การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 184 งานวันเกิดที่วุ่นวาย (4)
ความหมายที่หลิวหรงพูดออกมาแฝงความหมายหลายอย่างเอาไว้ นางต้องการบอกว่าตัวนางทำความผิดถูกกัก
บริเวณ จึงรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้มาช่วยงาน แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในนั้นคือต้องการเสียดสีต้วนชิงหมิงผู้ไร้คุณธรรม เห็นอี๋เหนียงถูก
กักบริเวณก็ไม่สนใจไยดีแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นนางอยากจะบอกว่างานวันเกิดในวันนี้ นางไม่มีอำนาจและส่วนร่วมใด
หากเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นก็ไม่เกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย
หลิวหรงปัดความรับผิดชอบจนพ้นตัว ต้วนชิงหมิงจึงแสยะยิ้ม หลิวหรง ในเมื่อเจ้าพูดออกมาแล้วว่าไม่เกี่ยวกับ
เจ้า ประเดี๋ยวอย่าได้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็แล้วกัน
ต้วนเจิ้งสนใจแต่เพียงจะเดินเข้ามาหาในห้อง “ชิงหมิง ชิงหมิง พ่อมาหาเจ้าแล้ว!”
ภายในห้องมีเสียงหัวเราะคิกคักของต้วนชิงหมิงออกมา “ท่านพ่อ วันนี้เป็นงานวันเกิดของชิงหมิงนะ ทำไมท่าน
พ่อดูตื่นเต้นกว่าข้าเสียอีกล่ะเจ้าคะ!”
ต้วนเจิ้งหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ เสียงหัวเราะยังไม่ทันจบลง เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า “เจ้าเป็นถึงบุตรสาวคน
โตในจวนต้วน วันนี้ครบรอบอายุสิบปี พ่อต้องดีใจเป็นธรรมดา!”
หลิวหรงที่ยืนอยู่หลังต้วนเจิ้งหน้าซีด พยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อน “ใช่แล้ว คุณหนูใหญ่เป็นถึงลูกภรรยาเอกของ
จวนต้วน งานในวันนี้จึงต้องยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานเลี้ยงของคุณหนูจวนอื่น”
ฮูหยินเชวียได้ยินคนข้างนอกที่พูดรับส่งกันไปมา นางจึงมองต้วนชิงหมิงด้วยความสงสาร ก่อนจะส่ายหน้าถอน
หายใจเฮือกใหญ่
แสงไฟในเรือนหนิงซูเยี่ยนได้ถูกจุดตั้งแต่เช้า อีกทั้งบ่าวรับใช้ก็มาอยู่กันจนเต็มไปหมด ดูท่าทางคงมีฮูหยินจวนอื่น
มาถึงตั้งนานแล้ว แม้รู้ว่ามีแขกอยู่ภายใน นางก็ยังตั้งใจพูดจาเสียดสีกระทบกระเทียบโดยไม่สนหน้าตาของต้วนชิงหมิง
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังพูดคำว่ากักบริเวณอย่างหน้าตาเฉย หลิวหรงตั้งใจทำให้งานในวันนี้ต้องวุ่นวายเป็นแน่แท้
ฮูหยินเชวียมองออกแล้ว ต้วนเจิ้งมัวยุ่งกับงานอื่นมากมายจนฟังแต่คำพูดหลิวหรง ไม่รู้เลยว่าต้วนชิงหมิงจะต้อง
ประสบกับความทุกข์มามากน้อยเพียงใด จากสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว ชีวิตของต้วนชิงหมิงคงไม่ได้สุขสบายอย่าง
แน่นอน ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอายุยังน้อยแต่กลับมีความคิดความอ่านได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ฮูหยินเชวียเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่ชอบเล่นงานคนลับหลังหรือคนไม่มีทางสู้ เมื่อก่อนต้วนชิงหมิงดูแลปกปั้อง
