การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 170 ความกังวลของต้วนชิงหมิง
ที่จริงในงานเลี้ยงวันนี้ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากการเดินตามแผนที่ผิดพลาด จึงไม่สามารถเล่นงาน
หลิวยวนได้ตามที่วางไว้ อีกทั้งยังมีคนจงใจจะเล่นงานองค์ชายใหญ่ที่ชื่อ เหยียนหลิ่งเจวี๋ย
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่งลั่วสุ่ยไปสืบเรื่องราวและสร้างความวุ่นวายในจวนเสนาบดี สรุปแล้วความวุ่นวายในครั้งนี้เหยียน
หลิ่งเจวี๋ยจะต้องเจ็บตัวจนดูไม่ได้
ทางด้านเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็ยังไม่รู้ตัวว่าโดนลั่วสุ่ยเล่นงาน เมื่อเขาทำภารกิจได้สำเร็จจึงกลับมาขอรางวัลจากเหยี
ยนหลิ่งอวี๋…
แต่ไหนแต่ไรมาลั่วสุ่ยไม่เคยมาขอรางวัลกับเหยียนหลิ่งอวี๋แม้สักครั้ง ทว่าการมาครั้งนี้ก็มาเพื่อรายงานความคืบ
หน้าไม่ใช่มาเพื่อเอารางวัล
พูดก็พูดเถอะ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยผู้นี้ช่างอับโชคเหลือเกิน ครั้งอยู่ที่วัดจิ่วฮว๋าก็ถูกเหยียนหลิ่งอวี๋เอาคืนจนสูญเสีย
ยอดองครักษ์ทั้งสิบสามคน มาตอนนี้ก็ยังมาเป็นเปั้าให้คนอื่นอีก ไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่จะรู้สึกอย่างไร จะแกล้งฝืนยิ้มหรือ
โมโหโกรธาจนเจ็บไปถึงข้างในแล้ว!
โดยปกติเหยียนหลิ่งอวี๋จะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องที่วุ่นวาย เพราะหากเขาไปร่วมงาน ความคึกคักของงานในวันนี้จะ
สนุกสนานขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว จนเขากลัวว่าจะควบคุมความสุขไม่ได้
จนมาถึงตอนนี้ เมื่อลั่วสุ่ยนึกๆ ดูถึงท่าทางโกรธจนลมออกหูของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย เขาก็อดจะหัวเราะไม่ได้
ลั่วสุ่ยกลั้นหัวเราะและตอบไปว่า “องค์ชายน่าจะทราบดีว่าหลิวจื๋อไม่ใช่คนเขลา วิธีการพวกนั้นในจวนเซียงเขา
ต่างรู้ดี เพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น ครั้งนี้เขาอยากจะใช้งานเลี้ยงยอมรับลูกชายอย่างหลิวยวนให้เป็นประโยชน์ ในการ
เตือนสติพวกที่คิดจะทำร้ายเขาว่าจงหยุดความคิดแบบนั้นเสีย! แต่ว่าการทำเช่นนี้มันกระทบต่อผลประโยชน์ของคนบาง
กลุ่ม ทำให้คนพวกนั้นไม่ยอมเลิกราโดยง่ายเป็นแน่”
น่าเสียดายตรงที่คนพวกนั้นแม้จะหมายหัวหลิวยวน แต่กลับมีคนเปลี่ยนทิศทางนั้นไปเป็นองค์รัชทายาทเหยียน
หลิ่งเจวี๋ยแทน
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ว่าในนั้นมีสิ่งใดที่ผิดปกติ เพียงแต่เขาไม่ชอบหน้าตาลั่วสุ่ยที่มีความสุขในความทุกข์ของคนอื่น…
เจ้านี่ ช่วยหลิวยวนยังไม่พอ ยังพูดเป็นแก้วนกขุนทองอีก ดูท่าครั้งที่แล้วยาที่ให้กินคงน้อยเกินไปกระมัง…
เขาค่อยๆ ยิ้มเยาะเย้ยอย่างสะใจและมองไปยังลั่วสุ่ย “ลั่วสุ่ย ดูเจ้าจะเข้าใจเรื่องราวของหลิวจื๋อทั้งหมด จนข้าชัก
สงสัยแล้วว่าเจ้าเป็นลูกชายที่พลัดพรากอีกคนของหลิวจื๋อหรือไม่!”
