การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 192 ชีผิ่นเหมย
หลิวหรงเดินขึ้นมาด้านหน้าสองสามก้าว จ้องมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาละม้ายหาเรื่อง พลางหัวเราะเยาะเย้ย
“คุณหนูใหญ่ ไม่กี่วันมานี้มีหิมะตกโปรยปรายค่อนข้างมาก เมื่อคืนวานอี๋เหนียงได้ไปดูมาพบว่า สวนดอกเหมยบาน
สะพรั่งงดงามเหลือเกิน มีดอกเหมยบางส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือไม่กี่ดอกล้วนเป็นพันธุ์ใหม่ ตอนนี้งานเลี้ยงยังไม่ถึงเวลา
จนอยากจะพาทุกคนไปดื่มเหล้าอุ่นๆ และชมดอกเหมยเสียหน่อย”
ชมดอกเหมย
เป็นพันธุ์ใหม่?
ชมดอกเหมยและดื่มเหล้าอุ่นๆ ช่างเป็นเรื่องที่วุ่นวายอย่างยิ่งในหน้าหนาว เมื่อหลิวหรงเอ่ยปากขึ้น บรรดาผู้ดี
และคุณหนูลูกภรรยาเอก ต่างตั้งหน้าตั้งตาคอยอย่างมาก
ทั้งนํ้าเสียงและความดังในการพูดของนางล้วนทำให้คนในห้องโถงรับรองได้ยินกันถ้วนทั่ว
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วน้อยๆ พลางหันหน้าไปมองหลิวหรงช้าๆ เห็นเพียงใบหน้าที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่ม ปากแดงระเรื่อ
ของนางยกขึ้นอย่างเย้ยหยันในที ก็รู้ได้ว่าอีกฝั่ายต้องมีแผนการอยู่ในใจแน่นอน
การมาชมดอกเหมยในเวลานี้ ทั้งเวลา สถานที่ และบุคคล ทั้งหมดช่างประจวบเหมาะเป็นใจกับหลิวหรงเป็นที่สุด
นางจึงไม่อาจพลาดโอกาสทองครั้งนี้ให้หลุดมือไปได้ ทว่าต้วนชิงหมิงรู้ว่าคงไม่ได้มีแค่การชมดอกเหมยเท่านั้น
“ใช่แล้ว! ดอกเหมยที่จวนต้วนไม่เหมือนกับที่อื่น……” บทสนทนาของหลิวหรงและฮูหยินฉีผู้ที่ถูกต้วนชิงหมิง
จัดการจนพูดอะไรไม่ออกไปเมื่อครู่ ในเวลานี้นางกลับทำตัวเหมือนคนในจวนที่คอยพูดโอ้อวดแทน “ดอกเหมยในจวนต้
วนเป็นพันธุ์ชีผิ่นเหมยที่เป็นของบรรณาการจากประเทศอื่น เนื่องจากแม่ทัพต้วนได้ช่วยฝั่าบาทไว้จึงมีความดีความชอบ
ดังนั้นฝั่าบาทจึงพระราชทานเหมยให้สามหน่อ ซึ่งตอนนี้ดอกเหมยได้เวลาเบ่งบานอวดโฉมพอดี”
ทว่าคำพูดของฮูหยินฉีที่ฟังดูเหมือนมีลับลมคมใน จึงทำให้ทุกคนเกิดความสนใจขึ้น นี่เป็นไปตามแผนที่วางไว้!
ฮูหยินโจวของซื่อหลางหน่วยตรวจการได้ยินจึงพูดขึ้นว่า “ถ้าจะพูดถึงชีผิ่นเหมย ข้าเคยเห็นอยู่ในสวนดอกไม้ใน
วังหลวง ดอกเหมยนั้นงดงามอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่เคยได้เห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”
“ใช่แล้วๆ ชีผิ่นเหมยในวังหลวง งดงามและแตกต่างกับดอกเหมยที่ต้าเซี่ยอย่างมาก…” ผู้คนที่ได้ฟังต่างเห็นดีเห็น
งามตามไปด้วย
“ใช่ๆๆ ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการชมดอกเหมย คิดไม่ถึงเลยว่าที่จวนต้วนจะเห็นดอกเหมยที่งดงามถึง
เพียงนี้…”
………………………………………………………
ในตอนนี้เอง ไม่รู้ว่าใครพูดขึ้นว่า “ชีผิ่นเหมยในจวนต้วนหรือ ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาพวกเราจริงๆ”
ได้ยินเพียงเสียง ทว่าทุกคนต่างหันไปมองต้วนชิงหมิงเจ้าของงานวันเกิด และเป็นหลิวหรงที่กล่าวประโยคเมื่อครู่
นางเม้มปากอมยิ้มและพูดอย่างกระตือรือร้น “ชีผิ่นเหมยไม่ใช่ของที่หากันได้ ถือว่าวันนี้เป็นงานวันเกิดของคุณ
หนูใหญ่ หากคุณหนูใหญ่ไม่เอ่ยปาก อี๋เหนียงก็คงไม่กล้าตัดสินใจทำลงไปโดยพลการ!”
