การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 189 การประนีประนอมของหลิวซาน
ชุนถาวกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ต่างจ้องมองหลิวซานที่ร้องไห้โอดครวญออกมา โดยที่ไม่มีใครพูดหรือเข้าไปห้ามให้หยุด
ร้อง
เนื่องจากห้องเล็กๆ นี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือโดยห่างจากห้องโถงรับรองระยะทางไกลมาก ปกติจะไม่มีคน
ผ่านไปผ่านมา จะมีก็เพียงบ่าวรับใช้มาทำความสะอาดบ้างบางครั้งบางคราว
ทว่าวันนี้เป็นวันเกิดของต้วนชิงหมิง ดังนั้นทุกคนในจวนต่างก็วุ่นอยู่กับการงานที่ห้องโถงรับรองด้านหน้า ไม่ว่า
หลิวซานจะตะโกนเสียงดังขนาดไหนก็จะไม่มีใครผ่านเข้ามาได้ยิน
ชุนถาวยืนพิงประตูโดยหยิบกิ่งไผ่ที่เปือนเลือดควงเล่นไปมา เมื่อเห็นหลิวซานร้องตะโกนจนหมดเรี่ยวแรง จึง
แสยะยิ้มขึ้น “ยังจะร้องอีกไหม?”
หลิวซานร้องจนคอพังโดยไม่เหลือเรี่ยวเเรงอีก เขาร้องจนหน้าดำหน้าแดง สองมือก็กดขาที่เลือดไหลออกมาไม่
หยุด “โอ๊ย เจ็บไปหมดแล้ว ทำไมเวลาจะดึงออกไม่บอกกล่าวกันสักคำบ้าง?”
หึ! หลิวซานคงลืมไปแล้วว่าปกติเวลาที่เขากลั่นแกล้งคนอื่น ก็ไม่เคยคิดถึงหัวอกของคนอื่นแม้แต่คนเดียว
ชุนถาวก้มหน้าลงไปจ้องหน้าหลิวซาน พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ็บจริงหรือ?”
หลิวซานที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด พยายามใช้แรงพยักหน้าขึ้นลง เพื่อบอกว่าเขาทรมานเหลือเกิน ชุน
ถาวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา จากนั้นนางจึงยกเท้าแล้วถีบเข้าไปอย่างแรง ทำให้หลิวซานกลิ้งไปกระแทกกับขอบหน้าต่าง
ด้านล่าง
หัวของเขากระแทกกับกำแพงตรงขอบหน้าต่างดัง “ปึก” เขาเจ็บปวดจนพูดอะไรไม่ออก
ชุนถาวชักสีหน้าพร้อมกับแสยะยิ้ม “อยากมีชีวิตก็อย่าพูดไร้สาระให้มาก!” เมื่อหลิวซานได้ยินก็รีบเม้มปากเป็น
เส้นตรง ไม่กล้าปริปากพูดอีก
ห้องเก่าที่เย็นยะเยือกกลับเงียบสงบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านให้หน้าต่างกระทบเสียงดังไปมา
หลิวซานนั่งขดตัวอยู่ขอบหน้าต่างข้างล่าง……ไม่ว่าเลือดจะไหลออกสักเท่าไร และปวดเจ็บเพียงใด ก็ไม่กล้าอ้า
ปากพูดออกมา
เมื่อชุนถาวเห็นหลิวซานนั่งสงบนิ่งเจียมเนื้อเจียมตัว จึงพูดอย่างเรียบนิ่งขึ้น “หลิวซานฟังข้าให้ดี ถ้าเจ้าเชื่อฟังทำ
ตามที่ข้าบอกได้ดี ข้าจะให้ยาถอนพิษเจ้า ถ้าไม่เชื่อฟังละก็……”
นางเงยหน้ามองแสงที่เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดบนเพดานห้อง จากนั้นนางหยิบกิ่งไผ่เปือนเลือดใช้แรงสะบัดจนกิ่งไผ่นั้น
ไปปักค้างไหวอยู่บนเพดานลึกประมาณสามข้อนิ้ว
กิ่งไผ่นั้นแหลมคมไม่แพ้มีดกริช โดยกิ่งไผ่นั้นทั้งอ่อนและยืดหยุ่น จึงต้องใช้แรงและความชำนาญอย่างมากจึงยาก
ที่จะฝึกฝนให้ชำนาญ
ทีเด็ดที่ชุนถาวแสดงให้หลิวซานดูทำให้เขาเงียบนิ่งไปเลย เขานั่งมองกิ่งไผ่ที่เปือนเลือดสั่นไหวไปมา จนพูดสิ่งใด
ไม่ออก ชุนถาวมองที่หลิวซานพร้อมกับยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “หลิวซานเห็นหรือยังว่า ถ้าไม่เชื่อฟังจะมีจุดจบแบบนี้!”
