การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 165 เจ้าเป็นดั่งกองไฟ ส่วนราชวงศ์ก็เป็นดั่งหลุมไฟ
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 165 เจ้าเป็นดั่งกองไฟ ส่วนราชวงศ์ก็เป็นดั่งหลุมไฟ
ผู้ดูแลจวนหลิวเมื่อเห็นหลิวไปั๋ทำเพื่อหน้าตาของคนในจวนจึงรีบสั่งให้บ่าวรับใช้ไปนำเสื้อคลุมมาให้เขา จากนั้นก็
พยุงไปเปลี่ยนชุด
ผู้ดูแลมองไปที่หลิวไปั๋ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “คุณชายช่างกล้าหาญอะไรเช่นนี้ คนที่อยู่ทั้งสองฝังยังไม่มี
ใครกล้า มีเพียงคุณชายเพียงคนเดียวที่ลงไปช่วยองค์หญิงเอาไว้ ครั้งนี้ฮ่องเต้และท่านเสนาบดีจะต้องซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
ผู้คนทั้งสองฝังก็ออกปากชมหนิวไปั๋ตามที่ผู้ดูแลได้ชม ทุกคนบอกให้เขารีบไปเปลี่ยนชุดเพราะอากาศข้างนอก
หนาวเหน็บกลัวจะไม่สบาย
หนิวไปั๋ขยับตัวลุกขึ้นทำท่ากวาดสายตาซ้ายทีขวาทีมองคนที่อยู่บนฝังไปมา สบถขึ้นอย่างโมโห “รอสัก
ประเดี๋ยว… ข้าจะดูว่าใครกันที่ผลักข้าลงนํ้าไป?”
ถึงตอนนี้ทุกคนมองหน้ากันและหัวเราะเยาะขึ้น… อ๋อ ที่แท้หนิวไปั๋ไม่ได้ตั้งใจลงไปช่วยองค์หญิงหลิงหรง แต่เป็น
เพราะโดนคนผลักตกนํ้าไปต่างหาก
หลายต่อหลายคนต่างทราบดีว่าองค์หญิงหลิงหรงมีความสามารถเกาะติดกับทุกเรื่อง ทุกคนต่างเป็นห่วงเป็นใย
เขา……เพราะต่อจากนี้ไป ชีวิตของหนิวไปั๋คงจะมีแต่คำว่า ‘อนาถ’ ไปทั้งชีวิต
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเห็นเชวียหนิงซวนลากหลิวยวนมาตรงหน้าได้ “พี่หลิว……โชคดีที่
พี่ไม่เป็นอะไร น้องเป็นห่วงพี่แทบแย่!”
อีกฝั่ายขมวดคิ้วมุ่น เอียงใบหน้าเล็กน้อยด้วยความสงสัย เอ่ยถามขึ้น “ชิงหมิง ทำไมน้องให้พี่รองเชวียไปลากตัว
พี่มาเล่า……ทุกคนต่างรู้ว่าองค์หญิงหลิงหรงเป็นผู้สูงศักดิ์ หากเกิดอะไรขึ้นกับนางที่จวนเซียง อย่างไรเสียท่านพ่อและพี่
คงก็หนีไม่พ้นความผิด!”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่หลิวยวนยิ้มแหย ทางด้านเชวียหนิงซวนกลับถือโอกาสพูดขึ้นก่อน
เขาพูดด้วยเสียงเบาละม้ายกระซิบไปทางหลิวยวน “น้องหลิวรู้หรือไม่ว่า ถ้าเจ้าลงไปช่วย เจ้าต้องแต่งองค์หญิง
หลิงหรงเป็นภรรยา นางอายุมากกว่าเจ้ายังไม่พอ นิสัยของนางยังไม่มีชายใดรับได้… เฮ้อ! น้องหลิววางใจได้ น้องชิงหมิง
ไม่ได้คิดร้ายกับเจ้าอย่างแน่นอน!”
เชวียหนิงซวนคิดในใจว่าเจ้ากับข้าช่างโชคดีเสียเหลือเกิน ที่ต้วนชิงหมิงยังเตือนสติไม่ให้โดนเข้าไปในหลุมไฟนั้น!