คำพูดของอี๋เหนียงทำให้ต้วนชิงหมิงมีสีหน้าเปลี่ยนไป “อี๋เหนียงถ่อมตัวเกินไปแล้ว ข้อเสนอของอี๋เหนียงทำให้ทุก
คนมีความสุขจากการได้ชื่นชมชีผิ่นเหมย เหตุใดข้าจะปฏิเสธเล่า”
ทางด้านเชวียหนิงหรานทำหูทำตาส่งสัญญาณไปให้ต้วนชิงหมิงที่นิ่งสงบอยู่ นางรู้ว่าหลิวหรงจะต้องไม่ได้มาดี
อย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าต้วนชิงหมิงเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?
นางจับเอื้อมมือไปจับมือของต้วนชิงหมิงอย่างเบามือ พูดเสียงแผ่วเบา “ชิงหมิง นี่เป็นแผนการที่รอให้เจ้าไปติด
กับหรือไม่?”
เด็กสาวกลับกุมมือของเชวียหนิงหรานไว้แนบแน่น พร้อมส่ายหัวพูดเสียงเรียบ “จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอก เชื่อ
ข้า……”
วันนี้เป็นวันเกิดของนาง ต่อให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะเปลี่ยนเป็นเรื่องดีทั้งหมด เพราะนางจะไม่ยอมให้หลิวหรง
มาทำลายงานวันเกิดของนางลงได้
ด้านเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่ไม่รู้เรื่องราว แต่นางเป็นคนที่รักและชื่นชอบดอกเหมยเป็นที่สุด จึงมองชิงหมิงด้วยแววตาลุก
วาว “ชิงหมิง เหมยพันธุ์ใหม่นี้มาจากประเทศอื่นและเป็นของที่หายากมากเชียวล่ะ”
ประเทศอื่นหมายถึงที่เปั่ยเจียง ที่นั่นมีดอกเหมยนานาพันธุ์และรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป เมื่อปีก่อนได้นำมา
ถวายบรรณาการ ประจวบกับที่ต้วนเจิ้งได้ช่วยชีวิตฝั่าบาทเอาไว้ จึงพระราชทานให้เขาเอามาปลูกที่จวนต้วน
แม้ว่าจวนต้วนจะได้ชีผิ่นเหมยให้เอามาปลูกในจวน แต่ต้วนเจิ้งเป็นคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องการปลูกและเลี้ยงดอกไม้
จึงไม่ได้ให้ความสนใจมากมายนัก
ส่วนต้วนชิงหมิงก็จำเรื่องดอกเหมยไม่ได้ชัดเจน เหมือนกับว่าในชาติที่แล้วจะไม่มีเรื่องชีผิ่นเหมยและงานวันเกิด
ครบรอบสิบปีของนาง
เนื่องจากในวันครบรอบวันเกิดสิบปี ต้วนเจิ้งออกไปทำถึงสงครามที่ชายแดน หลิวหรงก็เริ่มตั้งครรภ์จึงไม่ได้มี
เวลามาสนใจกับวันเกิดของนาง
ท้องฟั้าวันนี้มีหิมะตกจนปิดทางขึ้นเขา จึงทำให้ศึกที่ชายแดนต้องพักไว้ก่อน ดังนั้นต้วนเจิ้งก็ยังคงอยู่ที่จวนเพื่อ
จัดงานวันเกิดให้ต้วนชิงหมิง แต่ดูท่าหลิวหรงคงได้เตรียมก่อเรื่องวุ่นวายไว้ก่อนแล้ว
หลังจากที่นางกลับชาติมาเกิดใหม่ ก็มีหลายเรื่องและหลายคนได้เปลี่ยนแปลงไปจากชาติที่แล้ว
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นแววตาลุกวาวของเนี่ยไฉ่เยวี่ย จึงยิ้มอย่างมีความสุข “ถูกต้องแล้ว อีกสักครู่ข้าจะพาพี่ไปดู…”
พูดจบนางก็มองเนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยความเป็นห่วง “ชุดของเจ้าบางเกินไป ประเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้ ถึงตอนนั้นฮู
หยินเนี่ยจะมาเอาเรื่องกับข้าไม่ได้นะ!”