เมื่อหลิวซานได้ฟังก็ขนหัวลุกไปทั้งตัว เขาจึงเอื้อมมือไปจับที่คอเอาไว้ คิดในใจว่าโชคดีขนาดไหนที่ชุนถาวพุ่งกิ่ง
ไผ่มาปักที่ขาเขา ไม่ใช่ที่ลำคอ
ในตอนนี้หลิวซานไม่กล้าที่จะเล่นตุกติก เขานั่งอ่อนระทวยโดยยกมือขึ้นสาบาน “พี่ชุนถาววางใจได้ เรื่องในวันนี้
หลิวซานไม่ได้ยินอะไร และไม่เคยพบใครที่กอไผ่แม้แต่คนเดียว”
ชุนถาวจึงหัวเราะอย่างได้ใจ “อ๋อ……ดีมาก!”
หลิวซานคิดในใจว่า นางต้องการชมเขาหรือต้องการชีวิตเขากันแน่ “พี่ชุนถาวยอมปล่อยหลิวซานแล้วใช่ไหม?”
หลิวซานตัดสินใจแล้ว หากชุนถาวยอมปล่อยเขาไป และเมื่อได้ยาถอนพิษ เขาจะจัดการชุนถาวและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
ที่มองเขาอย่างสนุกให้ออกเป็นชิ้นๆ
ชุนถาวพยักหน้า “หลิวซาน เรื่องจะปล่อยหรือไม่ปล่อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้าแต่เป็นเจ้าต่างหาก……ถ้าเจ้าเชื่อฟัง
และทำตาม ข้าจะให้ยาถอนพิษกับเจ้า!”
หลิวซานฟังแล้วก็ได้แต่ระงับความแค้นไว้ภายในใจก่อน “พี่ชุนถาววางใจได้ ไม่ต้องบอกว่าเรื่องเดียว ต่อให้เป็น
สิบเรื่องหลิวซานก็รับปาก”
หากชีวิตของเขาไม่ได้อยู่ในกำมือของชุนถาวละก็ เกรงว่าปั่านนี้หลิวซานคงวิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกหลิวหรงแล้ว
ชุนถาวยังคงจ้องมองหลิวซานด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทำให้หลิวซานเหงื่อแตกไปทั่วตัว เขายกมือขึ้นสาบานว่า “พี่ชุนถาว
วางใจได้ ไม่ว่าจะให้หลิวซานทำอะไรก็จะทำให้ทั้งหมด”
ชุนถาวจึงตอบกลับไปเรียบๆ “ไปเสีย! รีบเอาเรื่องที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับข้าคุยกันไปบอกให้หลิวหรงรู้ทั้งหมด!”
หลิวซานเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ถึงกับตกใจ เขาจึงรีบก้มคำนับที่พื้น “ไม่ได้ เรื่องนี้หลิวซานทำไม่ได้เป็นอันขาด”
การรักษาชีวิตของเขาเอาไว้ ย่อมมีค่ามากกว่าการเอาหน้าเอาตาเป็นไหน ชีวิตของเขาในตอนนี้อยู่ในมือของชุน
ถาว ถ้ามีโอกาสเอาหน้าเอาตา แต่ไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ ฉะนั้นต่อให้ตีหลิวซานจนตายก็ไม่มีทางทำเป็นอันขาด!
ชุนถาวมองไปที่เขา พูดเสียงเเผ่วเบา “สิ่งที่เจ้าต้องทำคือเอาเรื่องนี้ไปบอกหลิวหรง ถ้าทำได้สำเร็จก็เท่ากับรักษา
ชีวิตของเจ้าไว้ได้ ถ้าทำไม่สำเร็จละก็…”
ชุนถาวยื่นเท้าออกไปเตะตรงแผลของหลิวซาน ทำให้เลือดไหลทะลักออกมามาก จนเกือบจะเป็นลมสลบไป
ต่อจากนั้นหลิวซานจึงได้ร้องไห้ตะโกนออกมา “พี่ชุนถาวจะสั่งให้หลิวซานไปทำอะไรก็บอกมาได้เลย หลิวซานจะ
ไปทำตามโดยไม่บิดพลิ้ว”
ความอดทนของชุนถาวเหมือนถูกใช้ไปจนหมดแล้ว นางจึงเตะเข้าไปที่หลิวซานอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นพูดด้วยความ
โมโห “ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ข้าสั่งให้เจ้าไปทำอะไรก็รีบไปทำเสีย……ไปบอกหลิวหรงว่าคุณหนูใหญ่เอาผู้ชายมา
ซ่อนไว้ในห้อง ให้นางรีบเข้ามาค้นโดยด่วน……เข้าใจหรือยัง?”
