การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 181 งานวันเกิดที่วุ่นวาย (1)
เป็นที่รู้ดีกันว่าการห้ามเลือดของคนที่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลลึกไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการรักษา
บาดแผลให้คงรูป ต้องระวังไม่ให้อุณหภูมิร่างกายของผู้บาดเจ็บขึ้นสูงจนเป็นไข้ บาดแผลของเหยียนหลิ่งอวี๋อาการสาหัส
อย่างมาก ทั้งร่างกายยังมีไข้สูง เกรงว่าจะไม่อาจรักษาชีวิตเขาไว้ได้!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มองบาดแผลที่ตัวของเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างหวาดกลัว ตัดสินใจถามขึ้นเสียงเบา “คุณหนู ทำไมองค์
ชายสามบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงมองไปเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง?”
แม้เขาจะมาที่นี่ได้สักพักแล้ว แต่นางก็ไม่ทันได้สังเกตว่าเขามีบาดแผลที่สาหัสถึงเพียงนี้ ส่วนเรื่องที่เขาไปบาดเจ็บ
มาจากไหน นางยิ่งไม่รู้เรื่อง
เมื่อเห็นสีหน้าที่เหนื่อยล้าของต้วนชิงหมิง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงเอ่ยขึ้น “คุณหนูพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ บ่าวช่วยเฝั้า
องค์ชายสามให้เองเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้า “เจ้าไปพักผ่อนเถอะ รอตอนเช้ามืดเจ้าค่อยหาวิธีไปเอายามาเพิ่ม”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พยักหน้ารับทราบ ทว่ายังไม่ยอมไป “คุณหนู ให้บ่าวอยู่เป็นเพื่อนเถอะเจ้าค่ะ ถ้าเกิดข้างนอกมีคน
มา อย่างน้อยจะได้มีบ่าวคอยกันไว้ได้เจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อีกประเดี๋ยวแม่นมหนิง เยวี่ยเจียและชิวหรงมาก็ไม่ต้องปิดบังพวกนาง แต่อย่าให้
พวกนางเข้ามาในนี้แม้แต่ก้าวเดียว”
เยวี่ยเจียและชิวหรงล้วนเป็นบ่าวคนใหม่ที่มาอยู่ที่นี้ คนหนึ่งสุขุมใจกว้าง อีกคนกลับฉลาดหลักแหลม สิ่งที่สำคัญ
ที่สุดคือทั้งสองคนมาจากครอบครัวยากจน ไม่รู้ว่าถูกขายเป็นทาสด้วยราคาเท่าไร พวกนางรู้ดีว่าการมีเจ้านายที่ดีไม่ใช่
เรื่องง่าย ดังนั้นเมื่อมาถึงเรือนต้วนชิงหมิง บ่าวแต่ละคนจึงซื่อสัตย์และทำทุกอย่างเต็มความสามารถ เป็นสิ่งที่ต้วนชิงห
มิงต้องการมากที่สุด
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ฟังแล้วพยักหน้ารับทราบ “บ่าวจะไปเอานํ้าร้อนมา องค์ชายสามตัวร้อนดูท่าจะไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงเอามือเข้าไปอังที่หน้าผากของเหยียนหลิ่งอวี๋ ตัวเขาเริ่มร้อนขึ้นจนใบหน้าแดงไปหมดแล้ว นางจึงเอา
ผ้าชุบนํ้าอุ่นบิดพอหมาดๆ วางไปที่หน้าผากของเขา “เจ้ารีบไปต้มยามาให้ข้า ข้าจะดูแลเขาก่อน ถ้าเหงื่อไหลออกมา
เมื่อไรจึงจะเป็นสัญญาณที่ดี!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบนำถุงยาไปต้ม จากนั้นนำยามาปั้อนให้เด็กหนุ่มดื่มลงไป พวกนางผลัดกันเปลี่ยนผ้าขนหนูและวัด
ไข้อยู่ตลอดจนกระทั่งร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ ตอนนี้องค์ชายสามปลอดภัยแล้ว สองนายบ่าวเหนื่อยหอบจนไม่มีแรง
เหลือแล้ว
ยังดีที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เคยทำงานใช้แรงมาไม่น้อย จึงพอทนไหว แต่ต้วนชิงหมิงเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว
ด้านนอกหน้าต่างมีเสียงไก่ขันดังแว่ว เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมอง ที่แท้ใกล้จะรุ่งเช้าแล้วนี่เอง
แม่นมหนิงมายืนรออยู่หน้าประตูเพื่อจะช่วยคุณหนูล้างหน้า แต่งตัวและหวีผม
นางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมานวดขมับพลางถอนหายใจอย่างช้าๆ “วันนี้เจ้าเฝั้าที่นี่ไว้ ห้ามไปไหนเป็นอันขาด ส่วน
เรื่องอื่นให้หลิวหรงเป็นคนทำแทนทั้งหมด!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พยักหน้า “คุณหนูวางใจได้ บ่าวจะดูแลอย่างดีไม่ให้ใครเข้ามาในห้องนี้ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบเก็บผ้าขนหนูอย่างรวดเร็วและปล่อยมุ้งลงมาก จากนั้นค่อยเปิดประตูปล่อยให้แม่นมหนิง เยวี่ย
เจียและชิวหรงเข้ามาด้านใน ส่วนคนอื่นให้รออยู่ด้านนอก
ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแปั้งกลับตัวมามองทั้งสามคน จากนั้นจึงเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเคร่งขรึม “ที่นี่มีคน
บาดเจ็บอยู่คนหนึ่ง ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ในตอนนี้ ฉะนั้นวันนี้ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนปกติ อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้
เป็นอันขาด!”
