การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 163 ความกังวลของต้วนชิงหมิง
แต่ไหนแต่ไรมาเชวียหนิงซวนเป็นคนที่กล้าหาญ ต้วนชิงหมิงก็ยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวเขา อีกทั้งหลิวยวนก็
เคยช่วยชีวิตต้วนอวี้เอาไว้ เมื่อเขาได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงพูดจบ พลันยกมือขึ้นตบอกตัวเองพูดในทันที “น้องชิงหมิงวางใจได้
ขอเพียงพี่หลิวต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าอย่างไรก็จะช่วยให้ถึงที่สุด”
นางพยักหน้าเล็กน้อย “ทำเช่นนั้นไม่ได้ พี่รองเชวียจะออกหน้าไม่ได้!”
เชวียหนิงซวนได้ฟังพลันร้อนใจขึ้นมา จ้องมองมาที่ต้วนชิงหมิง “เจ้ายังสงสัยในความสามารถของพี่รองอีก
หรือ?”
ด้วยนิสัยของเชวียหนิงซวนที่เป็นคนใจร้อน จึงถูกเชวียจื่อซวนที่เป็นคนละเอียดถี่ถ้วนกว่า กล่าวตำหนิเสียงเบาว่า
“น้องรอง อย่าบุ่มบ่ามไป ระวังว่ายิ่งช่วย จะยิ่งสร้างปัญหา!”
เชวียหนิงซวนได้ฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ “ข้าดูแล้ว หลิวยวนก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง จะปล่อยให้เขาโดนกลั่นแกล้งอย่าง
นั้นหรือ?”
เชวียจื่อซวนใช้เสียงตํ่าตอบกลับ “เจ้าลองคิดดู ถ้าคนพวกนั้นคิดจะเล่นงานหลิวยวนก็คงจะใช้ทุกวิถีทาง หากเจ้า
ออกหน้าช่วย เกรงว่าจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับเขา…”
แม้ว่าเชวียหนิงซวนจะเป็นคนมุทะลุบุ่มบ่าม แต่เรื่องการใช้เล่ห์เหลี่ยมจัดการกันไปมาในจวน เขาก็เคยได้ยินได้
ฟังมาบ้างจึงเข้าใจได้ในทันที “ความหมายของพี่คือ หากมีคนใช้เหตุการณ์ที่หลิวยวนถูกทำร้ายเมื่อครั้งก่อน ว่าเป็นการ
สมคบคิดกับคนข้างนอก เช่นนั้นก็จะยิ่งทำให้เสนาบดีหลิวมีภาพจำที่ไม่ดีต่อเขาใช่หรือไม่?”
“น้องเข้าใจเช่นนั้นก็ดีแล้ว!” เชวียจื่อซวนตอบยิ้มๆ
เมื่อเชวียหนิงหรานได้ฟังก็ถอนหายใจอย่างช้า “เห้อ! คิดไม่ถึงว่าภายในจวนเสนาบดีก็ยังมีเรื่องสกปรกเช่นนี้
ด้วย!”
ต้วนชิงหมิงกุมมือเชวียหนิงหรานไว้แน่น ยิ้มให้จางๆ “พี่เชวีย มีพระอาทิตย์ที่ไหนย่อมมีเงาที่นั่น มีคนที่ไหนก็
ย่อมมีการแก่งแย่งชิงดีเช่นกัน เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด”
เชวียหนิงหรานฝืนยิ้มออกมา “พี่ก็แค่อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวันเท่านั้น”
นางยังคงกุมมือเชวียหนิงหรานไว้ พลางกระชับแน่นขึ้นไปอีกโดยไม่พูดอะไร
เรื่องบนโลกนี้ไม่ใช่ว่าเราไม่แย่งก็จะไม่มีคนมาแย่ง จึงทำให้เราต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ในความเป็นจริงการเล่น
งานกันไปมาก็เหมือนกับแสงและเงาที่แยกออกจากกันไม่ได้ คนเราแรกเริ่มเดิมทีจิตใจนั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ แต่เมื่อพบ
เจอสิ่งต่างๆ เข้าไปผสมปนเป จิตใจของคนนั้นก็เปลี่ยนแปลงซับซ้อนจนยากจะคาดเดา
เมื่อเชวียจื่อซวนเห็นสีหน้าของเชวียหนิงหรานเริ่มเคร่งเครียดจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาพลางหันไปมองต้วนชิงหมิง
“แต่เรื่องนี้ น้องชิงหมิงคงไม่อยู่นิ่งเฉยใช่หรือไม่?”
นางยกยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อยด้วยท่าทีไม่สนใจ เอ่ยขึ้น “ข้ารู้เพียงแค่ว่าคนที่จะมาเล่นงานพี่หลิว จะต้องแพ้ภัยตัว
เอง!”