หลิวซานได้ฟังก็ไม่กล้าตอบอะไร
เพราะว่าเขาถูกชุนถาวทำให้ขวัญหนีดีฝั่อไปหมดแล้ว จึงไม่รู้ว่าเป็นแผนที่นางวางไว้ หรือต้องการให้ไปเอาหน้า
กับหลิวหรงจริงๆ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินไปตรงหน้าหลิวซานพูดขึ้น “เจ้ารีบไปบอกหลิวหรงเถอะ บอกว่าในห้องคุณหนูซ่อนคนเอาไว้ ถ้า
เจ้ายังพูดไร้สาระไม่หยุดอีก พี่ชุนถาวคงต้องโมโหและจะไม่ให้ยาถอนพิษกับเจ้าอย่างแน่นอน”
หลิวซานได้รีบเอามือกดที่แผลและเขย่งออกไปด้านนอก “ได้ อย่างนั้นข้าจะรีบไปบอกหลิว……หรง ตามที่พี่ชุน
ถาวสั่ง!”
ชุนถาวถลึงตาโต “ถ้านางถามว่าทำไมเป็นแผลที่ขาล่ะ?”
หลิวซานถึงกับตะลึงในคำถาม แต่ด้วยไหวพริบที่มีจึงตอบอย่างรวดเร็ว “หลิวซานจะบอกหลิวหรงไปว่า แผลนี้ได้
มาจากตอนที่ไปแอบฟังแล้ววิ่งหนี จึงโดนเสาแทงที่ขาเข้า!”
เมื่อฟังคำตอบชุนถาวจึงปล่อยเขาไป “รีบไป ถ้าเจ้าไม่ทำตามที่บอก ต่อให้ยานี้ยังไม่ได้ออกฤทธิ์ในทันที แต่ข้า
ย่อมมีวิธีให้เจ้าทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!”
เขาได้ฟังก็สั่นไปทั้งตัว รีบล้มลุกคลุกคลานวิ่งออกไป
ไม่ใช่หลิวซานอยากจะทำร้ายหลิวหรงหรอก แต่เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เขาจึงต้องทำตามโดยไม่มีเงื่อนไข หวังว่า
เมื่อหลิวหรงรู้ความจริงจะไม่โทษที่เขาทำ
หากหลิวหรงล่วงรู้ความจริงเข้า จะต้องโทษหลิวซานอย่างแน่นอน แต่หลิวซานก็ไม่ได้เป็นคนที่โง่เขลา เขาจะ
ต้องเตรียมหาลู่ทางเพื่อเอาตัวรอเช่นกัน
เขาตัดสินใจแล้วว่า ขอเพียงได้ยาถอนพิษมา……เขาจะหนีออกจากจวนต้วน โดยไม่สนใจว่าหลิวหรงและคุณหนู
ใหญ่จะสู้กันจนใครต้องตายไปข้างหนึ่ง
…
ในจวนต้วนวันนี้มีแขกมาร่วมงานมากหน้าหลายตา แขกผู้ชายมีต้วนเจิ้งและเถี่ยเฟิงคอยต้อนรับ ส่วนแขกผู้หญิงมี
จางอี๋เหนียง หลิวอี๋เหนียง ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานคอยต้อนรับ
นางวิ่งวุ่นช่วยต้วนชิงหมิงอย่างเต็มที่ และมักจะพูดคุยหัวเราะกับต้วนชิงหมิงอย่างสนุกสนาน
วันนี้ต้วนอวี้หรานเกล้าผมรวบขึ้นไว้ตรงกลาง โดยมีปินทองประดับทับทิมแดงเม็ดโตอยู่ตรงกลาง บนตัวสวมชุด
คลุมสีแดงปักลายบุปผา เสื้อซับด้านในเป็นจีบสีแดงยาวลงมา ที่เอวคาดด้วยผ้าตาข่ายบางเบา ขับให้นางดูโดดเด่นเป็นที่
จับตาของผู้คน