สายตาของนางลุกลนไปมา ปรายตามองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง นางพลันปวดหัวขึ้นมา… นี่มันเรื่อง
อะไรกัน นี่มันวันเกิดครบรอบสิบปีของนาง แต่องค์ชายกลับมาทำให้เรื่องวุ่นวาย ดูท่าแล้ววันนี้ทั้งวันนางจะต้องมีสติ
นางต้องต่อกรกับคนพวกนั้นและยังต้องคอยพะวงองค์ชายท่านนี้อีก!
ได้ฟังคำพูดเช่นนั้น แม่นมหนิงก็เข้าใจได้ทันที เยวี่ยเจียกับชิวหรงก็พยักหน้า “คุณหนูวางใจได้ วันนี้พวกบ่าวจะ
ผลัดเปลี่ยนกันมาเฝั้า ไม่ให้ใครหน้าไหนเข้ามาห้องนี้ได้เจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นสายตาของแม่นมหนิงที่ยังคงจับจ้องมาที่เตียงนอน ต้วนชิงหมิงจึงฝืนหัวเราะและพูดขึ้น “แม่นมหนิง
เป็นองค์ชายสาม”
แม่นมหนิงถึงกับตกตะลึง ก่อนที่จะถอนหายใจเสียงอ่อย “คุณ……คุณหนู ได้เวลาแต่งตัวหวีผมแล้วเจ้าค่ะ”
แม่นมหนิงทราบดีว่าคุณหนูรู้จักแยกแยะและทำอะไรอย่างรอบคอบมาโดยตลอด ถ้ามีทางอื่นละก็ คุณหนูไม่มี
ทางปล่อยให้องค์ชายสามนอนอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น พวกนางเข้ามาในห้องตั้งนาน ภายในห้องที่กั้นไว้ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ดูจากสถานการณ์แล้ว
องค์ชายสามคงอยู่ในขั้นวิกฤติ รวมทั้งเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บผ้าห่มที่เปือนเลือดออกไป แม่นมหนิงไม่พูด
สิ่งใด นางเพียงแต่ห่วงคุณหนูที่มีเรื่องวุ่นวายวิ่งเข้าหาไม่หยุด!
ชิวหรงและเยวี่ยเจียเป็นบ่าวที่รู้จักพูด พอเห็นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก้มเก็บผ้าห่มจึงรีบเข้ามารับช่วงต่อ โดยให้เซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์ไปช่วยคุณหนูหวีผมแต่งตัว
อันที่จริงฝีมือการหวีผมของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ไม่อาจสู้ฝีมือของเยวี่ยเจียและชิวหรงที่มือเบา สามารถทำผมได้หลาก
หลาย แต่ละทรงที่พวกนางทำสวยงามเป็นอย่างมาก
แต่ต้วนชิงหมิงชอบการทำผมของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และแม่นมหนิงมากกว่า หรือพูดได้ว่าไม่เกี่ยวกับทรงสวยหรือไม่
สวย แต่เป็นเพราะว่าทั้งสองคนเป็นบ่าวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน จึงรู้สึกสบายใจที่จะเรียกใช้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ล้างมือเตรียมเกล้าผมให้คุณหนูตามปกติ
ต้วนชิงหมิงพูดห้ามนางไว้ก่อน “ให้เยวี่ยเจียไปเฝั้าประตูด้านนอก ส่วนเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเอาแรงก่อน วันนี้ให้
แม่นมหนิงช่วยข้าทำผมแล้วกัน”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบรับ บอกให้ชิวหรงเอาผ้าห่มไปซ่อนไว้อีกทาง จากนั้นก็เดินออกจากห้องไป นางไม่ได้กลับไปพัก
ผ่อน เพราะวันนี้เป็นวันเกิดครบรอบสิบปีของคุณหนู นางจะประมาทเลินเล่อไม่ได้เป็นอันขาด!