เชวียจื่อซวนรู้ดีว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนเช่นไร หากเป็นคนที่นางใส่ใจก็ย่อมจะปกปั้องให้ถึงที่สุดและไม่ถอดใจโดย
ง่าย! ดังนั้นเมื่อได้ยินประโยคที่เด็กสาวพูดเมื่อครู่ จึงรู้ดีว่าต้วนชิงหมิงจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหลิวยวนเป็นแน่
แต่ในสายตาของเชวียหนิงซวนกลับคาดว่าเรื่องวุ่นวายกำลังจะมา… วันนี้ในจวนเสนาบดีจะต้องมีเรื่องสนุกให้ได้ดู
แล้วสิ!
หลิวยวนรีบเดินกลับมาอยู่ข้างกายหลิวจื๋อ ประจวบเหมาะกับที่มีชายอายุราวสี่สิบปีกำลังพูดคุยอยู่กับผู้เป็นบิดา
อย่างมีอารมณ์ขัน
“หลิวยวนทำความเคารพท่านลุงเฉินและลูกชายของลุงเฉิน” หลิวจื๋อรีบกวักมือเรียกหลิวยวนเมื่อเห็นเขากำลัง
เดินมา
หลิวยวนโน้มตัวทำความเคารพ “หลิวยวนคารวะท่านลุง คารวะพี่เฉิน!”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าท่านลุงเฉินอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลิวจื๋อ ทั้งยังมีใบหน้าที่ดูน่าเคารพและน่าเกรงขาม แม้จะ
เห็นเพียงด้านข้างแต่ก็ไม่ได้ลดทอนเสน่ห์ในตัวให้ลดน้อยลง ส่วนด้านข้างของเขาเป็นชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี
ใบหน้าเรียวยาวได้รูปสมส่วนละม้ายผู้เป็นบิดาถึงแปดส่วน
“หลานหลิวดูแล้วเป็นคนมีความสามารถ สมแล้วที่หลิวจื๋อให้ความสำคัญมากเช่นนี้!” เขายกยิ้มบางๆ มองมาทาง
หลิวยวน
หลิวจื๋อได้ฟังก็หัวเราะออกมา จากนั้นจึงพาทั้งสองคนไปนั่งบริเวณที่ได้จัดเตรียมไว้
ขณะที่หลิวจื๋อพาแขกเดินมาจนถึงหน้าห้องรับรอง เขาก็โพล่งถามหลิวยวนขึ้นอย่างไม่จริงจังว่า “ได้ยินผู้ดูแลจวน
บอกว่า เมื่อครู่เจ้าไปหาเด็กน้อยจวนต้วนแล้ว?”
หลิวยวนรู้ดีว่าทุกการเคลื่อนไหวของเขา ไม่สามารถปิดสายตาของหลิวจื๋อได้ จึงตอบตรงๆ “ลูกเป็นห่วงพี่น้องคู่
นั้นเพราะมาที่นี่ครั้งแรกกลัวว่าจะไม่คุ้นเคย จึงเข้าไปทักทายพูดคุยไม่กี่ประโยค!”
สีหน้าของหลิวจื๋อแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่น่าเกรงขามอย่างมาก เขาไม่ได้พูดเสียงนิ่งโดยไม่ได้มองหน้าหลิวยวน “อยู่
ให้ห่างจากพวกนั้น มิเช่นนั้นจะมีแต่เสียกับเสีย หาประโยชน์อะไรจากพวกนั้นไม่ได้เลย!”
หลิวยวนได้ฟังเช่นนั้นได้พูดเสียงนิ่งๆ “ท่านพ่อจะให้ลูกตีตัวออกหากจากคนที่เคยช่วยชีวิตลูกอย่างนั้นหรือ?”
หลิวจื๋อมองมาด้วยสายตาที่เคร่งขรึมพร้อมกับขมวดคิ้วจนแทบจะผูกกัน “เรื่องคุณหนูจวนต้วนช่วยชีวิตเจ้าไว้
พ่อจะเป็นคนไปจัดการเอง เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีก็เพียงพอแล้ว!”
“ความหมายของท่านพ่อ คือจะกักตัวลูกไม่ให้ลูกรู้จักกับใครเลยหรืออย่างไร?” หลิวยวนตอบโดยไม่มีรอยยิ้ม
หลิวจื๋อสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง จึงหันมามองหลิวยวนกล่าววาจาอีกครั้ง “ช่วงนี้พ่อกำลังมองหาคู่หมั้นหมาย
ให้กับเจ้า อีกฝั่ายจะต้องสูงศักดิ์ ฉะนั้นเจ้าจะต้องควบคุมคำพูดและการกระทำของเจ้าให้ดี อย่าให้พ่อต้องผิดหวัง!”
