การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 191 อาจารย์ของเนี่ยไฉ่เยวี่ย
ต้วนชิงหมิงมองยิ้มๆ ก่อนจะพูดด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง “ฮูหยินฉีพูดเช่นนี้เกรงว่าก็ไม่ถูกนะเจ้าคะ ในสายตาของชิง
หมิงแยกเฉพาะชายและหญิง แต่ไม่เคยคิดแบ่งแยกระหว่างลูกสาวภรรยาเอกและลูกสาวอนุภรรยา ดูอย่างในจวนต้วน
ไม่ว่าชิงหมิงหรือน้องอวี้หราน ท่านพ่อก็จะให้เงินใช้เท่ากัน ทั้งยังรักและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หรือว่า……ที่จวนของฮู
หยินฉีแบ่งแยกระหว่างลูกภรรยาเอกกับลูกอนุหรือเจ้าคะ?”
แม้จะเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง ทว่าคำพูดของนางก็ฟาดกลับไปอย่างแรง ทำให้อีกฝั่ายแทบหยุดหายใจพูดต่อไม่
ถูกไปชั่วขณะ
ต้วนชิงหมิงกระชับแรงที่กุมมือของเนี่ยไฉ่เยวี่ยให้แน่นขึ้นอีก คล้ายว่าให้กำลังใจเมื่อได้ฟังที่ฮูหยินฉีพูดเสียดสี
คนที่อยู่ในงานวันเกิดนั้น น้อยคนที่จะรู้ว่าฮูหยินฉีเคยเป็นอี๋เหนียงในจวนเนี่ยมาก่อน ดังนั้นเมื่อมีเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับคุณหนูใหญ่เนี่ย นางก็จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ ทั้งยังต้องการหักหาญนํ้าใจของอีกฝั่าย ทว่าการที่วันนี้ต้วนชิง
หมิงพูดยกยอคุณหนูสามเนี่ยอย่างออกหน้าออกตา เพื่อรักษาชื่อเสียงของนางเอาไว้ จึงทำให้ฮูหยินฉีพลั้งปากพูดล่วง
เกินเจ้าของงานวันเกิดโดยไม่คิด
ฮูหยินฉีแสยะยิ้ม “ต่อให้ไม่แบ่งแยกลูกภรรยาเอกและลูกอนุ ความชํ่าชองด้านการบรรเลงพิณของคุณหนูใหญ่
จวนเนี่ย ก็เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้คน ส่วนคุณหนูสามจวนเนี่ยกลับไม่เคยมีใครได้ยินเพลงพิณที่นางบรรเลง หากเป็น
ตามที่เจ้าว่า ลองให้นางมาบรรเลงเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ดีหรือไม่เล่า?”
การที่ให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยแสดงบรรเลงพิณเพื่อหมายจะเหยียดหยามว่านางไม่สามารถทำได้ ทว่าต้วนชิงหมิงย่อมไม่
ยอมให้คุณหนูสามขายหน้าอย่างแน่นอน ในเมื่อฮูหยินฉีบอกว่าคุณหนูสามทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ถ้าอย่างนั้นนางจะ
ต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เพื่อฮูหยินฉีจะได้แก้ตัวไม่ได้อีก!
ต้วนชิงหมิงมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ครู่เดียว ไม่นานก็ยกยิ้มน้อยๆ “ถ้าจะให้แสดงเพียงบรรเลงพิณคงไม่พอกระมัง
ข้าเคยได้ฟังหัวหน้าศิลปะในเมืองหลวงกล่าวไว้ว่า ความรู้ความสามารถของคุณหนูสามจวนเนี่ยเป็นที่โดดเด่นกว่าใคร
แม้แต่ตัวเขายังต้องออกปากชม! หากฮูหยินฉีไม่เชื่อสามารถไปสอบถามเขาได้เจ้าค่ะ!”
เมื่อต้วนชิงหมิงพูดเช่นนี้ ฮูหยินฉีก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ… หัวหน้าศิลปะในเมืองหลวงเป็นถึงผู้ชำนาญระดับสูง
หลายปีมานี้มีคนมากมายอยากจะมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ ถ้าเขาเอ่ยปากชมใครว่ามีความสามารถโดดเด่น ผู้นั้นก็จะมีชื่อ
เสียงไประบือไปทั่ว!