เชวียหนิงหรานเอาไว้ นางจึงมองต้วนชิงหมิงที่เสียแม่ไปตั้งแต่ยังเยาว์เหมือนลูกของนางเอง ตอนนี้เมื่อได้ยินหลิวหรง
พูดจาใหญ่โตเสียดสีรุนแรง ในใจของฮูหยินแผดร้อนราวกับโดนไฟแผดเผา
ชวียหนิงหรานกัดฟันกรอด ผ้าเช็ดหน้าในมือถูกบิดไปมาอย่างแรง นางรู้ดีว่าอี๋เหนียงจวนต้วนกับอี๋เหนียงจวนเช
วียของนางร้ายกาจพอกัน นางอาจมีเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่บ้าง แต่ลูกอนุจวนของนางไม่ค่อยกล้าหือกับนาง
มากเท่าไร เพราะด้วยฐานะลูกฮูหยินใหญ่ ดังนั้นชีวิตในจวนของเชวียหนิงหรานจึงดีกว่าต้วนชิงหมิงเป็นร้อยเท่า
เด็กคนนี้เป็นเด็กที่เข้มแข็งเป็นอย่างมาก เชวียหนิงหรานเป็นกังวลจากใจจริงว่าหากนางถูกยั่วโมโห อาจจะพูด
อะไรที่ไม่สมควรออกไปซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตัวนางเอง
ต้วนชิงหมิงข่มแววตาที่วาววับของนางให้สงบนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าขาวเรียบเนียนเผยรอยยิ้มที่แฝงความหมาย
อะไรบางอย่างออกมา
เมื่อได้ยินเสียงต้วนเจิ้งเดินเข้ามาใกล้ประตู ต้วนชิงหมิงจึงเดินออกไปรับ ทำความเคารพพูดจาต้อนรับอย่างยินดี
“วันเกิดของลูก ท่านพ่อยังให้ความสำคัญมากขนาดนี้ ชิงหมิงขอบพระคุณท่านพ่ออย่างสูงเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู มองหลิวหรงอย่างเชือดเฉือนไปหลายที
สาวน้อยที่ยืนอยู่หน้าประตูสวมชุดสีนํ้าเงินเข้มที่ดูเรียบง่าย เปียมด้วยความหรูหราโอ่อ่า เมื่อต้องกับเเสงตะวันยิ่ง
ทำให้โดดเด่น
ดวงตาของนางเปล่งแสงประกายวาววับ ทำให้ผู้คนพบเห็นต้องประหลาดใจกับความสดใสทว่าสูงศักดิ์ แต่สิ่งนี้
กลับทำให้หลิวหรงคลั่งจนเกือบคุมอารมณ์ไม่อยู่
สาวน้อยที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้ากับเสื้อผ้าหน้าผมที่สวยงาม ทำให้ความทรงจำหลิวหรงปรากฏภาพหญิงอีกคน
หนึ่งขึ้นมา
หลิวหรงหลุบตาลงเล็กน้อย จิกเล็บลงบนข้อมือด้วยความริษยา ชื่อคนผู้นั้นเป็นเหมือนไฟที่คอยแผดเผาหลิวหรง
ให้เสียสติ
ติงโหรว ติงโหรว!
สายตาของต้วนเจิ้งลุกวาวประหนึ่งได้พบแสงจันทราที่สว่างเรืองรองไปทั่วนภา
ฮูหยิน… เป็นเจ้าใช่หรือไม่? เขาเรียกชิงหมิงเป็นติงโหรว จากนั้นเป็นการเตือนสติให้หลิวหรงได้คิดถึงภาพในวัน
เก่าและเรื่องในอดีต
ต้วนชิงหมิงยิ้มออกมาอย่างสาแก่ใจ นางผายมือทั้งสองข้างออก หมุนตัวหนึ่งรอบต่อหน้าต้วนเจิ้ง “ท่านพ่อ ลูก
งามหรือไม่เจ้าคะ?”
ต้วนเจิ้งตั้งใจดึงสติกลับมามอง จากนั้นยื่นมือไปแตะปินแห่งความแคล้วคลาดและโชคดี เขาเหมือนเคยได้พบเห็น
ที่ไหนมาก่อน “ชิงหมิงวันนี้ลูกงดงามมากจริงๆ”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเสียงเบา เสียงใสดุจระฆังน้อยที่แขวนไว้ริมหน้าต่างยามโดนลมพัดโชย “ขอบคุณท่านพ่อ!”
