การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 204 เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยากจะจัดการได้
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 204 เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยากจะจัดการได้
ไม่นานนัก เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ปิดประตู พูดกับตัวเองว่า “โอ๊ย ถ้าคุณหนูใหญ่ยังไม่รู้ถึงแผนการของพวกเรา อีกสักครู่
ข้าควรจะบอกให้คุณหนูใหญ่รู้อย่างไรดี……” นางเว้นจังหวะหายใจเข้าออกเฮือกหนึ่ง “ใจเย็นๆ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้าต้องไม่
ตื่นตระหนก อย่าลืมว่ายังมีชิวหรงอีกคน……ปกติแล้วบ่าวรับใช้คนนี้นางดูซื่อตรงและไว้ใจได้ แต่ว่าครั้งนี้ทำไมถึงยังไม่
กลับมาอีกเล่า……”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็วิ่งกลับห้องอีกครั้ง มองชุนถาวที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บให้เหยียนหลิ่งอวี๋ จึง
ถามขึ้นด้วยความกังวลอีกว่า “พี่ชุนถาว……ดีขึ้นแล้วหรือยัง?”
ชุนถาวรักษาเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ในห้องด้านใน กำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เหยียนหลิ่งอวี๋ใหม่ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น
มามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ข้าว่าเจ้ารีบร้อนและกังวลเกินเหตุไปแล้ว……ปกติเจ้า มีท่าทางเฉลียวฉลาดเกินใคร ที่แท้ก็มีช่วง
เวลาที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกัน……” นางหยุดมือที่กำลังพันแผลให้องค์ชายสาม แล้วหันหน้ากลับมามองเซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์ที่ทำท่าร้อนรน เอ่ยให้คิดตาม “เจ้าลองคิดดูสิ ชิวหรงเอาแผนการไปบอกคุณหนูใหญ่ ทุกคนก็ต่างรู้ดีว่าถ้านางหา
คุณหนูใหญ่ไม่พบ แน่นอนว่าจะต้องกลับมาตั้งนาน เพื่อมาปรึกษาเจ้าแล้ว ดูท่าทางคุณหนูใหญ่ของเจ้าคงรับรู้แผนการ
ทั้งหมดแล้ว และอาจกำลังใช้ชิวหรงไปทำเรื่องอื่นก็เป็นได้!”
“คุณหนูใหญ่มิใช่คนโง่ หากมิใช่เช่นนั้น นางคงไม่กล้าปล่อยให้องค์ชายสามอยู่ที่นี่……” นางพูดไปก็ส่ายหัวไป
สายตาเหลือบมองไปยังองค์ชายสามที่นอนอยู่
เมื่อคิดถึงต้วนชิงหมิง ดวงตาของชุนถาวเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายลึก ๆ อยู่ในนั้น นางกล่าวว่า “เป็นที่รู้
ว่าต้วนชิงหมิงแค่กะพริบตาก็มีความคิดขึ้นมามากมายเพื่อแก้ปัญหา ไม่แน่ว่านางกำลังคิดจะยิงธนูนัดเดียวได้นกทั้งสอง
ตัวก็ได้”
ความรู้สึกกังวลที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มีดูเหมือนจะค่อยๆ คลายลงเมื่อได้ฟังชุนถาวพูด นางคิดตามพลางพูดกลั้วหัวเราะ
“ดูเอาเถอะ พี่ชุนถาวพูดเหมือนบอกว่าคุณหนูใหญ่ของข้าเป็นเหมือนลิงน้อยไปเสียแล้ว……พี่ก็รู้ว่าคุณหนูของข้า
ปกปั้องเอาตัวรอดได้เก่ง ในจวนแม่ทัพต้วนแห่งนี้ คุณหนูใหญ่ต้องปกปั้องทั้งตัวนาง บ่าวไพร่ แม่นมหนิง และยังต้อง
ปกปั้ององค์ชายสามอีก ต้องระวังทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ไหนจะต้องระวังแผนการลอบทำร้ายของหลิวอี๋เหนียง และการ
ถูกกลั่นแกล้งจากคุณหนูรองอีก……เฮ้อ! จะว่าการเอาตัวรอดนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเกินจริงเลย
นานวันเข้ามีดทื่อก็ถูกลับจนเป็นอาวุธแหลมคมไปเสียแล้ว……”
เมื่อคิดถึงชะตากรรมของต้วนชิงหมิง ดวงตาของชุนถาวก็ยิ่งเศร้าหมอง นางถอนหายใจเล็กน้อย พูดว่า “ลูกที่
ขาดแม่ ชีวิตก็ลำบากเช่นนี้แหละ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชุนถาวก็เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมา หากนายหญิงตู้ชิงหลวนของนางคิดหาวิธีแต่งเข้าจวนแม่ทัพ
ใหญ่ได้ เช่นนั้น ต้วนชิงหมิงเด็กคนนี้ ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปใช่หรือไม่?
