การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 18 คนแรกที่เบ่งอำนาจ
ต้วนชิงหมิงลงจากรถม้าที่เพิ่งมาจอดอยู่หน้าตำหนักติ้งกั๋วกงเมื่อมองจากระยะไกลพลันเกิดความรู้สึกแปลก
ประหลาดที่บรรยายออกมาไม่ถูก
ประตูบานใหญ่ของตำหนักติ้งกั๋วกงเปิดออกกว้างด้านข้างเห็นประตูบานเล็กสิ่งที่คาดไม่ถึงคือด้านในมีทหาร
รักษาพระองค์และองครักษ์จำนวนมากที่คอยสกัดไม่ให้รถม้าเข้าไปด้านในคุณหนูแต่ละท่านที่เดินเข้าไปจะต้องได้รับการ
ตรวจและลงชื่อราวกับว่าเป็นการตรวจสอบอะไรบางอย่างก่อนถึงสามารถผ่านเข้าไปยังด้านในตำหนักได้
นางพบว่าสิ่งที่น่าแปลกคือมีคุณหนูบางท่านมีคนนำทางเข้าไปทางประตูใหญ่และมีคุณหนูอีกไม่น้อยที่เดินเข้า
ประตูเล็กด้วยสายตาที่เศร้าหมอง
ต้วนชิงหมิงมองขึ้นไปเห็นปั้ายชื่อที่เขียนว่าตำหนักติ้งกั๋วกงที่สวยสดงดงามแขวนไว้อย่างเห็นได้ชัดพลันขมวดคิ้วดู
เหมือนเป็นงานเลี้ยงมากกว่าเชิญมาชมดอกไม้ทว่าดูท่าแล้วเหมือนตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงที่แฝงอะไรบางอย่าง การมาที่นี่
เหมือนเป็นการทรมานตัวเองชัดๆ
ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่มีองครักษ์นายหนึ่งเดินมาที่หน้ารถม้าต้วนชิงหมิงนํ้าเสียงเหมือนยินดีแต่แฝงไปด้วยความโอหัง
“เรียนถามเป็นคุณหนูมาจากจวนไหน? รบกวนช่วยลงชื่อด้วย!”
คนขับรถม้าในวันนี้คือลุงเฉิงที่ซื่อสัตย์ที่สุดในจวนต้วนเมื่อเขาเห็นองครักษ์มาด้วยท่าทางโอหังจึงพูดด้วยความ
โกรธ “ท่านนี้คือคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพใหญ่เวยอู่ขอถามหน่อยว่าเจ้านายของเจ้าเป็นใคร?”
จวนแม่ทัพใหญ่เวยอู่ถึงแม้จะไม่ใช่ตระกูลผู้ดีแต่แม่ทัพต้วนเจิ้งมีความดีความชอบในการศึกสงคราม ดังนั้นถ้าพูด
ถึงจวนแม่ทัพใหญ่เวยอู่ในเมืองหลวงจึงไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
แต่องครักษ์กลับไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อยยืนเท้าเอวสองข้าง เดินเข้ามาที่รถม้าและมองไปยังลุงเฉิงในสายตาแสดง
ความเหยียดหยามพลางเสียดสี “เหอะๆจวนแม่ทัพใหญ่เวยอู่สรุปแล้วมีคุณหนูเท่าไร?” เจ้าต้องรู้ว่าพี่น้องข้าพึ่งรับคุณ
หนูไปแล้วท่านหนึ่ง
คิดออกแล้วว่าเป็นคุณหนูรองที่ท่าทางพิลึกน่าขำคนนั้นองครักษ์ผู้นี้จึงหลุดหัวเราะออกมา “ได้ยินมาว่าคุณหนู
ใหญ่แห่งจวนต้วนหน้าตาอัปลักษณ์ไม่รู้ว่าเจ้าหมายถึงคุณหนูที่เข้าไปด้านในแล้วหรือว่าที่อยู่บนรถม้า”
ลุงเฉิงได้ฟังก็โมโหจนลมออกหูพูดอย่างดุดัน “เจ้าเป็นองครักษ์ฝั่ายไหนกล้าดียังไงมาวิจารณ์คุณหนูของข้า?”