หัวหน้าศิลปะในเมืองหลวงไม่เคยเอ่ยปากชมเนี่ยไฉ่เยวี่ยหรอก……แต่ที่ต้วนชิงหมิงกล้าพูดเช่นนี้ เป็นเพราะนาง
จำเรื่องราวเมื่อชาติที่แล้วได้
ในชาติที่แล้ว หัวหน้าศิลปะในเมืองหลวงเคยออกปากชม การเล่นบรรเลงพิณของคุณหนูสามจวนเนี่ย เพียงแต่
เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
แม้ในชาติที่แล้วของต้วนชิงหมิง จะเคยออกจากจวนน้อยครั้งนับได้ แต่เคยได้ยินเรื่องเล่าที่น่าอัศจรรย์เกี่ยวกับ
คุณหนูสามจวนเนี่ยมาบ้าง พูดได้ว่านางเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถคนหนึ่ง ตอนอายุสิบสามบรรเลงเพลงผิงเยี่ยนลั่ว
ซา[1] จนมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวง มีอยู่ครั้งหนึ่งหัวหน้าศิลปะในเมืองหลวงบังเอิญผ่านมาจึงหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะ
เอ่ยปากชื่นชม หลังจากนั้นภาพแห่งยอดอาชาทั้งแปดก็ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่ว ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงมั่นใจว่าคุณหนูสามจวน
เนี่ย มีทั้งความสามารถในบรรเลงพิณและการวาดภาพ ซึ่งคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองจวนเนี่ยไม่มีทางเทียบกับนางได้
เลย
ได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงพูด ทางด้านเชวียหนิงหรานถึงกับปาดเหงื่อที่ผุดพราย นางดึงแขนเสื้อเนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่างเบามือ
ก่อนจะถามเสียงเบา
“ไฉ่เยวี่ย ข้าไม่รู้มาก่อนเลย ที่แท้เจ้ามีความสามารถมากขนาดนี้เชียวหรือ!”
แม้เชวียหนิงหรานจะพูดเสียงเบามาก ทว่าในห้องโถงรับรองที่เงียบสงัด จึงทำให้คำพูดของนางได้ยินไปไม่รู้เท่าไร
ในตอนนี้ทุกคนต่างอยากรู้ว่าคุณหนูสามจะเป็นเหมือนที่ต้วนชิงหมิงพูดไว้หรือไม่!
เนี่ยไฉ่เยวี่ยก้มหน้าลงเพียงเล็กน้อยทำท่าทีละล้าละลัง พลางคิดว่าจะปฏิเสธอย่างไรดี จังหวะที่เงยหน้าขึ้นกลับ
สบตากับต้วนชิงหมิง เห็นอีกฝั่ายอมยิ้มพยักหน้าพลางส่งสายตาประหนึ่งให้กำลังใจและชื่นชม ทำให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยเกิดแรง
ฮึดกล้าหาญชาญชัย นางเงยหน้าขึ้นมองบรรดาฮูหยินและคุณหนูทั้งหลาย อ้าปากพูดเสียงดังฟังชัด “ไม่ใช่เป็นเพราะ
พรสวรรค์ หากแต่เป็นเพราะมีอาจารย์ดี”
“อาจารย์ดี?”
ตอนนั้นสายตาของผู้คนต่างจับจ้องไปที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยพร้อมกันอย่างประหลาดใจ เป็นที่รู้กันว่าการบรรเลงพิณและ
ศิลปะการวาดภาพ นอกจากจะต้องมีพรสวรรค์แล้ว ยังต้องมีอาจารย์คอยชี้แนะจึงจะประสบความสำเร็จได้
อย่างนั้นแล้ว นางคงจะไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ยอดฝีมืออย่างนั้นหรือ?
แขกที่มาร่วมงานต่างเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ยิ่งไปกว่านั้นต้วนอวี้หรานถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน เพราะตั้งแต่
รู้จักเนี่ยไฉ่เยวี่ยมาปีกว่า นางไม่เคยได้ยินเนี่ยไฉ่เยวี่ยไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ท่านไหนมาก่อน
หรือว่าอาจารย์ของเนี่ยไฉ่เยวี่ยจะเป็นยอดฝีมือจริงๆ?