ทว่าจู่ๆ ความคิดนี้ผุดขึ้นมา นางจึงยกยิ้มเจื่อนๆ แล้วส่ายหน้าไปมา ราวกับกำลังสะบัดความคิดนี้ออกไปเสีย……
นํ้าทะเลยากที่จะกลายเป็นนํ้าจืด กลัวว่าในชาตินี้ นายหญิงตู้ชิงหลวนของนางจะไม่อาจให้อภัยต้วนเจิ้งได้และคงไม่มี
ทางอื่นแล้ว ที่จะได้กลับมาอยู่ร่วมกับนางอีก!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ชุนถาวก็นึกถึงต้วนชิงหมิงขึ้นมา ไม่แน่ว่า นางอาจมีวิธีก็เป็นได้!
แต่นี่เป็นเรื่องในกาลข้างหน้า นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของต้วนชิงหมิงและนายหญิงตู้ชิงหลวนทั้งสองคน ที่จะ
ยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ศัตรูหัวใจของท่านแม่ของนางครองตำแหน่งใหญ่ในจวนต้วน ยินดีที่จะปล่อยวางอคติเมื่อสิบปี
ก่อนลงและกลับมาสานต่อความสัมพันธ์เก่าด้วยกันอีกครั้งหรือไม่?
ภายในใจชุนถาวกลับคิด ไม่แน่ว่า หลังจากผ่านไปสิบปี ที่ผ่านร้อนและผ่านหนาวมาได้ผ่านพ้นไป ถ้าทุกอย่าง
สามารถย้อนกลับไปได้……พลันเห็นนางส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง ‘แต่ตอนนี้ยังไงก็ไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้’
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ชุนถาวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา จึงหันตัวกลับมา พูดเสียงตํ่าว่า “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
มีคนมา!”