“เหอะๆ ข้าเป็นองครักษ์ฝั่ายไหนเจ้าไม่ต้องรู้แต่ถ้าคุณหนูที่มาไม่ลงชื่อที่ประตูนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าไป”
องครักษ์เอ่ยกลั้วหัวเราะ
เฉิงซูเดิมทีเป็นแค่บ่าวรับใช้มีหน้าที่รับผิดชอบแค่มาส่งคุณหนูวันนี้เขาโกรธจัดจึงช่วยแก้ต่างให้ต้วนชิงหมิงเพียง
แต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกองครักษ์ที่ฉลาดเป็นกรดทำให้พูดอะไรไม่ออก
ทว่าจู่ๆในรถม้าก็มีเสียงที่ดังฟังชัดแต่ฟังดูเชือดเฉือนออกมา “ลุงเฉิง อย่าไปถือสาเลย วันนี้เสิ่นกุ้ยเฟยและติ้งกั๋
วกงจัดงานเลี้ยงเขากลับพูดอย่างโอหังทำให้แขกลำบากใจถ้าจะเสียหน้าก็คงเป็นหน้าของเสิ่นกุ้ยเฟยและติ้งกั๋วกงวันข้าง
หน้าถ้าเสิ่นกุ้ยเฟยและติ้งกั๋วกงถามเรื่องนี้ขึ้น ข้าจะอธิบายให้ชัดเจนหันรถม้ากลับจวนเถอะ”
เสียงของต้วนชิงหมิงนิ่งทั้งยังเยือกเย็นทำให้รู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่างคำพูดแต่ละคำที่ค่อยๆพูดออกมาทำให้
ลุงเฉิงที่พูดไม่ออกเมื่อครู่กลับยืดอกขึ้นมาได้ เขาจึงรีบตอบรับ “ขอรับ คุณหนูใหญ่”
เมื่อพูดเสร็จก็ใช้แส้บังคับให้ม้ากลับตัวระหว่างนั้นเขาไม่ลืมที่จะมองไปยังองครักษ์พลางยิ้มเยาะเย้ย พูดอย่างสา
แก่ใจ “เฮ้อ องครักษ์น้อย คุณหนูใหญ่ของข้าบอกแล้วว่าประตูบานนี้นางไม่เข้าเจ้ารอให้เสิ่นกุ้ยเฟยและติ้งกั๋วกงมา
จัดการเจ้าเถอะ”
พูดเสร็จรถม้าก็เคลื่อนตัวออกไป
องครักษ์หนุ่มคาดไม่ถึงว่าเพียงนางพูดไม่กี่คำกลับทำให้เขาอึ้งจนพูดไม่ออกได้แต่ยืนมองผ้าม่านในรถม้าพลิ้วจาก
ไป
วันนี้เขาเฝั้าประตูตั้งแต่เช้าคุณหนูตระกูลผู้ดีแต่ละคนหากไม่แสดงท่าทางก็เบ่งอำนาจแต่คุณหนูผู้นี้กลับไม่เอะอะ
โวยวาย แค่พูดออกมาไม่กี่ประโยคกลับสยบเขาได้นับว่าเพิ่งมีเป็นคนแรก
เมื่อเห็นรถม้ากำลังวิ่งจากไปองครักษ์ผู้นั้นจึงรีบร้อนพูดขึ้น “อย่าเพิ่งไป” คำพูดต่อจากนี้กลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
ต่อไปอีก
เห็นแต่เงาคนผ่านไปอย่างรวดเร็วได้ยินคำพูดผ่านมาข้างหูของต้วนชิงหมิงเบาๆ “ในรถม้าใช่คุณหนูใหญ่จวนต้วน
หรือไม่?”
องครักษ์เดิมทีกำลังปาดเหงื่อไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อเห็นชายคนหนึ่งปรากฏตัวก็พลันโล่งใจถอยหลังไปหลายก้าว
ยกมือซ้ายประกบกำปันมือขวาแสดงความเคารพจากนั้นก็ถอยออกไป
เห็นได้ชัดว่าองครักษ์นั้นถูกส่งมาให้คุณหนูทั้งหลายลำบากใจชายคนนี้กลับเป็นคนที่เฝั้าประตูนี้
ต้วนชิงหมิงเข้าใจชัดเจนว่าองครักษ์ที่มาทำให้แขกของติ้งกั๋วกงลำบากใจผู้ที่ที่อยู่เบื้องหลังจะต้องเป็นเสิ่นกุ้ยเฟย
แน่แท้แต่ไม่เข้าใจว่านางจะทำเช่นนั้นไปทำไม?
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าเรื่องที่รถม้าของนางมาถึงคงไปถึงหูของเสิ่นกุ้ยเฟยแล้วถ้าเกิดยังดึงดันจัดการกับองครักษ์อยู่อีก
ย่อมไม่ใช่นิสัยของนางเช่นนั้นก็เข้าตำหนักไหลตามนํ้าไป จึงบอกลุงเฉิงให้หยุดรถม้า “ใช่ คุณหนูใหญ่คือข้าเอง”
ชายผู้นั้นจึงพูดว่า “คุณหนูใหญ่จวนต้วน ช้าก่อน”
ต้วนชิงหมิงยิ้มบาง “เมื่อครู่มีคนไล่ข้า ตอนนี้กลับมีคนมารั้งข้าเช่นนั้นช่วยบอกเหตุผลที่ข้าควรอยู่หน่อยเถอะ?”
