชายที่แสนดี แต่ถ้า
ไม่พาไปก็จะมองว่าพี่ทั้งสองเป็นคนหลอกลวงอย่างไรเล่า!
ทว่านางไม่ได้สนใจเพียงแต่มองไปที่ต้วนชิงหมิง พูดอย่างตะกุกตะกัก “ชิงหมิงถึงตอนนั้น ข้าจะให้คนส่งจดหมาย
ไปบอก ส่วนเจ้าก็ห้ามปฏิเสธและห้ามหายตัวไปไหนโดยไม่บอกกล่าวอีก”
เด็กสาวมองตอบยิ้มๆ ไปทางพี่น้องสามคนที่กำลังถกเถียงกัน
เมื่อเห็นพวกเขาเข้ากันได้ดี นางก็รู้สึกดีใจไปด้วย ในตอนนี้หลิวยวนได้เดินผ่านประตูฉุยฮวาและหันเดินตรงมา
ทางนี้ เขาเดินมาพูดขอโทษต้วนชิงหมิง “คุณหนูใหญ่ วันนี้ข้าดูแลได้ไม่เต็มที่ ทำให้เจ้าลำบากใจแล้วใช่หรือไม่”
ต้วนชิงหมิงได้ยินก็หัวเราะขึ้นมาทันที “ไม่ใช่หรอกพี่หลิวอย่าเป็นกังวล ที่นี่ข้ายังบังเอิญเจอคุณหนูเชวียกับพี่ชาย
ทั้งสองของนาง ข้าสบายดี พี่ไม่ต้องเป็นห่วง!”
ทางด้านต้วนอวี้เมื่อเห็นหลิวยวน ใบหน้าก็เต็มเปียมไปด้วยความดีใจ “พี่หลิว!”
ใบหน้าที่หล่อเหลาบาดใจของหลิวยวน มองตามเสียงด้วยสายตาที่อ่อนโยน เขาได้เอื้อมมือไปลูบหัวต้วนอวี้เบาๆ
“ต้วนอวี้เด็กดี!”
คำเรียกที่ต้วนชิงหมิงเรียกหลิวยวนทำให้เชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนตกใจอยู่ไม่น้อย
พวกเขาทั้งสองคนเพิ่งจะรู้ฐานะที่แท้จริงของหลิวยวนเมื่อเดินผ่านเข้ามาจากประตู ทว่าบทสนทนาของเด็กหนุ่ม
กับต้วนชิงหมิงก็ยิ่งทำให้พวกเขาคาดคิดไม่ถึง…ต้วนชิงหมิงคุ้นเคยและสนิทสนมกับคุณชายหลิวเช่นนี้เชียวหรือ
หลิวยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ จากนั้นขมวดมุ่นคิ้วถามขึ้น “แล้ว……ยวี้ยิงไปไหนหรือ ทำไมข้าถึงไม่เห็น
นาง”
ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ “พี่ยวี้ยิงมีธุระจึงขอตัวไปก่อน!”
อันที่จริงยวี้ยิงถูกหลิวซูจิ้งเรียกไปต่างหาก เพื่อจะปล่อยให้ต้วนชิงหมิงอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพียงแต่นางไม่พูดความ
จริงออกมา
หลิวยวนพยักหน้ารับรู้ “น้องไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว!”
เดิมทีหลิวยวนเป็นห่วงว่าฮูหยินจวนเซียงและหลิวซูจิ้งจะถือโอกาสเล่นงานต้วนชิงหมิง แต่ตอนนี้มีพี่น้องตระกูล
เชวียอยู่ด้วย เขาจึงพอจะวางใจได้บ้าง!
ชั่วอึดใจหนึ่ง ต้วนชิงหมิงพลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน… สำหรับบุตรชายพี่น้องตระกูลเชวีย
นั้น หลิวยวนเพิ่งจะได้พบหน้าไปเมื่อครู่ ส่วนเชวียหนิงหรานก็เคยเจอหน้ากันแล้วถึงสองครั้ง ตอนที่ยังอาศัยอยู่จวนต้วน
จึงไม่จำเป็นต้องแนะนำอย่างเป็นทางการ!