เมื่อพูดถึงหลิวยวนทีไร เหยียนหลิ่งอวี๋ก็จะนึกถึงภาพต้วนชิงหมิงยิ้มหน่อยยิ้มใหญ่เรียก ‘พี่หลิว’ สิ่งนี้ทำให้หัวใจ
ของเขาเจ็บปวดร้าวรานไปหมด
หึ หึ! หลิวยวนผู้นั้นต้องมีอะไรดี พ่อของเขายังไม่ได้ยอมรับในตัวเขาอย่างสนิทใจ ก็มีเรื่องที่ให้ต้องซุบซิบนินทา
วิจารณ์กันเซ็งแซ่ คนเช่นนี้จะรับมือกับแผนการของคนอื่นได้อย่างไร ที่น่าขันมากที่สุดคือเขายังไม่มีแรงแม้แต่จะปกปั้อง
ตัวเอง คนอย่างหลิวยวนจะมีอนาคตอะไรได้ ทว่าต้วนชิงหมิงกลับมองว่าเขาเป็นของลํ้าค่า!
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ค่อยชอบใจหลิวยวนเป็นทุนเดิม ระหว่างที่พูดกับลั่วสุ่ยจึงพูดอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้นลั่วสุ่ยก็หยุดเงียบสงัด
เขารู้สึกเบ้ปากด้วยความรู้สึกน้อยใจ ไม่รู้ว่าเจ้านายไปกินรังแตนมาจากไหนกัน
ทุกคนต่างทราบว่า เขาได้รับคำสั่งจากองค์ชายสามให้ไปสอดแนบที่จวนเสนาบดี อีกทั้งเขายังทำตามคำสั่งอย่าง
ตั้งอกตั้งใจ เดิมทีขอแค่ทำดีและไม่โดนตำหนิก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้เจ้านายกลับโทษท่าทีของเขาเสียอย่างนั้น
เด็กหนุ่มหยิบถ้วยหยกชั้นดีขึ้นมาในมือคลับคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
หลิวจื๋อกับตระกูลเชวียแม้จะเป็นขุนนางที่ใสสะอาด แต่ทั้งสองกลุ่มก็มีความคิดเห็นและความปณิธานที่ไม่ลงรอย
กันอีกทั้งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
พูดได้ว่าคนที่สนับสนุนองค์รัชทายาทคือกลุ่มหลิวจื๋อ เพราะเขาคิดว่าหากจะต้องสนับสนุนใครก็ควรสนับสนุนคน
ที่โตที่สุดซึ่งก็ควรจะเป็นองค์รัชทายาท
แต่นายท่านจวนเชวียกลับเป็นที่อยู่ตรงกลางไม่สนับสนุนองค์รัชทายาทและก็ไม่สนับสนุนองค์ชายรองเช่นกัน
ส่วนหลานที่เป็นเพื่อนอ่านหนังสือขององค์ชายสามก็ไม่มีท่าทีอะไรเช่นเดียวกัน
ในสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋คิดว่านายท่านจวนเชวียหลักแหลมกว่าหลิวจื๋ออยู่ไม่น้อย
ดังนั้นตระกูลหลิวรับลูกชายกลับตระกูลวันนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋คาดการณ์ไว้แล้วว่าในจวนหลิวจะต้องมีเรื่องสนุกเกิด
ขึ้นเป็นแน่ เดิมทีเขาไม่อยากสนใจแต่เมื่อต้วนชิงหมิงดันเข้ามาในงานเลี้ยง เขาจึงต้องออกตัวเตือนนาง
แต่หลังจากที่ทำต้วนชิงหมิงตกนํ้าที่เย็นเฉียบ เขาจึงจำเป็นต้องพานางมาที่นี่ สำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้วเรื่องที่
เกิดขึ้นนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาและไม่ควรที่จะพูดถึง
ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิด ด้านนอกก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเหวยมารายงาน “องค์ชาย คุณหนูต้วนมาแล้วเพคะ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มือสั่นไปหมดจนทำให้ชาในแก้วหกไปกว่าครึ่ง เขารีบร้อนลุกขึ้นและนั่งลงกลับไปที่เดิม จากนั้น
ทำท่าไอกระแอม “ให้นางเข้ามา……”
เขายังไม่ทันได้พูดจบ ต้วนชิงหมิงก็ผลักประตูเข้ามาในห้องแล้ว เสื้อด้านบนที่นางใส่เป็นเสื้อปักลายดอกไม้สีชมพู
ด้านล่างเป็นกระโปรงจีบสีขาวไข่มุก รูปหน้าที่ขาวหมดจดเหมือนหยกขาว แก้มสีชมพูระเรื่อ คิ้วที่ดำขลับโก่งโค้งงดงาม
ผมเกล้ารวบขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่ได้ใส่เครื่องประดับมากมายจะใส่ก็เพียงปินปักผมห้อยระย้าด้วยไข่มุกไม่กี่เม็ดทำให้ขับ
ใบหน้าสดใสและเปล่งประกายออกมา
เมื่อหญิงสาวปรากฏตัวขึ้น พลันทำให้ห้องที่สลัว สว่างไสวเจิดจรัสไปทั่วห้อง
เนื่องจากเดินมาด้วยความเร่งรีบทำให้ปลายจมูกมีเหงื่อไหลซึมออกมา นางเดินเข้ามาเงยหน้ามองเหยียนหลิ่งอวี๋
ที่แววตาวาววับเหมือนไข่มุกในนํ้า เผยให้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ “ข้าต้องกลับไปจวนหลิว”
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังชื่นชมความงามอยู่ได้พลันมลายหายไปในทันใด! เขาจ้องมองไปที่ต้วนชิงหมิ
งด้วยสายตาที่แหลมคมเหมือนดาบ “เจ้าอาจจะยังไม่รู้ ตอนนี้จวนหลิววุ่นวายไปหมดแล้ว”
ในที่สุดลั่วสุ่ยที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างก็เข้าแล้วว่าความโกรธานั้นมาจากไหน
เนื่องจากคุณหนูต้วนยืนกรานว่าจะต้องช่วยหลิวยวน จึงทำให้เจ้านายโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้นี่เอง ดังนั้นเขาจึง
ต้องกลายมาเป็นแพะรับบาปที่น่าสงสารแทน
ลั่วสุ่ยจึงสรุปได้ว่าช่วงนี้ที่องค์ชายอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และผิดแปลกไปจนผิดสังเกต… มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องคุณ
หนูใหญ่ต้วน ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องทำมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ไปจากตรงนี้ เพื่อจะได้ไม่โดนลูกหลง!
