การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 169 สาวใช้เสี่ยวเหวย
คำพูดลอยๆ ของเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้คนฟังอย่างต้วนชิงหมิงทั้งโกรธทั้งอับอายขึ้นมา จนนางต้องค้อนขวับไปที่
เขาครั้งหนึ่ง อ้าปากบ่นพึมพำเสียงเบา “อย่าฝันไปเลยว่าข้าจะยอมแต่งเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณ…”
เชอะ! ถ้าจะแต่งเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณ นางจะไม่มีวันแต่งกับคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ปลิ้นปล้อน และคิดเล็กคิดน้อย
อย่างเขาหรอก
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องมองไปที่ใบหน้าแดงระเรื่อของนางที่ยังงงงวยอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะขึ้นมา… จิ้งจอก
น้อยเจ้าไม่ได้มีจิตใจที่ดีและยังมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ไม่น้อย หากแต่งเอามาเป็นภรรยา วันเวลาความสุขที่เหลือคงมาถึงทาง
ตัน!
อีกทั้งสีหน้าที่แสดงออกมาไม่สามารถปิดบังความรู้สึกภายในใจได้… นางเกลียดเขามากมายขนาดนี้ เขาควรทำยัง
ไงถึงจะเดินเข้าไปอยู่ในหัวใจของนางได้
ทว่าในใจของเด็กสาวมีแผนการอื่นวางไว้… เรื่องที่จะขอทั้งหมดสามเรื่อง ตอนนี้พูดมาแล้วสองเรื่อง แต่ไม่รู้ว่า
เรื่องที่สามที่เขาจะขอคือเรื่องอะไร
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ในขณะที่รถม้าได้เคลื่อนผ่านไปบนหิมะที่ขาวโพลน
ต้วนชิงหมิงยังคงจับเสื้อคลุมไวแนบแน่นอยู่ที่มุมในรถม้า ที่จริงนางอยากถามเขาว่าจะพานางไปที่ไหน เพราะ
สภาพของนางในตอนนี้ถ้าไปที่ไหนก็ถือว่าเสียมารยาทและไม่สุภาพยิ่งนัก ถ้าเรื่องนี้ถูกคนเอาไปพูดต่อ นางคงต้อง
อับอายและไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน!
เพียงแต่เห็นหน้าตาที่ยิ้มกรุ้มกริ่มและเจ้าเล่ห์ของอีกฝั่าย สิ่งที่ต้วนชิงหมิงอยากพูดก็ดันพูดไม่ออก!
องค์ชายสามท่านนี้เป็นคนที่เดายากว่าจะมาไม้ไหน ถ้าถามเขาไปตรงๆ ก็คงจะได้คำตอบที่ไม่อยากฟัง… เช่นนั้น
ในเมื่อขึ้นรถม้ามาแล้วจะไปไหนก็ตามแต่เขาต้องการแล้วกัน แต่ว่าถ้าเรื่องในวันนี้ถูกแพร่งพรายให้คนรู้จะทำให้ชื่อเสียง
ของนางปั่นปีไม่เหลือชิ้นดี ถ้าเป็นอย่างนั้นนางก็จะสามารถเอาคืนเหยียนหลิ่งอวี๋ได้แล้ว
ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ห้ามไม่ให้นางเรียกหลิวยวน เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนว่าพี่ชาย นางก็จะไม่เรียกอีก
ยกเว้นคนในตระกูลต้วนที่ยังเรียกได้!
สรุปแล้วคำสัญญาแรกนี้ต้วนชิงหมิงรักษาให้ได้ ฉะนั้นเขาก็จะไม่สามารถมาหาเรื่องนางได้อีก
ส่วนเรื่องที่สองนั้น…
ง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปากก็แค่ต่อจากนี้ไป ห้ามหลบเลี่ยง ห้ามหลอกลวง ห้ามทำแบบขอไปที ถามเรื่อง
อะไรต้องตอบแค่นั้น!
โบราณว่าตาต่อตาฟันต่อฟัน… นับแต่นี้ไปถ้าต้วนชิงหมิงเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ไหน หากหลบได้ก็หลบ หลีกได้ก็จะ
หลีก หากถามมาก็จะตอบไป ส่วนเรื่องคำตอบของคำถามจะรับได้หรือรับไม่ได้ก็ต้องให้องค์ชายสามพิจารณาเอา!