แม่นมหนิงมองใบหน้าขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะในกระจก พลันสะอึกสะอื้นออกมา “คุณ……คุณหนู”
ต้วนชิงหมิงที่นั่งอยู่หน้ากระจกจึงพูดเสียงเบา “แม่นมหนิง อย่าร้องสิ วันนี้เป็นวันที่ชิงหมิงมีความสุข ดังนั้นชิงห
มิงหวังว่าวันนี้แม่นมหนิงจะเป็นคนทำผมให้!”
แม่นมหนิงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เก็บอยู่ในแขนเสื้อออกมาเช็ดนํ้าตา จึงค่อยก้าวเดินขึ้นไปทำผมให้ต้วนชิงหมิงด้วย
ความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง “ในที่สุดบ่าวก็วางใจ นอนตายตาหลับได้แล้วเจ้าค่ะ!”
นํ้าใสๆ เอ่ออยู่ในดวงตาของนาง “แม่นมหนิงอย่าพูดแบบนี้ แม่นมต้องคอยดูข้าเติบโตขึ้นและออกเรือนแทนท่าน
แม่!”
แม่นมหนิงพยักหน้ายิ้มด้วยนํ้าตา “ใช่เจ้าค่ะ บ่าวจะต้องมีแรงอยู่ต่อไป เพื่อดูคุณหนูเติบโตขึ้น”
ต้วนชิงหมิงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กุมมือแม่นมหนิงไว้แนบแน่น
ทรงผมจัดการใกล้เสร็จเรียบร้อย เหลือเพียงเอาปินเมฆาที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุดเสียบไปบนผม อีกด้านหนึ่งเป็น
ปินแคล้วคลาดและโชคดี
ปินแห่งความแคล้วคลาดและโชคดีเป็นของฮูหยินติงโหรวที่ได้รับพระราชทานจากพระพันปี เป็นของลํ้าค่าและมี
เพียงชิ้นเดียว
ปินปักผมชิ้นนั้น บริเวณหัวทำมาจากไข่มุกที่รูปร่างไม่เหมือนกับเม็ดอื่น โดยมีความกว้างเกือบสองชุ่น โดยมีรูป
ร่างเหมือนหญิงสาวที่กำลังร่ายรำ โดยมือนั้นถือแจกันวิเศษซึ่งปากแจกันเสียบปะการังแดงที่พันขดไปมาเป็นคำว่า
แคล้วคลาดและโชคดี อีกทั้งด้านหลังของสาวน้อยยังแบกไม้กายสิทธิ์สีทองอร่ามเอียงมาทางด้านขวา ดังนั้นความหมาย
ของปินมงคลชิ้นนี้จึงได้ชื่อว่าปินแห่งความแคล้วคลาดและโชคดี
ปินชิ้นนี้เป็นสมบัติลํ้าค่าที่ติงโหรวเหลือไว้ให้กับนาง เพื่อหวังว่าต้วนชิงหมิงจะแคล้วคลาดและโชคดีตลอดไป ดัง
นั้นแม่นมหนิงจึงได้รับหน้าที่เสียบปินปักผมที่ลํ้าค่าเช่นนี้ ให้กับต้วนชิงหมิงในวันสำคัญของชีวิต
เส้นผมยาวสลวยของต้วนชิงหมิงเป็นสีดำขลับ เมื่อเสียบปินชิ้นนี้ยิ่งช่วยขับให้ผิวพรรณดูเจิดจรัสสว่างไสวขึ้นมา
เด็กสาวในกระจกก็มีหน้าตาและท่าทางละม้ายคล้ายฮูหยินติงโหรว แม่นมหนิงทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมาเหมือนเป็นสาว
น้อยแรกรุ่น
ความหมายที่แม่นมหนิงช่วยต้วนชิงหมิงเสียบปินชิ้นนี้มีหลายประการ ข้อแรก เพื่อต้องการบอกต้วนเจิ้งและทุก
คนในจวนต้วนแห่งนี้ ต้วนชิงหมิงเป็นผู้สืบสายโลหิตของฮูหยินติงโหรว ไม่ว่าใครก็ห้ามล่วงเกิน