ต้วนชิงหมิงยกมือประสานขอบคุณต้วนเจิ้งอย่างนอบน้อม
เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เขาหวนรำลึกนึกถึงเวลาที่เจอติงโหรวเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นเขาจ้องมอง
ติงโหรวที่เงยหน้าแหงนขึ้นมองจันทรา ฮูหยินจำได้หรือไม่ เวลานั้นเราทั้งสองเคียงไหล่แอบอิงชมทิวทัศน์ที่ยาวไกลสุด
สายตาด้วยกัน?
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ถอนหายใจจนแทบไม่ได้ยินเสียง “ฮูหยิน”
หลิวหรงที่ยืนอยู่หลังต้วนเจิ้งได้แต่กัดฟันจนฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ นางได้แต่หยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในแขนเสื้อ
ออกมาเช็ดความเกลียดชังให้มลายหายไป ภาพแสงจันทราและทิวทัศน์นั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว ต้วนชิงหมิงนับวันจะงดงาม
ละม้ายติงโหรวขึ้นไปทุกวัน ภายในใจของต้วนเจิ้งมีติงโหรวในทุกความคิด ทุกความรู้สึกตัวมาโดยตลอด
หลิวหรงจำเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งได้ว่า บางทีผู้ชายหนึ่งคนอาจจะมีความรักกับหญิงสาวได้ถึงสองคน เมื่อชายหนุ่ม
แต่งงานกับดอกกุหลาบแดง กุหลาบนั้นก็จะกลายเป็นรอยเลือดของยุงที่อยู่บนกำแพง ส่วนกุหลาบขาวก็จะกลายเป็น
แสงจันทร์ขาว ที่เขาทำได้เพียงแค่มองไม่อาจเข้าใกล้ ในขณะเดียวกัน ถ้าชายหนุ่มแต่งงานดอกกุหลาบขาว กุหลาบนั้น
จะกลายเป็นเมล็ดข้าวติดอยู่ที่มุมปากเขา กุหลาบแดงก็จะกลายเป็นจุดแต้มสีชาดเป็นร่องรอยความเจ็บปวดที่หลงเหลือ
ไว้ตลอดกาล”
ถ้าจะบอกว่าติงโหรวใช้ชีวิตของนางเพื่อเป็นจุดแต้มสีชาดในใจของต้วนเจิ้ง อย่างนั้นหลิวหรงจะต้องเป็นเมล็ด
ข้าวที่ติดอยู่มุมปากของเขา ต่อให้จะยากลำบากเพียงใด นางจะต้องกำจัดติงโหรวให้ออกไปจากใจต้วนเจิ้งให้จงได้!
นางหัวเราะชั่วร้ายอยู่ในใจ ต้วนชิงหมิง ความงามของเจ้าเป็นสิ่งที่ผิดบาปที่สุด วันนี้ข้าจะให้เจ้าไม่อาจมีชีวิตอยู่
ต่อไปได้อีก
เมื่อต้วนเจิ้งเดินเข้าไปในห้อง เชวียหนิงหรานก็ลุกขึ้นทำความเคารพ เขาออกปากชมเชวียหนิงหรานจึงค่อยหัน
หน้าไปยิ้มเล็กน้อยให้กับฮูหยินเชวีย “ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่?”
ฮูหยินเชวียยิ้มตอบกลับเขาตามมารยาท ระหว่างนั้นพลันเห็นแววตาที่ชั่วร้ายของหลิวหรงลุกวาว
หลิวหรงฝืนยิ้มเหมือนถูกบังคับ ฮูหยินเชวียเป็นฮูหยินระดับสี่ ส่วนหลิวหรงเป็นแค่อนุภรรยาเล็กๆ คนหนึ่ง ตาม
มารยาทแล้วนางจึงต้องทำความเคารพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้