“เร็วขนาดนี้เชียวหรือ?” อีกฝั่ายขานรับอย่างตกใจ
ชุนถาวพยักหน้า “เอาล่ะ ที่นี่ให้เจ้าจัดการ ส่วนองค์ชายสาม ข้าจะพาไปก่อน” พอพูดจบ ก็เดินไปข้างเตียงจะไป
อุ้มองค์ชายสามที่หลับใหลอยู่
แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นสัญชาตญาณหรือความเคยชินกันแน่ เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกว่ามีคนกำลังเข้าใกล้ ก็สะบัดแขน
แล้วฟาดฝั่ามือไปที่อีกฝั่าย
ชุนถาวตกใจรีบหลบไปด้านข้าง หมายจะกดจุดชีพจรของเขา แต่อีกฝั่ายก็หลบหลีกได้อย่างน่าประหลาดใจจนชุน
ถาวพยายามจับตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่กลับไม่สามารถเข้าไปกดจุดชีพจรได้
ใครจะรู้ว่าองค์ชายสามผู้นี้จะรับมือได้ยากถึงเพียงนี้? ชุนถาวคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในเมื่อองค์ชายสาม
ผู้นี้ แม้บาดเจ็บแสนสาหัสแต่ก็ยังเชื่อใจต้วนชิงหมิงอย่างมากจึงต้องถ่อมาหาถึงที่จวนต้วน หากนางนำชื่อของต้วนชิงหมิ
งออกมาเป็นข้ออ้าง บางทีอาจได้ผลก็ได้
คิดได้เช่นนี้ ชุนถาวก็รีบกระซิบข้างหูเหยียนหลิ่งอวี๋ว่า “องค์ชายสามมีวิทยายุทธ์ที่เหนือชั้น ตอนนี้คงมีคนรู้แล้ว
ว่าคุณชายสามมานอนอยู่ที่เตียงต้วนชิงหมิง……แต่ว่าท่านรู้หรือไม่ ตอนนี้หลิวอี๋เหนียงและท่านพ่อของนางกำลังพาคน
มาที่นี่ เพื่อต้องการค้นหาตัวท่าน……หากองค์ชายสามยังคงนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วถูกจับได้ละก็ เช่นนั้นชื่อเสียงที่สั่งสม
มาตลอดชีวิตของต้วนชิงหมิงจะต้องถูกทำลายโดยท่านอย่างแน่นอน……”
ชุนถาวพูดพลางสังเกตอาการของเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างตั้งใจ! นางพบว่าตอนที่นางพูดถึงต้วนชิงหมิง คิ้วของเหยียน
หลิ่งอวี๋ขมวดเข้าหากันแน่นราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ ทว่าไม่นานคิ้วของเขาก็คลายออกอีกครั้ง ราวกับว่ารู้สึก
สบายใจแล้วอยากหลับต่อไป!
ตอนนี้ชุนถาวได้แต่มองด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
องค์ชายสามท่านนี้บอกว่าจะนอนต่อ เขารู้หรือไม่ว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงของต้วนชิงหมิง!!!
ถ้าองค์ชายสามบอกว่าเขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน นอกจากเปลือกตาที่จะขยับไปมา ร่างกายของเขาก็ไม่มีการ
ตอบสนองสิ่งใดอีกเลย สิ่งที่เรียกว่าการปั้องกันตัวเองจึงเป็นเพียงสัญชาตญาณและความเคยชินของเขาเท่านั้นเอง
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชุนถาวก็ได้แต่พูดซํ้าใหม่อีกรอบ หวังว่าองค์ชายสามจะเชื่อนาง ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้
อยู่ดี ชุนถาวเกาหัวไปมา คิดได้ว่าเมื่อครู่ตอนที่ช่วยพันแผลให้ เขายังเป็นชายหนุ่มที่เชื่อฟังอย่างว่าง่าย จึงถอนหายใจ
ออกมาเฮือกหนึ่ง ตัดสินใจจะใช้ไม้แข็ง
ทว่าเวลานี้หลิวหรงได้พาคนมาถึงหน้าประตูใหญ่ของเรือนหนิงซูเยี่ยนแล้ว ชุนถาว เหยียนหลิ่งอวี๋ และเซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์ทั้งสามคนต่างก็ได้ยินเสียงหลิวหรงแจ่มแจ้งชัดเจน แม้แต่เสียงหายใจของนางก็ยังได้ยิน
ตอนนี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ร้อนใจแล้ว นางไม่สนใจอะไรอีกแล้ว นางเข้าไปจับแขนชุนถาว พูดเสียงตํ่าออกมาว่า “คุณหนู
ใหญ่ ไม่ใช่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทำร้ายคุณหนูใหญ่นะเจ้าคะ แต่เป็นองค์ชายสาม……เขารู้อยู่แก่ใจว่าหลิวอี๋เหนียงกำลังมาค้นที่นี่
แต่ก็ไม่ยอมไปซ่อนตัวเจ้าค่ะ!”