เชวียหนิงหรานที่ยืนอมยิ้มอยู่ด้านข้าง กล่าวอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้วๆๆๆ ชิงหมิงพูดได้ถูกต้อง……ถ้าเจ้าไปชมดอก
เหมย แล้วไม่สบายกลับมา ข้ากลัวว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ฉะนั้นอย่าไปดูเลยดีกว่า”
แม้ว่าร่างกายของเนี่ยไฉ่เยวี่ยจะดูบอบบางอ่อนแอ ทว่านิสัยของนางนั้นตรงไปตรงมา ช่างเหมือนกับเชวียหนิง
หรานอย่างมาก ดังนั้นต้วนชิงหมิงรู้สึกถูกชะตากับนาง
เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงพูดก็ดีอกดีใจ “ดอกเหมยในเหมันต์ฤดูช่างหาดูยากยิ่ง ข้าอยากไปดูจริงๆ นะ และ
ข้าก็มิกลัวความหนาวเหน็บอันใดด้วย”
เชวียหนิงหรานเงยหน้าขึ้นแสร้งพูดอย่างกล้าหาญ “หึ! ข้าไม่เหมือนกับคนบางคน ข้ากลัวความหนาวเหน็บ”
คำพูดนี้เชวียหนิงหรานหมายถึงตัวนางเอง เพราะนางกลัวความหนาวเหน็บมากที่สุด ดังนั้นเมื่อถึงหน้าหนาว
นางจะออกจากจวนน้อยมาก แต่ถ้าไปกับเพื่อนสนิทก็อาจจะยกเว้นได้
เนี่ยไฉ่เยวี่ยนึกว่าเชวียหนิงหรานพูดเหน็บนาง จึงพูดอย่างโกรธเคือง “ไม่รู้ว่าใครกัน พอโดนความเย็นประเดี๋ยว
เดียวก็ไม่สบายจนออกไปไหนไม่ได้!”
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นทั้งสองคนพูดจากระแทกกระทั้นกันไปมาจึงรีบเข้าไปห้ามปราบ ทว่าทั้งสองคนปะทะฝีปาก
กันจนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว หากเห็นอีกฝั่ายยิ้มขึ้นมาก่อนก็จะหยุดปะทะกัน
ต้วนชิงหมิงตั้งใจเหลือบมองไปที่หลิวหรงแวบหนึ่ง จึงกล่าวขึ้น “อย่างนั้น พวกเราก็เตรียมตัวไปกันเถอะ!”
พอเนี่ยไฉ่หยวนเดินออกจากห้องโถงรับรองก็มีบ่าวใช้ที่ชื่อเสี่ยวจู ยื่นถุงทำความร้อนส่งให้ จากนั้นจึงหันไปยิ้มให้
กับต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง ข้ายังไม่เคยเห็นชีผิ่นเหมยมาก่อนเลย เจ้าบอกข้าหน่อยได้ไหมว่า ชีผิ่นเหมยหน้าตาเป็น
อย่างไร?”
พูดจบก็แลบลิ้นออกมาอย่างซุกซน “อีกครู่ถ้าข้าเห็นชีผิ่นเหมยเข้าก็จะไม่มีใครมาหาว่าข้าเป็นกบในกะลาอีก
แล้ว!”
เชวียหนิงหรานจึงถือโอกาสเดินเข้าไปผสมโรงพูดกับต้วนชิงหมิง “ใช่แล้วชิงหมิง ชีผิ่นเหมย ข้าก็ยังไม่เคยเห็นกับ
ตามาก่อน ไหนเจ้าลองพูดมาคร่าวๆ ก่อนสิว่าชีผิ่นเหมยกับดอกเหมยปกติต่างกันอย่างไร เมื่อเห็นเข้าจะได้ไม่ต้องตกใจ
จนคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้!”
ได้ฟังที่ทั้งคู่พูดมาทั้งหมด ต้วนชิงหมิงจึงแอบยิ้มขึ้น “ใช่แล้ว ชีผิ่นเหมยไม่เหมือนกับดอกเหมยในต้าเซี่ย ในหนึ่ง
กิ่งมีเจ็ดดอก แต่ละดอกมีเจ็ดกลีบ ซึ่งแต่ละกลีบจะมีลักษณะค่อนข้างใหญ่และสวยสดงดงาม… ถ้าดอกเหมยพร้อมใจกัน
ออกดอกบานสะพรั่งก็จะดูเหมือนกับทะเลดอกเหมย ถ้าหิมะตกโปรยปราย กลีบดอกเหมยจะร่วงโรยเต็มพื้นเหมือนกับ
แสงตะวันที่สาดส่องแสงสีแดงลงพื้นไปทั่ว