หลิวยวนได้ฟังเชวียหนิงซวนพูดก็ถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ ลืมคิดถึงเรื่องความต่างระหว่างชายหญิงไปจนหมดสิ้น
“เรื่องเป็นเช่นนี้จริงหรือ?”
เชวียจื่อซวนยิ้มเจื่อนๆ “ไม่ใช่แค่น้องหลิวเท่านั้น พวกข้าเองก็ยังเกือบจะกระโดดเข้าไปในกองเพลิงเช่นเดียวกัน
ดีที่น้องชิงหมิงมาห้ามไว้ได้ทัน!”
หลิวยวนทราบดีว่าพี่น้องตระกูลเชวียเป็นคนที่เชื่อถือได้ ถ้าพวกเขาบอกว่าองค์หญิงหลิงหรงเป็นเหมือนกองไฟ
นั่นก็แสดงว่าอีกฝั่ายเป็นคนที่รับมือยาก แม้ในใจยังคิดตำหนิเชวียหนิงซวนที่เข้าไปห้ามไว้ แต่ความเชื่อใจต่อเขาก็มีไม่
น้อยเช่นกัน
ทางด้านเชวียหนิงหรานที่คอยดูอยู่อย่างเงียบเชียบ อยู่ๆ ก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ “พวกพี่รีบไปดูสิ ว่าใครเป็นคน
ลงไปช่วย?”
หลิวยวนหันไปมองแวบหนึ่ง พูดขึ้นเสียงเรียบ “เป็นหนิวไปั๋ หลานของฮูหยินหนิว เดิมทีจะมาเป็นลูกบุญธรรม
ของท่านพ่อข้า…”
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนต่างมองตากันและหัวเราะขึ้นมาอย่างสนุกสนาน… เมื่อครู่เชวียจื่อซวนทำสัญญาณ
มือส่งให้กับเชวียหนิงซวนเพื่อบอกว่าใครยิ้มได้ชั่วร้ายที่สุด ก็ให้ผลักคนผู้นั้นลงไปช่วย คิดไม่ถึงว่าดันผลักหลานเสนาบดี
ลงไป
“ใครที่ไหนกันมาผลักข้าลงไปในนํ้า…” ทั้งหมดหันหน้ากลับมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียง
แขกเหรื่อต่างพากันแอบหัวเราะขึ้นมา… ครั้งนี้หนิวไปั๋จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน
เนื่องจากเวลาอาหารกลางวันมาถึงแล้ว ทำให้คนที่อยู่โดยรอบทะเลสาบต่างพากันทยอยออกไป
หลิวยวนในฐานะเจ้าของงานได้ขอตัวไปก่อนแล้ว ส่วนเชวียจื่อซวนกับเชวียหนิงซวนต่างเป็นห่วงต้วนอวี้จึงไป
ทานอาหารแล้ว เหลือเพียงเชวียหนิงหรานกับต้วนชิงหมิงที่ค่อยๆ เดินทอดน่องกลับไป
ต้วนชิงหมิงที่กำลังเดินก้มหน้ามองพื้น พลันได้ยินเสียงเชวียหนิงหรานร้องเรียกอยู่ข้างหน้า “องค์ชายสาม!”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อสายตาปะทะกับดวงตาที่ส่องประกายขององค์ชายสาม
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ต้วนชิงหมิงพร้อมกับคลี่ยิ้มหวาน “ต้วนชิงหมิงได้ยินว่าครั้งนี้เจ้าไม่เพียงช่วยพี่น้องตระกูล
เชวีย ยังช่วยหลิวยวนไว้ด้วย เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้มีคนที่เกลียดชังเจ้าเท่าไรแล้ว เพราะเจ้าไปทำลายแผนการที่วางมาดี
ของคนอื่นอย่างไรล่ะ?”