เชวียหนิงหรานและทุกคนต่างจับจ้องไปที่เนี่ยไฉ่เยวี่ย เพื่อรอนางพูดชื่ออาจารย์ของตนออกมา
ทว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยกลับมีสีหน้าเคร่งขรึมโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
เพราะอาจารย์ของนางมีนิสัยประหลาดไม่เหมือนผู้ใด อีกทั้งยังไม่ชอบให้ลูกศิษย์ลูกหาเอาชื่อของอาจารย์ไป
หากินข้างนอก ดังนั้นเรื่องเป็นอาจารย์ท่านใดนั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยจึงไม่ยอมปริปากพูดให้คนอื่นได้รู้
เมื่อเห็นว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยไม่ยอมปริปาก สายตาของทุกคนต่างมองด้วยความสงสัย… เนี่ยไฉ่เยวี่ยคนนี้น่าจะยกยอ
ตัวนางเอง จนไม่อาจกลบเกลื่อนการโกหกได้มิด
ทางด้านเชวียหนิงหรานต่างเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเนี่ยไฉ่เยวี่ย ก็แค่ชื่ออาจารย์ ทำไมจะบอกคนอื่นไม่ได้?
ภายในห้องโถงรับรองกลับเงียบสนิทไร้สุ้มเสียง ต้วนอวี้หรานกำลังจ้องมองเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่นํ้าท่วมปากจนพูดอะไร
ไม่ออก และอยากจะเอาไม้ตีแสกหน้านางไปสักครั้ง……เชอะ! ไม่ว่าใครจะสนิทสนมหรือรู้จักกับต้วนชิงหมิงก็ต้องมีเรื่องที่
ไม่ดีเกิดขึ้น ไม่ยกเว้นแม้กับเนี่ยไฉ่เยวี่ย
ไม่นาน จู่ๆ ต้วนชิงหมิงก็หัวเราะพลางจับมือของเชวียหนิงหรานกล่าวคำ “พี่สาวเชวียคงไม่รู้เรื่องนี้ อาจารย์ของ
คุณหนูสามจวนเนี่ยเป็นผู้มีชื่อเสียง… เป็นจิตรกรเอกแห่งเมืองหลวง คืออาจารย์หนิงจวิ้น”
เมื่อสิ้นเสียงของเด็กสาวพลันได้ยินเสียงฮือฮาดังออกมาจากกลุ่มแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน……หนิงจวิ้น เป็น
ปรมาจารย์ที่ชํ่าชองและเชี่ยวชาญในบรรเลงพิณ ทั้งยังเป็นจิตรกรเอกแห่งเมืองหลวง ทว่าด้วยนิสัยที่แปลกของเขา จึงไม่
เคยได้ยินว่ารับลูกศิษย์ลูกหา! คุณหนูสามจวนเนี่ยโชคดีและมีวาสนาเสียจริงถึงได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหนิงจวิ้นผู้มีชื่อ
เสียงผู้นี้ได้
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ผินหน้ามองเด็กสาวข้างกายแล้วจึงเอ่ยขอโทษด้วยเสียงแผ่วเบา เพราะรู้ว่าคุณหนู
สามไม่อยากบอกชื่อเสียงเรียงนามของท่านอาจารย์ ด้วยเกรงว่าหากพูดออกไปอาจารย์จะตำหนิลงโทษเอาได้ ต้วนชิงห
มิงจึงบอกให้โยนความผิดทั้งหมดมาไว้ที่นางเพียงคนเดียว
ในใจของเนี่ยไฉ่เยวี่ยรู้สึกซาบซึ้งจนแววตาเปล่งประกายระยิบระยับ นางคลี่ยิ้มให้ต้วนชิงหมิงแล้วรีบพูดออกมา
“แม้ท่านอาจารย์จะไม่ชอบให้คนอื่นพูดถึงเขา เพราะไม่ชอบการโอ้อวด แต่ก็ยังไม่เคยห้ามให้ข้าออกไปประลองฝีมือ”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยนิ่งไปชั่วครู่ ตรึกตรองเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “แม้ว่าข้าจะอายุมากกว่าเจ้าสองปี แต่ความคิด
ความอ่านของเจ้านั้นช่างต่างกับข้ามากนัก หากเจ้าไม่ถือสา……ก็เรียกข้าว่า ‘ไฉ่เยวี่ย’ ส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่า ‘ชิงหมิง’ ดี
หรือไม่?