ไม่ว่าเขาต้องการถามอะไรจากนาง นางก็จะตอบตามนั้นโดยไม่บิดพลิ้ว
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ต้วนชิงหมิงก็หันหน้ามองไปยังเหยียนหลิ่งอวี๋ พูดนิ่งเรียบ “องค์ชายสาม แล้วเรื่องที่สาม
ท่านต้องการให้ข้าทำอะไร?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปากยิ้มอย่างกรุ้มกริ่มเผยให้เห็นความไม่ชอบมาพากล “ส่วนเรื่องที่สามนั้นก็…”
เขาตั้งใจพูดลากเสียงยาว ต้วนชิงหมิงก็เงี่ยหูฟังในทันที… ถ้าเรื่องที่สามทำสำเร็จ องค์ชายสามและนางก็ต่างคน
ทางของตัวเอง ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก…
เหยียนหลิ่งอวี๋ตั้งใจพูดลากเสียงให้ยาวเพื่อหลอกล่อให้ต้วนชิงหมิงอยากรู้อยากเห็น นางมีท่าทีที่ร้อนรนด้วย
ความอยากรู้ ทว่าท่าทีของเขากลับใจเย็น เอามือไปลูบพินิจที่ใต้คาง พร้อมกับแววตาที่ส่องประกายวาววับออกมา “เรื่อง
ที่สาม ข้ายังคิดไม่ออก ดังนั้นเจ้ายังติดค้างข้าอยู่ รอให้ข้านึกออกว่าต้องการอะไรค่อยบอกเจ้าแล้วกัน!”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกตะลึงเล็กน้อย สีหน้าที่ลุ้นระทึกของนางกลับซีดเผือดขึ้นมาอีกครั้ง…
เขาจงใจพูดเพียงสองเรื่อง ส่วนเรื่องที่สามถ้าปีหนึ่งยังคิดไม่ออก นางก็ต้องรอเขาหนึ่งปี ถ้าสิบปียังคิดไม่ออก นาง
ไม่ต้องรอไปจนถึงสิบปีหรอกหรือ?
นี่มันคือการขี้โกงชัดๆ และหลอกลวงกันซึ่งหน้า!
ดูท่าองค์ชายสามวางกับดักเอาไว้เพื่อรอให้นางเข้ามาติดกับเสียแล้ว
ขอเพียงเรื่องสุดท้ายยังไม่ได้พูดออกมา เขาก็ยังมีข้ออ้างเรียกต้วนชิงหมิงมาหาได้ทุกที่ทุกเวลา เหตุผลง่ายมาก ก็
แค่……ข้าคิดเรื่องที่สามได้แล้ว!
ต้วนชิงหมิงลุกพรวดขึ้นมาจากมุมรถม้าแล้วยื่นมือไปนอกหน้าต่าง “หยุดรถเดี๋ยวนี้ ข้าจะลงรถ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ต้วนชิงหมิงอย่างเฉยชา พูดอย่างเชื่องช้า “ทำไมกัน เรื่องที่สามเจ้าเตรียมจะไม่ใส่ใจแล้ว
หรือ?”
นางผงะเล็กน้อย หรือว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับสามเรื่องที่จะขอ? นางยังไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำและไม่ได้พูดว่าจะไม่
รับปาก!
เหยียนหลิ่งอวี๋ครุ่นคิดอย่างตั้งอกตั้งใจจากนั้นก็หัวเราะเยาะขึ้น “เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังครุ่นคิดเรื่องที่สาม
อย่างจริงจังอยู่ พอตอนนี้ถูกเจ้ารบกวน ข้าก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว เช่นนั้นแล้วเจ้าจะชดใช้อย่างไรดี?”
บนหัวของต้วนชิงหมิงเหมือนมีอีกามาบินรอบหัวร้อง ‘กา กา’ ไปมา
เจ้าเคยเห็นคนที่หน้าหนาหน้าทน ไม่ยอมไปไหนหรือไม่?
เจ้าเคยเจอคนแทนที่จะยอมรับผิดแต่กลับมาเล่นงานอีกฝั่ายหรือไม่?
คนที่พูดถึงก็คือองค์ชายเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้!
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองก็สบสายตาที่แวววาวสดใสของเหยียนหลิ่งอวี๋ นางจึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง…
องค์ชายอย่าพูดไปเรื่อยอีกเลย!
ทันใดนั้นรถม้าก็ได้หยุดฝีเท้าลง เหยียนหลิ่งอวี๋เปิดม่านออกและกระโดดลงไปข้างล่างยืนตรงหน้าประตู จากนั้น
มองไปที่ต้วนชิงหมิงพร้อมยื่นมือออกมา “เจ้าลงมาได้แล้ว หรือว่าจะให้ข้าอุ้มเจ้าลงมา?”
