การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 166 เหยียนหลิ่งอวี๋ขี่ม้าขาวมาช่วย
เมื่อองครักษ์คนนั้นพูดจบก็ผายมือ “เชิญ” ให้เชวียหนิงหรานกลับไปก่อน จากนั้นก็พูดเป็นเชิงขู่ให้นางนั้นเดินไป
ทางเรือนทิศตะวันออก
เชวียหนิงหรานเห็นต้วนชิงหมิงตกนํ้าไปต่อหน้าต่อตาด้วยความตกใจ ในใจร้อนรนด้วยความเป็นห่วง จึงแกล้ง
เดินไปข้างหน้าตามที่องครักษ์บอกไม่กี่ก้าว จากนั้นหมุนตัวกลับมาอย่างว่องไวแล้วผลักไปที่องครักษ์ผู้นั้นอย่างแรง ใช้
สองมือรวบชายกระโปรงวิ่งกลับไปที่ทะเลสาบ… เดิมทีร่างกายของชิงหมิงก็ไม่ได้แข็งแรง ทั้งยังอยู่ในช่วงหน้าหนาว คง
ตกใจจากการตกนํ้าอยู่เป็นแน่ แม้ว่าองค์ชายสามจะน่าหวาดกลัวสักเพียงใด แต่ต้วนชิงหมิงนั้นสำคัญกว่า ถ้าถูกเขาทิ้ง
ขว้างโดยไม่สนใจและปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เช่นนั้นเชวียหนิงหรานก็จะไม่มีทางให้อภัยตัวนางได้เลย
องครักษ์คนนั้นไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเชวียหนิงหรานผลักจนล้มลง แต่เขาเป็นคนที่ผ่านการฝึกฝนการต่อสู้มาอย่าง
หนัก จึงลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและเข้าไปห้ามเชวียหนิงหรานไว้ได้… นิสัยขององค์ชายสาม องครักษ์อย่างเขาเข้าใจเป็น
อย่างดี ว่าความอดทนของเจ้านายมีจำกัด หากคุณหนูเชวียยังฝืนเข้าไปยุ่มย่าม เขาก็ไม่อาจรับประกันว่าจะช่วยนางได้
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินไปอย่างรวดเร็วทำให้เชวียหนิงหรานวิ่งตามไปไม่ทัน นางเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กระโดดเหมือนนก
กระเรียนขาวที่โบยบินในนภา ชั่วพริบตาเดียวก็ข้ามไปอยู่อีกฝังของทะเลสาบแล้ว
เชวียหนิงหรานถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้างเมื่อไม่เห็นระลอกคลื่นพลิ้วไหวอยู่บนผิวนํ้าแล้ว ไม่มีแม้แต่คำพูดใด
จากองค์ชายสาม เห็นเพียงเขานำตัวต้วนชิงหมิงที่ตกนํ้าแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้องครักษ์ที่ถูกผลักได้เดินเข้ามาตรงหน้าของเชวียหนิงหรานที่ใบหน้าเริ่มซีดเซียวไปหมด เขาระงับความ
โกรธที่นางได้ทำไปเมื่อครู่ พูดโน้มน้าวนาง “องค์ชายสามไปแล้ว ข้าจะต้องกลับไปส่งคุณหนูขอรับ!”
องครักษ์หานสุ่ยได้เห็นคุณหนูเชวียในมุมอ่อนโยน ไม่มีพิษไม่มีภัย และดื้อรั้น ก็พูดสิ่งใดไม่ออก
เชวียหนิงหรานที่กำลังร้อนใจไปหมด ไม่รู้ว่าต้วนชิงหมิงและองค์ชายสามอยู่ด้วยกันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
นางค่อยๆ หันหลังกลับมาจ้องเขม็งไปที่หานสุ่ย พูดอย่างโกรธเคือง “ชิงหมิงร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อากาศก็ยัง
หนาวเหน็บ ไม่เพียงแต่ตกนํ้าที่เย็นยะเยือกคงตกใจจนเสียขวัญแล้วเป็นแน่ เช่นนี้เจ้าว่าข้าจะวางใจได้อย่างไร?”
หานสุ่ยได้ฟังก็มองเชวียหนิงหรานด้วยความประหลาดใจ… เขาเห็นคุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองหลวงต่างก็แก่งแย่งชิงดี
ชิงเด่น เล่นงานกันไปเล่นงานกันมา คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนที่เป็นห่วงเป็นใยคุณหนูใหญ่ต้วนจากใจจริงเช่นนี้ ดูท่าแล้ว
การมีเพื่อนอย่างคุณหนูเชวียถือว่าเป็นโชคดีของคุณหนูใหญ่ต้วนจริงๆ
ชายหนุ่มจึงเข้าใจว่าความปรารถนาดีที่เชวียหนิงหรานมีต่อต้วนชิงหมิง เหมือนกับความปรารถนาดีที่ต้วนชิงหมิ
งมีต่อเชวียหนิงหรานเช่นกัน
เขาชะงักไปชั่วครู่ กระแสอุ่นไหลรินผ่านกลางอกหานสุ่ยระลอกหนึ่ง ความประทับใจที่มีต่อเชวียหนิงหราน
เหมือนจะเพิ่มขึ้นไม่น้อย ความรู้สึกที่ประหลาดนี้ทำให้เขาพูดอย่างสุภาพอ่อนโยนกับนาง “องค์ชายจะไม่มีทางทำร้าย
คุณหนูใหญ่ต้วนเด็ดขาด… หากคุณหนูเชวียไม่เชื่อข้าก็เชิญกลับไปร่วมงานเลี้ยงเสียก่อน คุณหนูต้วนคงไม่หวังให้เรื่องนี้มี
คนเอาไปครหาได้ จึงเชิญคุณหนูเชวียกลับไปก่อนและช่วยปกปิดเรื่องนี้ให้ด้วย!”
