การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 200 ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก (2)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 200 ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก (2)
หลิวหรงเจ้าวางใจได้ ของขวัญของข้าจะทำให้เจ้าจดจำไปชั่วกัปชั่วกัลป
คำพูดของต้วนชิงหมิงทำให้หลิวหรงโกรธจนลมออกหู ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้น นางยกมือที่สั่นระริกชี้
ไปที่ต้วนชิงหมิง กำลังจะอ้าปากพูด จู่ๆ ก็เจ็บท้องขึ้นมาโดยไม่คาดคิด
ความเจ็บปวดที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย เมื่อระเบิดขึ้นมาก็เหมือนกับนํ้าที่ทะลักออกจนมิอาจต้านทานได้
ชั่วพริบตาเดียว เสื้อผ้าของหลิวหรงก็เปียกชุ่มด้วยเหงื่อที่ไหลโซมกาย
ความเจ็บปวดทรมานอย่างยวดยิ่งทำให้นางต้องค่อยๆ งอตัวทรุดลงไป มืออีกข้างหนึ่งยังจับเสาในศาลาไว้แน่น
จึงสามารถฝืนยืนไว้ได้โดยไม่ล้มลงไป นางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เฮือกหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้น? วันนี้มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเต็มไปหมดเสียจนหาทางรับมือไม่ทัน
ร่างกายที่เจ็บปั่วยของหลิวหรงนับวันจะยิ่งหนักขึ้นทุกที ฉะนั้นถ้าแผนการในวันนี้สำเร็จ นางจะสามารถรั้งหัวใจ
ของต้วนเจิ้งได้และทุกสิ่งในจวนต้วนจะต้องเป็นของนางดังเดิม
คิดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าจะเอาคืน จนทำให้แผนของนางพังไม่เป็นท่า ยิ่งไปกว่านั้นยังมาทำลอยหน้าลอย
ตาโอ้อวด เช่นนี้แล้ว จะไม่โกรธจนลมออกหูได้อย่างไร
ในตอนนี้ต้วนชิงหมิงร้องขึ้นด้วยความตกใจ “อี๋เหนียง สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีเลย ให้ข้าช่วยประคองดีหรือไม่?”
ด้วยความโกรธที่ยังค้างอยู่ หลิวหรงจึงผลักนางอย่างแรง “ออกไป! ไม่ต้องแกล้งทำมาเป็นคนดีแถวนี้ ข้าไม่
ต้องการ!”
ต้วนชิงหมิงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วโน้มตัวก้มลงกระซิบข้างหูของหลิวหรง “อี๋เหนียงพูดผิดแล้ว ข้าไม่ได้มาช่วยเจ้า
หรอก แต่ข้ามาเพื่อเอาคืนต่างหาก เบื้องบนส่งข้ามาเพื่อลงโทษในสิ่งที่เจ้าเคยทำไปทั้งหมด……ขอเพียงข้าอยู่ ทุกอย่าง
ในจวนต้วน เจ้าก็อย่าคิดว่าจะได้ไป…”
นางหยุดเว้นจังหวะรอให้หลิวหรงเงยหน้ามอง แล้วพูดอีกประโยคหนึ่ง “อี๋เหนียง สิ่งที่คนทำ ฟั้าดินย่อมมอง
เห็น……สิ่งที่พวกเจ้าแม่ลูกติดค้างไว้ ยังไงก็ต้องชดใช้…”
ท่าทางของทั้งสองคนทำให้คนที่เดินออกไปแล้วหันหลังกลับมามอง ต้วนชิงหมิงจึงยืดตัวขึ้นและอมยิ้มจ้องไปที่
หลิวหรง จากนั้นตั้งใจพูดเสียงดังขึ้น “ในเมื่ออี๋เหนียงไม่ต้องการข้า ข้าไปก็ได้ หากอี๋เหนียงต้องการอะไรก็สามารถเรียก
ข้าได้ตลอด… ยิ่งถ้าต้องการลงนรกแล้วละก็ ข้าจะยิ่งเต็มใจช่วยอย่างสุดความสามารถเชียวล่ะ!”
เมื่อต้วนชิงหมิงพูดจบก็เดินไปหาเชวียหนิงหรานและเนี่ยไฉ่เยวี่ยโดยไม่แยแสหลิวหรง
หลิวหรง! เจ้าจะต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ล่ะ ไม่อย่างนั้นละครฉากต่อไปคงจะแสดงต่อไม่ไหว!