นางถึงกับตกใจกับสิ่งที่เขาพูดจนถอยหลังไปสองก้าว ส่ายหน้าพูดว่า “เช่นนั้นข้าไม่ลงไปแล้วกัน!”
องค์ชายสามไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่ลืมที่จะพูดอะไรตรงไปตรงมา… ยังพูดจะมาอุ้มนางลงรถอีก ถ้าทำเช่นนั้นนางจะเอา
หน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก!
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยังไม่ขยับตัวและมีท่าทางที่ระวังตัว เหยียนหลิ่งอวี๋จึงหัวเราะเย้ยหยันขึ้น “ถ้าเจ้าชอบใส่ชุด
เปียกโชกนั่งในรถม้า ก็ถือว่าเมื่อครู่ข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน!”
เมื่อเขาพูดจบก็ชักมือกลับไป
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้วางใจทิ้งให้นางอยู่บนรถคนเดียว อันที่จริงตอนที่เขาอุ้มต้วนชิงหมิงออกมาจากจวนเซียงก็ได้
แอบใช้กำลังภายในที่ตัวของเขาแผ่ความร้อนใส่เสื้อผ้าต้วนชิงหมิงจนเกือบจะแห้งหมดแล้ว แม้ในเวลานี้อากาศจะหนาว
เหน็บถึงขั้วหัวใจ แต่ก็แค่เหน็บหนาวภายนอกเท่านั้น ไม่ทำให้เป็นหวัดอย่างแน่นอน ในตอนนี้เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงไม่รับ
ความหวังดีของเขา เด็กหนุ่มจึงโกรธและชักมือกลับโดยไม่สนใจอีกเลย!
ภายนอกรถม้าที่เงียบสงัด ต้วนชิงหมิงจึงเปิดผ้าม่านออกเพื่อมองไปด้านนอก สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือบ้านพักหลัง
เล็กๆ ธรรมดา ที่ประตูเปิดแง้มไว้และมีบ่าวรับใช้คนหนึ่งยืนมองมายังรถม้า
บ่าวรับใช้คนนั้นอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้มสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา สิ่งที่สะดุดตาก็คือรอยยิ้มของนาง
ช่างเหมือนดอกไม้งามบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้นางเกิดความรู้สึกวางใจ
เด็กสาวคนนั้นเดินเข้ามาใกล้รถม้าและยกมือประสานตรงหน้าแสดงความเคารพต้วนชิงหมิง เสียงพูดของนาง
ไพเราะปานนกการเวก “คุณหนูนํ้าร้อนและเสื้อผ้าได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว เชิญคุณหนูตามเสี่ยวเหวยมาเถอะเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะมองเสื้อผ้าและสภาพที่ดูยํ่าแย่ของนาง จึงพูดเสียงแผ่วเบา “อย่างนั้นรบกวน
เจ้าแล้ว!”
จากนั้นเสี่ยวเหวยก็เข้าไปประคองนางลงจากรถม้า เดินตรงเข้าไปที่ประตูใหญ่
โดยรอบบ้านพักเล็กๆ เต็มไปด้วยหิมะใสโปรยปรายไปทั่ว ต้วนชิงหมิงจับชุดคลุมตัวไว้แน่นและเดินตามเสี่ยว
เหวยเข้าไปด้านใน
ด้านในห้องจัดเก็บได้อย่างสะอาดสะอ้าน มีเตาไปที่ให้ช่วยให้ความร้อนและขับความหนาวเหน็บให้ออกไปจาก
ห้อง
เสี่ยเหวยพาต้วนชิงหมิงเดินมาถึงหลังฉากกั้น นางค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าที่เปียกโชกจนเกือบแข็งออก และเข้าไปแช่
ตัวในนํ้าอุ่นจนรู้สึกว่ามือที่ชากลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งใจออกมา
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงแช่ตัวอยู่ในนํ้าอุ่น อีกห้องหนึ่งก็ได้ยินเสียงลั่วสุ่ยกำลังรายงานเรื่องราวให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋
ที่ในมือกำลังถือแก้วนํ้าชาอยู่ “เกิดอะไรขึ้น? วันนี้ไม่ใช่หลิวจื๋อยอมรับลูกชายกลับบ้านไม่ใช่หรือ? ทำไมเรื่องนี้ยังดึงองค์
ชายใหญ่เข้ามาร่วมด้วย?”