ต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้มพลางเข้าไปจับมือเชวียหนิงหรานขึ้นมา “พี่หลิว คนนี้คือคุณชายใหญ่ชื่อว่าเชวียจื่อซวน คนนี้
คือคุณชายรองชื่อว่าเชวียหนิงซวน และสุดท้ายก็คือคุณหนูรองแห่งจวนเชวียที่พี่เคยพบหน้าแล้ว”
ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดจบ ด้านหลังก็มีเสียงหัวเราะของเชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวน กำลังอ้าปากอธิบายว่า
“พี่ชายตระกูลเชวียทั้งสอง คนนี้คือพี่หลิวยวนที่ข้านับถือเป็นพี่แท้ๆ……เขาเคยช่วยชีวิตของต้วนอวี้เอาไว้ครั้งหนึ่ง!”
พี่น้องทั้งสองต่างมองตากัน ยิ้มบางๆ “พี่หลิว!”
บนใบหน้าของหลิวยวนปรากฏความรู้สึกจริงใจที่ยากจะพบเห็นออกมา “ยินดีที่ได้รู้จัก พี่น้องเชวียทั้งสอง…”
ตอนที่เชวียหนิงหรานเดินผ่านจวนเข้ามาก็ไม่เห็นหลิวยวนมาก่อน ในตอนนี้นางได้จ้องมองใบหน้าหลิวยวน พูด
ขึ้น “คุณชายหลิว…ตอนที่ข้าไปหาชิงหมิงก็เคยพบท่านอยู่สองครั้งสองครา…”
เชวียหนิงหรานไม่เคยนับว่าไปจวนต้วนมาแล้วกี่ครั้งและได้พบหน้าหลิวยวนมากี่ครา ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝั่ายก็เป็น
คนที่ต้วนชิงหมิงให้ความสำคัญ นางจึงจำหลิวยวนได้ขึ้นใจ ในเวลานี้เมื่อได้ฟังเชวียหนิงหรานพูด เขาจึงตอบกลับยังใจ
กว้าง
“น้องหนิงหรานพูดไม่มีผิด……ระหว่างทางกลับเมืองหลวงเพื่อตามหาท่านพ่อ ข้าโชคร้ายถูกคนชั่วตามเล่นงาน
จนต้องไปนอนซมซานค้างคืนไร้ใครสนใจ โชคดีที่น้องชิงหมิงช่วยชีวิตเอาไว้ครั้งนั้น ข้าจึงได้อาศัยอยู่ในจวนต้วนเรื่อยมา
ก่อนที่จะตามหาท่านพ่อเจอ”
เชวียหนิงหรานเข้าใจในทันที เป็นเพราะต้วนชิงหมิงช่วยชีวิตหลิวยวนก่อน เขาจึงช่วยต้วนอวี้กลับ ดังนั้นทั้งสอง
จึงกลายเป็นพี่น้องกัน
เด็กสาวที่เงียบอยู่นานจึงถือโอกาสพูดขึ้น “พี่ชายตระกูลเชวียทั้งสองท่าน พี่หลิวของข้าได้ตามหาท่านพ่อเจอแล้ว
ต่อจากนี้ถ้ามีเรื่องอะไร หวังว่าพี่ชายทั้งสองจะช่วยดูแลกัน!”
เป็นที่รู้ดีว่าตระกูลหลิวและตระกูลเชวียเป็นตระกูลผู้ดีและสูงศักดิ์ ต่อจากนี้ไปจะได้พบปะพูดคุยและติดต่อกันได้
แต่ข่าวลือข้างนอกได้ลือกันว่าหลิวจื๋อไม่ค่อยลงลอยกับตระกูลเชวียเสียเท่าไร ต้วนชิงหมิงได้แต่หวังว่าข่าวลือเหล่านั้นจะ
มลายหายไปในช่วง ของคนรุ่นหลัง
ชายหนุ่มหลายคนได้ฟังจู่ๆ สีหน้าก็จริงจังขึ้นมา “น้องชิงหมิงวางใจได้ พวกเราจะดีต่อกัน!”