เชวียหนิงหรานจับมือต้วนชิงหมิงไว้แนบแน่น “ชิงหมิง วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า เจ้าจะต้องมีความสุขมากๆ เข้าใจ
หรือไม่”
นางอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบรับ “เข้าใจแล้ว…”
ทางด้านเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นคนที่ความรู้สึกเร็ว นางจับไปที่มือของต้วนชิงหมิงแล้วถามเสียงเบา “อี๋เหนียงของเจ้าดู
ท่าทางเหมือนเสียใจมาก……อย่าบอกนะว่าเมื่อครู่เจ้าไปเล่นงานนางมา?”
ต้วนชิงหมิงแค่นรอยยิ้มออกมา “ไม่มีอะไรเสียหน่อย ข้าเพียงแต่บอกนางว่าสิ่งที่คนทำ ฟั้าดินมองเห็น สิ่งที่ติด
ค้างใครไว้ ช้าเร็วก็ต้องชดใช้…”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยฟังแล้วก็พยักหน้าและพูดจากใจจริง “ชิงหมิง! เจ้านี่สุดยอดเหลือเกิน……แต่พวกอี๋เหนียงในจวนข้านี่
สิ…”
เมื่อคิดถึงพี่สาวลูกอนุผู้โอหังกับอี๋เหนียงที่ไม่เห็นหัวใคร ทำเอาเนี่ยไฉ่เยวี่ยต้องถอนหายใจ “เฮ้อ! ต้องโทษข้าที่ไม่
เอาไหน จึงทำให้ท่านแม่ต้องโมโหอยู่ทุกที”
ต้วนชิงหมิงหยุดเดินลง หันไปพูดยิ้มๆ อย่างจริงใจ “ฟังที่ข้าพูดนะพี่ไฉ่เยวี่ย พี่ยังมีท่านแม่อยู่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
ที่สุดของลูก ข้ารู้ว่าแต่ละจวนย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกันไป พี่จำเอาไว้หากอีกฝั่ายทำอะไรที่ไม่หนักข้อหากทนได้ก็ทน
แต่ถ้าทำร้ายถึงท่านแม่และตัวพี่แล้ว อย่าได้ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “ชิงหมิงพูดถูก ปกติพี่จะกล้ากับเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่พอเกิดเรื่องใหญ่
ขึ้นกลับไม่กล้าทำอะไร ตอนนี้เมื่อเจ้าพูดมาเช่นนี้ ข้าก็เข้าใจแล้วว่าต้องทำอย่างไร!”
ระหว่างที่พูดคุยทั้งสามคนก็เดินออกมาจากสวนดอกเหมยพอดี มุ่งหน้าไปห้องโถงรับรอง แต่ตอนนี้กลับมีบ่าวรับ
ใช้ที่เดินอย่างรีบร้อนไปทางศาลาว่างเยวี่ย
คนคนนั้นเดินท่าทางบุ่มบ่ามจนเกือบชนเนี่ยไฉ่เยวี่ยจนล้ม ต้วนชิงหมิงจึงขมวดคิ้วขึ้นมอง “หลิวซาน เจ้าเป็น
อะไรไป ไม่เห็นแขกที่ยืนอยู่ตรงนี้หรือ? ทำไมทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนี้ หรือว่าไม่เข้าใจกฎระเบียบในจวนแล้ว?”
หลิวซานเป็นหลานชายห่างๆ หลิวหรง ปกติแล้วเขาจะชอบสร้างความวุ่นวายในจวนและทำร้ายคนมาไม่น้อย แต่
ยังดีที่เขาเป็นคนรักษาคำพูดจึงยังไม่กล้าทำร้ายต้วนชิงหมิง… เมื่อใดที่หลิวหรงยังไม่ถูกถอนรากถอนโคน เขาก็ยัง
สามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ในจวน ตอนนี้ความบุ่มบ่ามของเขาได้ทำให้ต้วนชิงหมิงโมโหขึ้นมา!
เนื่องจากหลิวซานก้มหน้าก้มตาเดินอย่างรีบร้อน จึงไม่เห็นว่ามีใครอยู่ตรงหน้า เมื่อเขาได้สติขึ้นจึงเงยหน้าขึ้นพบ
ว่า เขาเกือบชนคุณหนูเนี่ย จนต้วนชิงหมิงมองอย่างไม่สบอารมณ์ ในตอนนั้นเขารีบยกมือประสานกันตรงหน้าและก้มตัว
พูดขอโทษคุณหนูทั้งสาม “ขอโทษคุณหนูทั้งสามที่เกือบชนเข้าขอรับ บ่าวมีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องไปพบอี๋เหนียง โปรด
อภัยให้บ่าวด้วยขอรับ!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยเกือบโดนหลิวซานชนจนล้ม โชคยังดีที่เชวียหนิงหรานดึงนางหลบไว้ทัน แม้เนี่ยไฉ่เยวี่ยจะรู้สึกโกรธ
เพียงใด แต่ที่นี่เป็นจวนของต้วนชิงหมิง นางจึงไม่อยากจะทำอะไรมาก ตอนนี้เมื่อได้ยินบ่าวใช้ขอโทษขอโพยอย่างจริงใจ
อีกทั้งฤดูหนาวที่หนาวเหน็บถึงเพียงนี้ เขากลับมีเหงื่อท่วมตัวและมีท่าทางที่รีบร้อนจริง นางจึงไม่อยากถือสาเอาความ!