ต้วนชิงหมิงช่วยชีวิตหลิวยวนก็ยังไม่เป็นไร นางยังไปช่วยพี่น้องตระกูลเชวียอีก… หึ! หรือว่าใครต่อใครก็เรียกนาง
ว่าน้องสาวได้หมด? จิ้งจอกน้อย นางจะรู้หรือไม่……ว่าตอนที่นางขานชื่อคนอื่น มันช่างไพเราะหยาดเยิ้ม จนทำให้ในใจ
ของเขายิ่งรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน
เมื่อได้เห็นสีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังยิ้มอย่างหวานแหวว นางจึงได้เตือนสติตัวเอง พลางปันสีหน้าแสร้งยิ้ม
ออกมา “องค์ชายสามกำลังพูดเรื่องอะไรหรือ ข้าไม่เห็นเข้าใจ!”
องค์ชายสามเป็นคนประเภทรู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ หากเห็นเขายิ้มอย่างหล่อเหลา นั่นแสดงว่าเขาต้องการเล่นงานอีก
ฝั่าย โดยไม่เลือกวิธี ซึ่งต้วนชิงหมิงก็พอจะได้พบได้เห็นมาบ้าง ทว่าตอนนี้นางไม่อยากโดนเขาเล่นงานซํ้าแล้วซํ้าอีก
คิดแล้วพลางถอยหลังไปสองก้าวละม้ายหวาดกลัวในที เหยียนหลิ่งอวี๋ที่เห็นดังนั้นก็เดินเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าวแล้ว
โน้มตัวพูดกระซิบเสียงแผ่วเบา “ต้วนชิงหมิง เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า ถ้าข้าเอาเรื่องนี้ไปบอกองค์หญิงหลิงหรงว่า หลิวยวนและ
พี่น้องตระกูลเชวียอยากจะลงไปช่วยเขา แต่กลับเป็นเจ้าที่ขัดขวางไม่ให้ไปช่วยจะเกิดอะไรขึ้น?”
แต่ไหนแต่ไรมาองค์หญิงหลิงหรงมักชื่นชอบและถูกใจชายหนุ่มที่มีความกล้าหาญมากที่สุด ถ้ารู้ว่าต้วนชิงหมิง
คอยขัดและไม่ยอมให้ชายหนุ่มเหล่านี้ลงไปช่วยนางแล้วละก็……ไม่รู้ว่าชีวิตของต้วนชิงหมิงจะต้องพบกับความทรมานใน
รูปแบบไหนบ้าง
นางพูดไปทั้งนํ้าตาที่ไหลออกมานองหน้า “แต่ว่าข้าไม่อยากให้พวกเขาต้องกระโจนเข้าไปในหลุมไฟนี่เพคะ……”
ในเมื่อองค์ชายสามมองนางได้จนทะลุโปร่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสรรหาคำใดมาปฏิเสธอีก “ท่านก็รู้ว่าหากใครช่วย
องค์หญิงหลิงหรงไว้ นางจะต้องบังคับให้แต่งงานด้วยเป็นแน่…”
เหยียนหลิ่งอวี๋เลิกคิ้วขึ้น จากนั้นก็พูดประโยคสำคัญที่ต้วนชิงหมิงได้กล่าวไว้ “ต้วนชิงหมิง ถ้าเจ้าบอกว่าหลิงหรง
เป็นเหมือนหลุมไฟ เช่นนั้นแล้ว คนในราชวงศ์ล้วนเป็นเหมือนหลุมไฟด้วยอย่างนั้นหรือ?”
นางได้ฟังก็ตอบเขาในใจทันที ใช่แล้ว! โดยเฉพาะท่านที่เป็นดั่งหลุมไฟหลุมใหญ่ ส่วนคนราชวงศ์ก็ล้วนเป็นดั่งหลุม
ไฟทั้งนั้น
แต่คำพูดเหล่านี้ล้วนอยู่ในใจต้วนชิงหมิง สิ่งที่นางพูดออกมามีเพียง “หึ หึ! จะเป็นไปได้อย่างไร……องค์ชายสาม
ทรงปรีชาสามารถเช่นนี้ รับรองว่าไม่เป็นดังหลุมไฟแน่นอน……”
ใบหน้านวลเล็กของนางเผยยิ้มออกมา พูดอย่างน่าสงสาร
ยิ่งเด็กสาวเลียแข้งเลียขามากเท่าไร สีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็กลับดูแย่ลงทุกที จนสุดท้ายหน้าบึ้งทะมึนตึงไม่
รับแขก เขาพูดอย่างข่มขู่ “ต้วนชิงหมิง เจ้ากล้าเรียกหลิงหรงว่าเป็นดั่งหลุมไฟ เจ้าคิดหรือไม่ ว่าข้ากลับไปแล้วจะไปบอก
นาง?”