เชวียหนิงหรานรู้สึกได้ถึงการเสียมารยาทของตนเอง ทว่านางหาได้สนใจชายหนุ่มไม่ ทำเพียงเม้มปากเป็นเส้น
ตรงและสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา แต่ภายในใจกลับรู้สึกร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก… จะทำอย่างไรดี? ชิงหมิงโดนพาตัว
ไปแล้ว ประเดี๋ยวถ้าต้วนอวี้ถามขึ้นนางจะตอบว่าอย่างไร?
คิดถึงจุดนี้ในใจของเชวียหนิงหรานก็เป็นกังวลมากขึ้นไปอีก นางพูดโน้มน้าวหานสุ่ยโดยเดินก้าวหนึ่งก็หันหลังมา
มองสามครั้ง ในใจครุ่นคิดว่านิสัยขององค์ชายสามแม้จะแปลกไร้เหตุผล แต่กลับไม่เคยเห็นเขาทำเช่นนี้กับหญิงใดมาก่อน
เมื่อเห็นท่าทางที่เขาได้อุ้มต้วนชิงหมิงก็รับรู้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป ต้วนชิงหมิงไปกับองค์ชายสามน่าจะไม่เกิด
เรื่องอะไรถึงจะถูก
หานสุ่ยถอนหายใจอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของเชวียหนิงหราน จึงอดไม่ได้ที่จะพูดเตือนสติว่า
“คุณหนูเชวียลืมพี่ชายไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ทันใดนั้นเชวียหนิงหรานก็คิดออกขึ้นมาทันที ใช่แล้ว……นางลืมได้อย่างไรว่าพี่ชายคนโตเป็นเพื่อนอ่านหนังสือ
ขององค์ชายสาม ตอนนี้นางควรไปสอบถามจากพี่ชายคนโตของนาง
หญิงสาวตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปยังเรือนทิศตะวันตกที่มีไว้สำหรับรับรองแขกเหรื่อที่เป็นผู้ชาย หานสุ่ยจึงท้วง
ห้ามนางอย่างรวดเร็ว
ด้วยเห็นเสื้อผ้า หน้าผมที่ดูยุ่งเหยิง และนิสัยดื้อรั้นของเชวียหนิงหราน เขาจึงฝืนยิ้มอธิบายทันที “คุณหนูเชวียบุก
เข้าไปในห้องรับรองแขกที่มีผู้ชายคงจะไม่เหมาะสม ข้าคิดว่าท่านควรส่งคนเข้าไปแจ้งแทน…” เขาหยุดเว้นจังหวะไปชั่ว
ครู่ ก่อนเอ่ยอีกประโยค “องค์ชายสามได้เดินทางไปแล้ว ข้าคงไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนท่านได้ ขอตัวลา!”
พูดจบเขาก็หันไปทำความเคารพเชวียหนิงหราน และจากไปอย่ารวดเร็ว
ทว่าก่อนที่จะจากไป หานสุ่ยยังกำชับกำชากับนาง “เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ต้วนกับคุณหนู
เชวีย หวังว่าคุณหนูเชวียอย่าได้บอกกับใครทั้งสิ้น…”
สีหน้าของเชวียหนิงหรานถึงกับซีดเผือดไป จะทำอย่างไรดี!
นางเป็นกังวลเรื่องของต้วนชิงหมิงจนลืมไปว่าตัวนางก็บุ่มบ่ามไม่น้อย จะต้องเป็นคำครหานินทาของคนไปทั่ว ถึง
ตอนนั้นไม่เพียงจะช่วยต้วนชิงหมิงไม่ได้ ยังอาจถูกคนจับจุดอ่อนได้อีก
เชวียหนิงหรานตอบอย่างตั้งใจ “เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่พูดกับใครอื่นอีก!”