คิดได้เช่นนี้ ลั่วสุ่ยจึงก้าวถอยหลังไปสองก้าวอย่างเชื่องช้า เพื่อคอยหาโอกาสที่จะแวบออกไป
แต่สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋เเหลมคมรวดเร็วประดุจเหยี่ยว พอเห็นลั่วสุ่ยขยับตัวเพียงเล็กน้อย เขาก็ใช้สายตา
จ้องมองมาลั่วสุ่ยจนทำให้ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกแม้แต่น้อย!
เรื่องยาครั้งที่แล้วช่างขมเกินคำบรรยาย เขาใช้เวลาสามวันเต็มกว่าจะทานยานั่นหมด… ส่วนครั้งนี้เขาจะไม่ทำ
อะไรเองอีก หากเจ้านายไม่อนุญาต
ต้วนชิงหมิงฟังแล้วภายในใจก็ยิ่งร้อนรนเข้าไปอีก “เพราะที่นั่นวุ่นวาย ข้าจึงต้องกลับไป…”
จวนหลิววุ่นวาย? แล้วคนที่วางแผนจัดการหลิวยวนลงมือหรือยัง? ดังนั้นนางจึงอยากกลับไปช่วยหลิวยวนให้เร็ว
ที่สุด จะอยู่ที่นี่เพื่อรอให้เสียเรื่องได้อย่างไรกัน?
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังคำพูดที่นางพูดก็เกิดความรู้สึกโกรธปะทุออกมา ทำให้เตาผิงไฟตรงหน้าเย็นเยียบขึ้นมาทันที
เมื่อมองไปที่แววตาของเขาราวกับไฟที่พร้อมจะปะทุออกมาของเขา
เสี่ยวเหวยกับลั่วสุ่ยเป็นบ่าวข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋มานาน จึงรู้ว่านี่เป็นสัญญาณเตือนก่อนที่ไฟจะปะทุ ลั่วสุ่ยจึง
ถอยหลังไปครึ่งก้าวพร้อมกับส่งสายตาให้เสี่ยวเหวย… ทุกคนต่างทราบดีว่าไฟที่ปะทุใกล้จะระเบิดนั้นมีต้วนชิงหมิงเป็น
ฉนวน อย่างนั้นมีทางเดียวที่จะทำให้องค์ชายสงบลงได้ ก็เพียงให้ต้วนชิงหมิงอย่าไปสนใจเรื่องของหลิวยวนเท่านั้น
เสี่ยวเหวยรับรู้ได้ถึงสายตาอำมหิตของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้คืบคลานเข้ามา นางจึงรีบขึ้นไปด้านหน้าก้าวหนึ่งเพื่อ
ทำความเคารพและพูดเสียงเบาว่า “เรียนองค์ชาย คุณหนูต้วนรีบกลับไปจวนหลิวเพราะเป็นห่วงคุณชายใหญ่จวนต้วน
เพคะ……”
องค์ชายเอ๋ย ท่านยังไม่ได้บอกกล่าวใครก็พาตัวนางมาไว้ที่นี่แล้ว ทราบหรือไม่ว่าน้องชายของนางเป็นห่วงนาง
เพียงใดเจ้าคะ?
เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะเยาะอย่างสะใจ เขาหมุนถ้วยชาที่อยู่ในมือวนไปวนมา ก่อนที่จะมองด้วยความโมโหและพูด
เสียงเย็นชาเหมือนหิมะที่เย็นยะเยือก “ลั่วสุ่ยไปนำตัวคุณชายต้วนมาที่นี่!”