เมื่อเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดจบ องค์ชายสามที่นอนอยู่กลับลืมตาเอ่ยปากถามขึ้นมาทันที “เกิดอะไรขึ้นกับต้วนชิงหมิง?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หลิวอี๋เหนียงรู้ว่าองค์ชายสามอยู่ที่นี่ จึงพาคนมาค้นห้องคุณหนูใหญ่ หาก
องค์ชายสามยังไม่ไปซ่อนตัวอีก คุณหนูใหญ่คงต้องตายเพราะท่านอย่างแน่นอน!”
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ยินดังนั้นก็ลุก “พรึ่บ” ขึ้นมาจากเตียงจากนั้นก็เดินไปทางหน้าต่าง
ชุนถาวดึงแขนองค์ชายสามเอาไว้ “ไม่ทันการแล้ว ตามข้ามา!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองชุนถาวเหมือนจะขัดขืน แต่ชุนถาวกลับยิ้มเยาะขึ้น “องค์ชายสาม คราวก่อนข้ากับท่านร่วมกัน
โกหกชิงหมิงไปครั้งหนึ่ง บัญชีนี้ยังไม่ได้คิดกับท่านเลยนะ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยายามเบิกตากว้าง ต้องการที่จะมองคนตรงหน้าเขาให้ชัดเจน แม้ว่าจะมองภาพตรงหน้าชัดใส
แจ๋ว กลับดูเหมือนไม่กระวนกระวายใจแม้แต่นิดเดียว ดูท่าองค์ชายยังไม่ได้สัมปชัญญะเต็มที่ เพียงแต่เมื่อได้ยินชื่อของต้
วนชิงหมิงแล้ว ก็ลุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น
ชุนถาวถอนหายใจ แต่ไม่กล้าใช้แรงบังคับ นางโกยเสื้อผ้าและรองเท้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ห่อไว้ในผ้าแล้วชี้นิ้วไปที่
ประตู พูดเสียงเบาว่า “องค์ชายสามเจ้าคะ พวกเราจะไม่ออกจากห้องของชิงหมิง เพราะหากนางกลับมาจะต้องร้อนใจ
อย่างมาก……ดังนั้นขอให้ตามข้ามา ขึ้นไปบนคานด้านบนกันเจ้าค่ะ……”
พอพูดจบ ก็ดึงมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ กระโดดขึ้นไปบนคาน
ครู่เดียว ประตูในห้องก็ถูกคนเคาะอย่างแรงจากด้านนอก
เมื่อเห็นทั้งสองคนซ่อนตัวดีแล้ว เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงอ้าปากพูดเสียงดังว่า “มาแล้ว มาแล้ว!”
เมื่อหันกลับไปเขาก็เห็นบริเวณที่เหยียนหลิ่งอวี๋เพิ่งยืนอยู่นั้นเต็มไปด้วยเลือด บนเตียงยังมีคราบเลือดหลงเหลือ
อยู่ไม่น้อย และในมือของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังถือเสื้อตัวหนึ่งที่เปือนเลือด……เดิมทีนางตั้งใจจะเอาไปทิ้ง ทว่าเพราะเกิดเรื่อง
ขึ้นกะทันหันเกินไป ดังนั้นชุนถาวจึงนำเสื้อผ้าและรองเท้าขององค์ชายสามไปเท่านั้น นางกลับลืมหยิบชุดที่เปือนเลือด
ตัวนี้ไปด้วย
ต้องรู้ก่อนว่า นี่ไม่ใช่ชุดเปือนเลือดธรรมดา ๆ นี่เป็นหลักฐานสำคัญ หากข้าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่ได้มีเลือดออก แต่
ภายในห้องกลับมีชุดที่เปือนเลือดแล้วละก็ เช่นนั้นเรื่องก็ยากที่จะแก้ตัวแล้ว!