พอบทสนทนาจบลงเรียบร้อย นางก็หันหลังไปหาบ่าวรับใช้ พูดบางอย่างกระซิบกระซาบ
หานสุ่ยเมื่อมองเห็นแผ่นหลังของนางนั้นก็ได้ส่ายหน้าเล็กน้อย… องค์ชายสาม สิ่งใดที่ช่วยได้ ข้าน้อยล้วนทำแทน
ทั้งหมดแล้ว หวังเพียงอย่างเดียวว่าองค์ชายจะไม่ทำอะไรคุณหนูใหญ่ก็พอ
ท่าทางของคุณหนูใหญ่ต้วนเหมือนกับไม่มีความเกรงกลัวต่อองค์ชาย อีกทั้งได้ฟังเรื่องราวความแข็งแกร่งและสติ
ปัญญาของคุณหนูใหญ่ต้วนเป็นประจำ จู่ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์องค์ชายสามจะพาตัวคุณหนูใหญ่ต้วนไปที่ไหนกัน… ไม่แน่
ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาด
แต่ลางสังหรณ์ของหานสุ่ยอีกไม่นานก็จะถูกพิสูจน์แล้ว
*
ต้วนชิงหมิงที่ตกลงไปในนํ้าที่เย็นยะเยือก ทั้งตกใจทั้งหนาวเหน็บจนแทบสิ้นสติสัมปชัญญะ โชคดีที่เหยียนหลิ่งอวี๋
ช่วยนางขึ้นมาได้ทัน เขาอุ้มนางแนบชิดอก ให้นางได้หลบซ่อนอยู่ภายในอ้อมแขนของเขา ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความ
อบอุ่น
ความรู้สึกนั้นทำให้นางละม้ายได้ลอยโผบินอยู่ในนภากาศ ในใจของต้วนชิงหมิงเกิดความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ราวกับสายลมอันหนาวเหน็บได้พัดผ่านมา จนฟันบนล่างกัดกระทบกันไปมาและทั้งตัวของนางก็สั่นเทิ้มไปหมด นางยัง
คงพูดงงงวยขึ้นว่า “ปล่อย…ปล่อยข้า ท่านจะพาข้าไปไหน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปยังต้วนชิงหมิงที่พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอด เขาพูดอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าจะพา
เจ้าไปเปลี่ยนชุดนะสิ”
เปลี่ยนชุด? เช่นนั้นก็แสดงว่าต้องออกจากจวนเสนาบดีอย่างนั้นหรือ?
พอต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ใช้มือผลักเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างแรงไปที่อกเขา พูดอย่างร้อนใจ “ไม่ ไม่ได้ พวกนั้นยังจ้องเล่น
งานอยู่
พวกนั้นยังต้องการเล่นงานหลิวยวนต่อ แผนการทั้งหมดเพิ่งเริ่มไปได้แค่ครึ่งเดียว หากนางหนีไปตอนนี้ก็เท่ากับ
ผลักหลิวยวนลงสู่เหวลึก ไม่ได้!… นางจะออกจากจวนเสนาบดีไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็ยังไปไหนไม่ได้!
คาดไม่ถึงเลยว่าขนาดตัวเองเปียกปอนเช่นนี้แล้ว ยังจะมีกะจิตกะใจเป็นห่วงหลิวยวนอีก เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ได้ฟัง
สมองประมวลคำพูดที่นางเพิ่งพ่นออกมา จึงเดือดดาลขึ้นมามองค้อนไปที่ต้วนชิงหมิงหนึ่งทีจากนั้นกัดฟันพูดขึ้น “ตอนนี้
คนที่กำลังลำบากไม่ใช่เขา… แต่เป็นเจ้าต่างหาก… เจ้าควรเป็นห่วงชีวิตของตนเองก่อน!”
ต้วนชิงหมิงตกลงไปในนํ้าหนาวที่เย็นจัดจนเห็นว่าร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทว่านางกลับไม่คิดถึงตัวเองแม้แต่
น้อย……หลิวยวนคนนี้สำคัญต่อนางมากขนาดนั้นเชียวหรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริง… คนคน นี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง
เก็บเอาไว้!
ได้ฟังที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดแบบนั้น ต้วนชิงหมิงก็โมโหขึ้นไปมากกว่าเดิม… ที่นางต้องตกนํ้าเป็นเพราะใครกัน?
ไม่ใช่เพราะท่านขยับเข้ามาใกล้ จนข้าหลบไม่ได้หรอกหรือ?
ถ้านางไม่หลบเขามีหรือนางจะตกลงไปในนํ้า?
ตอนนี้ยังมีหน้ามาโทษนางอีก แล้วอย่างนี้นางจะไปโทษใครได้? คิดมาถึงจุดนี้ต้วนชิงหมิงก็โมโหขึ้นมา พลางใช้
สองมือทุบไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋อย่างแรง “ท่านออกไป ไม่ต้องมายุ่งกับข้า…”
ต้วนชิงหมิงพูดเสียงดังลั่นด้วยความโมโห
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่เดิมไม่พอใจที่นางไม่ห่วงตัวเอง ทั้งยังทุบตีเขา ก็เริ่มโกรธนางขึ้นมา จึงนำนางไปวางไว้บนหลังคา
บ้านที่ใกล้ที่สุด จากนั้นชี้นิ้วไปทางจวนเซียงที่อยู่ค่อนข้างไกลออกไป “ต้วนชิงหมิง เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า ประเดี๋ยวข้ากลับไป
จะสั่งให้คนโยนหลิวยวนลงไปในทะเลสาบ?”