คำพูดของลูกผู้ชายก็คือคำไหนคำนั้น ในเมื่อชายหนุ่มทั้งสามคนตอบรับแล้ว อย่างนั้นสถานการณ์ของตระกูล
หลิวและตระกูลเชวียก็คงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
หลิวยวนรู้เป็นอย่างดีว่าตระกูลเชวียเป็นราชครูขององค์ฮ่องเต้และยังเป็นที่เคารพนับหน้าถือตา คุณชายทั้งสอง
ของตระกูลเชวีย คนหนึ่งเป็นลูกชายคนโตของภรรยาเอกและอีกคนก็เป็นลูกชายคนรองของภรรยาเอก ถ้ามองด้านนี้
เพียงชื่อเสียงของทั้งสองก็กว้างไกลกว่าเขามาก ต้วนชิงหมิงจึงช่วยให้ได้รู้จักกันและช่วยปูทางให้กับเขา……เมื่อคิดมาถึง
จุดนี้ ความไม่พอใจของหลิวยวนที่ต้วนชิงหมิงเรียกว่า “พี่ชายเชวีย” ก็ได้มลายหายไป!
หลิวยวนยังอยากจะพูดคุยต่ออีกเสียหน่อย ทว่าผู้ดูแลตัวเองมาตามเขาอยู่ด้านข้าง “คุณชาย นายท่านเรียกไป
พบขอรับ!”
ไม่ต้องถามก็รู้ว่ามีคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์มาถึงจวนเป็นแน่ หลิวจื๋อจึงอยากให้เขาไปคารวะ!
สีหน้าจนปัญญาของหลิวยวนบ่งบอกว่าปฏิเสธไม่ได้ เขาจึงมองไปทางต้วนชิงหมิงและพูดเสียงแผ่วเบา “ชิงหมิง
อยู่คุยกับพี่น้องเชวียไปก่อน อีกชั่วครู่ข้าจะกลับมาหา!”
ในตอนนี้มือของต้วนชิงหมิงได้บีบของบางอย่างไปมาจนแน่น จนทำให้ในฝั่ามือมีเหงื่อไหลออกมา นางจึงตบไป
เบาๆ ที่หลังของหลิวยวน พูดอย่างไม่รีบร้อน “พี่หลิววางใจได้ น้องดูแลตัวเองและต้วนอวี้ได้!”
ระหว่างที่พูดอยู่พลันมีแสงเงินแวบผ่านหลังหลิวยวนจนตัวเขาเองก็ยังไม่ได้รับรู้ เขาหันหน้าไปยิ้มให้กับเชวียจื่อ
ซวน เชวียหนิงซวนและเชวียหนิงหราน “พี่ชายเชวียทั้งสองและน้องหนิงหรานต้องขออภัยด้วยที่ต้องขอตัวก่อน!”
คนทั้งสามทำความเคารพ “พี่หลิวรีบไปจัดการธุระเถอะ!”
หลิวยวนยื่นมือมาลูบที่หัวต้วนอวี้อีกครั้ง พร้อมกำชับเขาให้เชื่อฟังคำพูดของพี่สาวและห้ามหนีไปไหนก่อน!
ต้วนชิงหมิงมองตามหลังของหลิวยวนไปอย่างใจลอย กำลังคิดอะไรอยู่ก็สุดรู้
เชวียหนิงหรานจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าสะบัดไปมาตรงหน้านาง พูดหยอกเย้าว่า “เรียกสติกลับมาได้แล้ว!”
ต้วนชิงหมิงหน้าแดงเป็นลูกตำลึงขึ้นมา “สติถูกเจ้าทำให้เตลิดหายไปหมดแล้ว!”
เชวียจื่อซวนดูจะเข้าใจความรู้สึกของคนและสถานการณ์มากที่สุดในกลุ่มนี้ จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “น้องชิงหมิง
เป็นห่วงคุณชายหลิวใช่หรือไม่”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าตอบรับไม่ปิดบัง จากนั้นพูดด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “พี่ใหญ่เชวียลองคิดดูว่า เสนาบดีหลิว
ยอมรับบุตรชายที่มาตามหาและยังมีฐานะเป็นลูกชายคนโตของภรรยาเอกอีก อีกทั้งงานในวันนี้ก็จัดอย่างยิ่งใหญ่สม
เกียรติ แน่นอนว่าจะต้องมีคนที่ไม่ชอบใจ ดังนั้นคงมีคนไม่น้อยที่จะคอยเล่นงานเขาในวันที่แขกผู้มีเกียรติมารวมตัวกันที่
นี่ ดูท่าแล้วคนพวกนั้นจะไม่ยอมเลิกราโดยง่ายอย่างแน่นอน น้องจึงรู้สึกเป็นห่วงมาก!”