สีหน้าหลิวยวนทรมานจนดูไม่ได้ “ท่านพ่อ การแต่งงานของลูกจะต้องได้รับความเห็นชอบจากท่านพ่อและท่าน
แม่…”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลิวยวน ผู้เป็นบิดาจึงมีสายตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที หยุดชะงักนิ่งไม่เอื้อนเอ่ยวาจาอย่างคิด
อะไรอยู่ก็สุดรู้ ทว่าในที่สุดก็พูดออกมา “เอาล่ะ เรื่องนี้ค่อยว่ากัน พ่อรับปากเจ้าหากแม่เจ้าไม่เห็นด้วย พ่อก็จะไม่ทำเด็ด
ขาด…”
หลิวยวนก้มหน้าลงเล็กน้อยเก็บซ่อนแววตาเศร้าสร้อยพร้อมกับอารมณ์ที่สับสนวุ่นวาย ผ่านไปสักพักเขาถึงพูด
เรียบนิ่งประโยคหนึ่งว่า “ท่านแม่เลี้ยงดูลูกมาด้วยความยากลำบากมากว่าครึ่งชีวิต พระคุณนี้ลูกไม่อาจลืมเลือนได้…”
เมื่อต้วนชิงหมิงอนุญาตให้ต้วนอวี้ไปพร้อมกับเชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวน ในตอนนี้ก็เหลือเพียงต้วนชิงหมิ
งกับเชวียหนิงหรานที่ยังอยู่ที่เดิม
ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งพูดคุยกัน จู่ๆ ก็มีบ่าวรับใช้มาเชิญให้เข้าไปที่ห้องรับรองแขก
เชวียหนิงหรานมองคนที่ยืนอยู่ด้านในสุดก็คือฮูหยินเสนาบดีที่ใบหน้าสวยสง่างาม รวมทั้งคุณหนูหลิวทั้งสองคนที่
ยืนต้อนรับแขกอยู่ด้านข้าง เชวียหนิงหรานจึงเอื้อมมือไปจับแขนของต้วนชิงหมิง พูดว่า
“ข้าคิดว่าฮูหยินผู้นั้นจะต้องไม่ปล่อยหลิวยวนรวมถึงเจ้าด้วยอย่างแน่นอน…”
ต้วนชิงหมิงอดที่จะแปลกใจและตกใจกับการมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างทะลุปรุโปร่งของเชวียหนิงหรานไม่ได้
แต่เมื่อตรึกตรองดูจึงคิดได้ว่าเชวียหนิงหรานเกิดอยู่ในตระกูลสูงศักดิ์ เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ นางล้วนได้เห็นได้เจอมาทั้งหมด
ที่นางไม่ยอมไม่ใช่ว่านางสู้ไม่เป็นเพียงแต่ไม่อยากจะเอามาใส่ใจ ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้จึงถือว่านางมองออกโดยไม่มี
ข้อโต้แย้ง
แต่ไหนแต่ไรมาต้วนชิงหมิงไม่เคยมีเรื่องปิดบังเชวียหนิงหราน ในตอนนี้นางจึงผายมือและฝืนยิ้มน้อยๆ “เรื่องนี้ข้า
คาดเดามานานแล้ว!”
เชวียหนิงหรานพูดอย่างเป็นกังวล “เจ้าเด็กบ้า รู้ทั้งรู้แล้วทำไมยังจะอีก?”
หากพูดกันตามหลักแล้ว ต้วนชิงหมิงสามารถปฏิเสธงานเลี้ยงในวันนี้ได้ เพียงแต่นางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่หลิว
ยวนจะต้องเจอ ทั้งยังเป็นห่วงวันข้างหน้าของต้วนอวี้ นางจึงเลือกที่จะมาเผชิญหน้า วันนี้หวังเพียงเพื่อจะช่วยต้วนอวี้ปู
ทางเดินในอนาคตที่ราบรื่น!
อีกอย่างนางยังหวังว่าเรื่องในวันนี้จะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเป็นเรื่องร้ายอย่างไรเสียก็คงเลี่ยงไม่ได้ ต้วนชิงหมิงคิดว่า
หากวันนี้หลบได้ ยังไงวันข้างหน้าก็ต้องเจออยู่ดี เช่นนั้นแล้วทำไมไม่เผชิญหน้าและรับมือแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้านั้น
เลยเสียล่ะ!
เชวียหนิงหรานเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงที่มองไปยังต้วนอวี้จึงเข้าใจความคิดของนาง “ชิงหมิง ข้ารู้เจ้าทำทุก
เรื่องเพื่อทุกคน แต่เจ้าเคยคิดอะไรเพื่อตัวเองบ้าง?”
เด็กสาวค่อยๆ หลับตาลงและพูดเสียงแผ่วเบา “พี่เชวียรู้หรือไม่ว่า คนที่ข้าใส่ใจนั้นมีไม่มาก ข้าหวังว่าแต่ละคน
จะมีชีวิตที่สงบสุขไม่ต้องพบกับเรื่องร้ายใด!”
เชวียหนิงหรานได้ยินก็แอบถอนหายใจช้าๆ โดยไม่พูดสิ่งใด
ระหว่างทางเดินผ่านสวนดอกไม้ด้านหลัง จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องอย่างตกใจดังขึ้นมา จากนั้นก็มีคนตะโกนเสียงดัง
ขึ้น “แย่แล้ว องค์หญิงหลิงหรง… ตกนํ้าแล้ว รีบมาช่วยกันเร็วเข้า!”
ชื่อขององค์หญิงหลิงหรงเป็นที่รู้จักกันไปทั่วและไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ทว่าองค์หญิงตกนํ้าในช่วงอากาศเหน็บหนาว
เช่นนี้?