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มขานรับชัดถ้อยชัดคำ “พี่ไฉ่เยวี่ย……”
“น้องชิงหมิง” อีกฝั่ายก็พูดอย่างหนักแน่นเช่นกัน
ทางด้านฮูหยินเนี่ยที่มองอยู่มีนํ้าตาซึมไหลออกมาจากดวงตาเล็กน้อย……เนื่องจากลูกสาวของนางเป็นคนค่อน
ข้างเก็บตัวและชอบอยู่คนเดียวโดยลำพัง ไม่ว่ามีเรื่องอะไรก็จะไม่พูดคุยกับคนรอบข้าง แต่วันนี้เมื่อเห็นบุตรสาวของตน
กับต้วนชิงหมิงเข้ากันเป็นปีเป็นขลุ่ย นางก็ดีใจปลาบปลื้มเป็นที่สุด
ฮูหยินเชวียมองไปที่สาวน้อยที่อายุห่างจากนางถึงสามรอบตรงหน้า พลางเอ่ยกับฮูหยินเนี่ยว่า “เจ้าอย่ามองเพียง
ว่าชิงหมิงอายุน้อยกว่าไฉ่เยวี่ยนิดหน่อยเชียว แม้นางจะดูเยาว์วัยแต่ที่จริงนางกลับรู้เรื่องต่างๆ มากมาย จนบางครั้งที่ข้า
ไปยืนอยู่ตรงหน้านางก็แอบมีเหงื่อไหลออกมาบ้าง!”
ฮูหยินทั้งสองต่างสบตากันอย่างเข้าใจว่านิสัยของคนย่อมเกิดจากสภาพแวดล้อมรอบตัว… ทั้งคู่ได้เเต่ถอนหายใจ
และไม่พูดอะไรอีก
ด้านต้วนอวี้หรานที่รู้แล้วว่าไม่อาจสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นได้ แล้วยังถูกต้วนชิงหมิงเล่นงานกลับมาไม่เป็น
ท่า ในใจของนางยิ่งโมโหอย่างหนัก ทว่าไม่อาจโวยวายได้ ทำได้เพียงกระทืบเท้าตึงตัง และเดินกลับไปฟั้องหลิวหรง
การกระทำของต้วนชิงหมิงในครั้งนี้ย่อมไม่รอดพ้นสายตาของหลิวหรง เพียงแต่นางยอมอดทนอดกลั้นไว้ก่อน
ไม้ตายนั้นนางยังไม่ได้ควักออกมาต่างหาก
นางกำลังรอ……รอจนถึงเวลาที่ต้วนชิงหมิงไม่มีโอกาสแก้ตัวได้
ด้านนอกห้องโถงรับรอง เห็นแม่นมหวางปรากฏตัวขึ้นอย่างลับๆ ล่อๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียง พลางส่งสายตาไปให้หลิว
หรงเพื่อบอกว่าทำสำเร็จแล้ว!
เมื่อหันกลับมาเห็น ต้วนชิงหมิงที่ยืนพูดคุยกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยอย่างมีความสุข ทว่ามุมปากของหลิวหรงกลับยกยิ้มขึ้น
อย่างชั่วร้าย “ต้วนชิงหมิง……ต่อให้เจ้าพูดจนนํ้าไหลไฟดับ แต่ครั้งนี้ความตายของเจ้าก็มาถึงแล้ว!”
แม้ไม่ถึงขั้นตาย แต่เจ้าก็จะมีชีวิตทรมานเหมือนตายทั้งเป็นต่างหาก!
…
[1] ผิงเยี่ยนลั่วซา เพลงบรรเลงมาตรฐานที่นิยมและแพร่หลาย เนื้อหาบรรยายเกี่ยวกับกลุ่มห่านที่โบยบินอยู่
เหนือทะเลทราย