วิธีการที่องค์หญิงหลิงหรงใช้จัดการคนนั้นเป็นที่เลื่องชื่อ พอๆ กับความวิปริตของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิงหมิงไม่
อยากตกไปอยู่ในนํ้ามือขององค์หญิง ชีวิตคงจะไม่แตกต่างกับคำว่า ตายทั้งเป็น!
นางรีบส่ายหน้าไปมาจนปินที่เสียบไว้กระทบไปมา “ไม่ ไม่อยากแม้แต่น้อย!”
ถึงแม้จะรู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังข่มขู่ แต่ต้วนชิงหมิงก็ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์อันใดกับองค์หญิงหลิงหรงแม้สัก
กระผีกเดียว
“อย่างนั้นก็ดี เช่นนั้นเจ้าพูดกับข้าตามความเป็นจริงหน่อยสิว่า ในใจของเจ้า ข้าเป็นดั่งหลุมไฟหรือไม่?” เมื่อเห็น
นางพูดปฏิเสธ นัยน์ตาเขาก็กลับมาเป็นประกายดังเดิม
ในใจต้วนชิงหมิงกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ท่านเป็นดังหลุมไฟที่ใหญ่และลึกที่สุดอีกด้วย!
ต้วนชิงหมิงทำท่าหัวเราะคิกคักออกมา เพราะคำพูดนี้นางไม่มีทางพูดออกมา จากนั้นนางมองไปยังเชวียหนิงหรา
นที่ใบหน้าเป็นกังวลว่าจะต้องรีบคุยให้เสร็จและรีบไปจากที่นี่
นางยังคงยืนหยัดส่ายหน้า “ไม่ใช่……ไม่ใช่อย่างนั้นจริงๆ”
พูดจบก็เดินอ้อมเหยียนหลิ่งอวี๋เพื่อเดินไปหาเชวียหนิงหราน
เมื่อต้วนชิงหมิงจะขยับตัวเดิน เหยียนหลิ่งอวี๋ก็รีบคว้าแขนของนาง “เจ้าจะไปไหน?” ทว่านางใช้แรงสะบัดมือจน
ตัวโซซัดโซเซและล้มลงไป
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบยื่นมือไปคว้าอีกฝั่าย ทว่า ไม่ทันเสียแล้ว นางตกลงไปในทะเลสาบทันที
ในหน้าหนาวอันหนาวเหน็บจนถึงกระดูก ต้วนชิงหมิงตกลงไปนํ้าและร้องเสียงแหลมด้วยความตกใจ “ช่วย
ด้วย…”
อีกฝั่ายได้เห็นถึงกับตระหนกตกใจ ไม่สนใจสิ่งใดควรไม่ควร รีบกระโดดลงไปอุ้มต้วนชิงหมิงขึ้นมาบนฝัง
เสื้อผ้าของนางเปียกโชกไปหมดทั้งร่าง เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้นางสั่นไปทั้งตัว จมูกหายใจแทบไม่ออก
แม้จะพูดก็ยังพูดไม่ชัด!
เห็นดังนั้นเขาจึงไม่รอช้ารีบอุ้มนางเดินจากจวนเซียงไป
เชวียหนิงหรานเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ร้องตกใจขึ้น “ชิงหมิง!”
มีองครักษ์คอยมาขวางทางเชวียหนิงหราน “คุณหนูเชวียวางใจได้ องค์ชายของพวกเราจะไม่ยอมให้คุณหนูใหญ่ต้
วนเป็นอะไรไป ขอให้คุณหนูเชวียกลับไปก่อนเถอะ…”