ดังนั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยจึงช่วยพูดให้หลิวซาน “ช่างเถอะชิงหมิง ดูท่าเขาจะไม่ได้มีเจตนา เจ้าดูท่าทางที่ร้อนรนของเขา
สิ ถือว่าเห็นแก่ข้าปล่อยเขาไปเถอะ”
อีกฝั่ายขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปตำหนิหลิวซาน “คุณหนูเนี่ยยกโทษให้เจ้า ยังไม่รีบขอบคุณอีก?”
หลิวซานได้ฟังก็รีบหันไปขอบคุณ “คุณหนูเนี่ยจิตใจกว้างขวาง บ่าวต้องขออภัยด้วยขอรับ!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยพยักหน้ารับคำขอโทษและตอบกลับไป “ไม่เป็นไร”
หลิวซานจึงกล่าวขอโทษอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะเดินจากไปยังตั้งใจจ้องมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาที่
แฝงความนัย ต้วนชิงหมิงเห็นดังนั้น หัวใจก็เต้นแรงดัง “ตุบ ตุบ” และเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดีเกิดขึ้นภายในใจ
แต่ไหนแต่ไรหลิวซานกับหลิวหรงมักจะสมรู้ร่วมคิดกันทำเรื่องชั่วมากมายที่ไม่อาจบอกคนอื่นได้
ชั่วพริบตาเดียวหลิวซานก็สาวเท้าอย่างรวดเร็วไปทางหลิวหรง ต้วนชิงหมิงเห็นเพียงสองคนนั้นพูดกระซิบ
กระซาบกัน แต่ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจึงไม่ได้ยินที่ทั้งสองคนพูด
เนี่ยไฉ่เยวี่ยรับรู้ได้ว่าสายตาของต้วนชิงหมิงแปลกไป จึงรีบถาม “ชิงหมิง……เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน!” ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าไปมา
ในเวลานี้หลิวซานและหลิวหรงอยู่ด้วยกันจะต้องไม่ได้ปรึกษาเรื่องดีงามเป็นแน่ ฉะนั้นต้วนชิงหมิงทำได้เพียงคอย
ตั้งรับในทุกรูปแบบ!
เชวียหนิงหรานเห็นนางมีสีหน้าที่เป็นกังวล จึงพูดเตือนสติ “ชิงหมิงได้เวลางานเลี้ยงแล้ว…”
ต้วนชิงหมิงจึงดึงสติกลับมาและพาคนทั้งสองไปห้องโถงรับรอง
เมื่อมาถึงหน้าห้องโถงรับรอง ก็เห็นชิวหรงและเยวี่ยเจียยืนหน้าประตูมองซ้ายทีขวาทีด้วยความร้อนใจ ชิวหรง
สายตาเปล่งประกายขึ้นเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงและคุณหนูอีกสองคนเดินมา นางรีบเดินอ้อมผู้คนเข้ามายืนตรงหน้ากลุ่มต้
วนชิงหมิง พร้อมกับทำความเคารพ “คารวะคุณหนูทั้งสอง……คารวะคุณหนูใหญ่……”
ต้วนชิงหมิงเห็นชิวหรงก็เกิดกังวลขึ้นมา
เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋ยังอยู่ในห้องของนาง ดังนั้นก่อนที่นางจะออกมา ได้สั่งให้ชิวหรงที่เฉลียวฉลาดและรับมือ
เก่งทำหน้าที่เฝั้าประตูเรือนไว้ ยิ่งไปกว่านั้นยังยํ้าแล้วยํ้าอีกหากไม่เกิดเรื่องเร่งด่วน อย่าได้ไปไหนเด็ดขาด!
เนื่องจากเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รับผิดชอบไปตามชุนถาวมาเพื่อรักษาเหยียนหลิ่งอวี๋ ดังนั้นการออกจากเรือนด้วยความเร่ง
รีบในครั้งนี้ นางจึงให้เยวี่ยเจียกับแม่นมหนิงติดตามเพียงสองคน