สายตาชายคนนั้นกะพริบไม่กี่ครั้งก็กลับมาเป็นปกติได้ยินเขาพูดเสียงเบา “วันนี้เสิ่นกุ้ยเฟยจัดงานเลี้ยงที่ตำหนัก
ติ้งกั๋วกงบรรดาคุณหนูที่มาร่วมงานต่างเป็นคุณหนูที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเสิ่นกุ้ยเฟยจัดงานเพื่อทุกท่าน จึงได้ตั้งปัญหา
ไว้สามข้อถ้าผ่านประตูด้วยไหวพริบถือว่าเป็น จงเซิ่ง[1] แต่ถ้าต้องให้ข้าน้อยออกมาถือว่าเป็นซ่างเซิ่ง[2] ยินดีกับคุณหนู
ด้วยที่สามารถเข้าประตูนี้ได้”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเบาๆ “ต้องขอบคุณที่ท่านให้เกียรติ เช่นนั้นข้าก็จะเข้าไปด้านใน”
เมื่อพูดจบต้วนชิงหมิงให้ลุงเฉิงจอดรถเอาเก้าอี้วางไว้ จากนั้นค่อยๆ เตรียมตัวลงจากรถม้า
เซี่ยเฉ่าเอ๋อร์มองไปยังบุรุษที่อยู่นอกรถม้าพูดเสียงเบา “คุณหนูบ่าวว่าในตำหนักนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง พวกเราจะ
เข้าไปจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงยื่นมือออกไปตีบ่าวใช้ที่ติดตามมาด้วยเบาๆที่หลังมือของนาง เพื่อแสดงให้รู้ว่ายังไม่ต้องพูดระหว่างที่
เดินลงจากรถม้าเซี่ยเฉ่าเอ๋อร์ก็ได้พยุงนางไว้
ด้านหน้าของต้วนชิงหมิงเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ยิ่งไปกว่านั้นเขามีลักษณะที่เย็นชา
ทว่าแฝงไปด้วยความเหี้ยมโหดอยู่ ช่างดึงดูดสายตาของผู้คนเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงลงรถม้าชายผู้นั้นจึงยิ้มนิดๆ พลางผายมือ “เชิญขอครับ”
ต้วนชิงหมิงเห็นชายคนนี้ในใจกลับยิ้มหยันออกมา ดูเหมือนจะมีคนหาวิธีการใช้คนหน้าตาดีมารับแขกถ้าใครมอง
ตาค้างคงโดนจับตามองและหัวเราะเยาะเป็นแน่
ชายผู้นั้นมองมายังต้วนชิงหมิงยิ้มอย่างมีมารยาท “คุณหนูใหญ่ต้วนเชิญทางนี้ขอครับ”
เด็กสาวแย้มยิ้มบางก้มหัวเล็กน้อย “รบกวนด้วย”
เมื่อมองไปยังใบหน้าต้วนชิงหมิงที่ไม่แสดงอาการใดๆคังซู่ก็แปลกใจเล็กน้อยในฐานะรองหัวหน้าองครักษ์ตำหนัก
ใหญ่ที่ถูกสั่งให้มารักษาประตูที่นี่เดิมที่อึดอัดด้วยเพราะรูปร่างหน้าตาของตนที่หญิงใดเห็นจะต้องมองจนค้างแม้กระทั่ง
คุณหนูรองเสียงดังแห่งจวนแม่ทัพใหญ่เวยอู่ผู้นั้นยังมองเขาเหมือนตาจะหลุดออกมาจากเบ้า
ทว่ามีเพียงคุณหนูใหญ่ท่านนี้ที่เห็นเขาแล้วกลับทำเป็นมองไม่เห็นแววตาสดใสมองไปทางอื่นเหมือนกับว่าเสน่ห์
ของเขาไม่สามารถทำให้นางลุ่มหลงได้เหตุการณ์เช่นนี้นับว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกคังซู่เคยได้ยินเรื่องอื้อฉาวของคุณหนูใหญ่
มาบ้างแต่ครั้งนี้ทำให้เขาต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่เสียแล้ว
…
[1]จงเซิ่ง หมายถึง ชนะระดับขั้นต้น
[2]ซ่างเซิ่ง หมายถึง ชนะระดับขั้นกว่า