การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 207 ต้วนชิงหมิงขอรับโทษ
หมอโจวมองไปที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่กำลังสะลึมสะลือ พูดไปส่ายหน้าไปอย่างสงสาร “บ่าวรับใช้คนนี้อายุยังน้อย……
ทำไมไม่รู้จักระวังตัวบ้างเลย แม้ว่าเศษกระเบื้องจะแทงโดนที่ต้นขา แต่นี่ก็เป็นจุดที่สำคัญของร่างกายเช่นกัน พวกเจ้าดู
บาดแผลนี้ค่อนข้างลึกมาก หากได้รับการรักษาช้ากว่านี้หรือเลือดไหลมากกว่านี้ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ทุกเมื่อ……ไม่ก็อาจ
พิการไปตลอดชีวิตได้!”
เดิมทีเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ใช้ความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวที่เอาเศษกระเบื้องแทงไปที่ต้นขาของตนเอง อาจเป็น
เพราะสถานการณ์ในตอนนั้นบีบคั้น นางจึงไม่มีเวลาคิดอะไรมากนักและนางไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมา ทว่าเวลานี้
เมื่อได้ยินคำพูดของหมอโจว บ่าวรับใช้ที่น่าสงสารก็ร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจ “ไม่……ข้าไม่อยากพิการ……” สิ้น
เสียงก็สลบไปทันที
ต้วนชิงหมิงที่นั่งอยู่ด้านข้างจึงรีบสั่งให้ชิวหรงพาคนมายกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ขึ้นไปนอนบนเตียง ก่อนที่พวกนางจะก้าว
เข้าไป หมอโจวก็โบกมือเป็นสัญญาณละม้ายสั่งให้ทุกคนหยุด “หาคนมาอุ้มนางไปที่เตียงเถอะ ถ้ายกนางขึ้นมาเช่นนี้
เกรงว่านางจะทนบาดแผลไม่ไหว”
เถี่ยเฟิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปหา “คุณหนูใหญ่ ให้ข้าน้อยทำเถอะขอรับ”
เด็กสาวขยับตัวหลีกทางให้ชายหนุ่ม เขาพยักหน้าให้นางเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้นางวางใจ จากนั้นยื่นมือออก
ไปอย่างระมัดระวัง ภายใต้คำชี้แนะของหมอโจวแล้วอุ้มเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ขึ้น
แต่ต้วนชิงหมิงที่มีสีหน้าซีดกลับยื่นมือมาขวางไว้ นางชี้ไปยังเตียงใหญ่ของนางแล้วกล่าวว่า “เถี่ยเฟิง วางเซี่ยฉ่าว
เอ๋อร์ลงบนเตียงของข้า!”
อีกฝั่ายรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถามถึงเหตุผล ชิวหรงที่อยู่ด้านข้างจึงดึงม่านที่เตียง
ออกอย่างคล่องแคล่ว เผยให้เห็นผ้าห่มที่พับเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เถี่ยเฟิงขบกรามแน่น เขาอุ้มเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
แล้ววางลงบนผ้าห่มที่ชิวหรงเพิ่งจะกางออก
ทางด้านหมอโจวใช้นํ้าอุ่นล้างมือ พลางสั่งให้เด็กน้อยผู้ชายที่ติดตามมาตัดกางเกงของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ออก หลังจาก
นั้นก็หันไปสั่งของที่จำเป็นอีกหลายอย่าง ก่อนจะพับแขนเสื้อเตรียมดึงเศษกระเบื้องออกและห้ามเลือดนาง
ต้วนชิงหมิงยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าของนางซีดขาว ดวงตาแดงกํ่าอย่างคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ไม่มี
เสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากนาง แม้กระทั่งเสียงหายใจก็พลันหาย ราวกับคนที่สามารถถูกพัดปลิวไปกับสายลมที่
หนาวเหน็บได้ นางยืนอยู่ข้างเตียงมองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ใบหน้าไร้ซึ่งสีเลือด ซีดขาวราวกับกระดาษก็มิปาน พลันรู้สึกเจ็บ
ปวดในใจเป็นทบทวี
นางรู้……เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และชุนถาวต้องการที่จะช่วยนางจัดการกับหลิวหรง ทว่าสิ่งที่ต้วนชิงหมิงไม่เคยแม้แต่จะ
คิดก็คือ บ่าวรับใช้ที่ซื่อบื้ออย่างเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ จะใช้วิธีอันน่าสังเวชเช่นนี้
เด็กสาวค่อยๆ หลับตาลงพลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนหันหน้ากลับไปมองหลิวหรงด้วยสายตา
ดังไฟลุกโชน สีหน้าและแววตาเปลี่ยนไปแทบจะทันที จากอ่อนน้อมถ่อมตน กลายเป็นโกรธแค้นระคนเย็นชาหนาวเหน็บ
เหมือนหิมะ ที่แข็งจนสามารถทิ่มแทงคนให้ตายได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวไม่ได้พยายามรักษาท่าทางที่สง่างามของตนเองต่อหน้าต้วนเจิ้ง สายตาของนางพุ่งตรงไป
ยังหลิวหรง ราวกับสายฟั้าที่ฟาดลงมาจากฟากฟั้า “หลิวอี๋เหนียง เจ้าพาคนบุกเข้ามาในห้องของข้าโดยพลการ ทั้งยังให้
คนพังประตูจนทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บ……ข้าขอถามสักคำ อี๋เหนียงต้องการสิ่งใดหรือ?”
ใบหน้าของหลิวหรงกระตุกเล็กน้อย
นางควรจะพูดอย่างไรดี เพราะข่าวจากหลิวซานทำให้นางคิดว่าต้วนชิงหมิงซ่อนผู้ชายเอาไว้ นางจึงนำคนมาเพื่อ
หาหลักฐานจับอีกฝั่ายให้ได้คาหนังคาเขา ดังนั้นหญิงสาวจึงอยากใช้โอกาสนี้กำจัดต้วนชิงหมิง ให้ไม่สามารถมีที่ยืนใน
จวนต้วนได้อีกต่อไป!
ความกล้าของต้วนชิงหมิงราวกับดอกไม้ที่พยายามเบ่งบานในยามคํ่าคืน แม้ว่าร่างกายของนางจะสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
อยู่แต่นางก็สามารถข่มมันลงไปได้!
ในตอนนั้นเอง แม่นมหนิงก็มองหน้าส่งสายตาให้ชิวหรง เด็กสาวรู้ความจึงรีบเข้าไปประคองต้วนชิงหมิง เอ่ยเสียง
เบาข้างหูผู้เป็นนาย “คุณหนู……นายท่านก็อยู่ที่นี่ จะต้องช่วยคุณหนูได้แน่……แต่ว่าตอนนี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังไม่ฟืน เช่นนั้น
พวกเราไปพูดในห้องโถงกันดีหรือไม่เจ้าค่ะ”
คำพูดของชิวหรงทำให้ต้วนชิงหมิงที่กำลังโกรธเคืองได้สติขึ้นมาทันที ใช่แล้ว! การที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มีสภาพน่าสังเวช
เช่นนี้ ก็เพื่อยอมเสียสละตัวเองเพื่อปกปั้องนาง เช่นนั้นแล้วการที่นางแสดงอาการโกรธแค้นหลิวหรงออกมาต่อหน้าต้วน
เจิ้ง ย่อมไม่เป็นผลดี แม้อีกฝั่ายจะลํ้าเส้นนางอย่างซํ้าแล้วซํ้าเล่าก็ตาม
เด็กสาวรู้ดีว่าการแสดงอาการนั้นออกไปไม่สามารถช่วยอะไรได้ มีเพียงการดึงสติกลับมาเท่านั้นที่สามารถเอาคืน
หลิวหรงได้อีกครั้ง!
นิ่งคิดไตร่ตรองเพียงครู่เดียว นางก็รีบเช็ดนํ้าตา จากนั้นเชิญต้วนเจิ้งไปที่ห้องโถงรับรอง
หลิวหรงเดินตามหลังต้วนเจิ้งไปด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง คิดอะไรอยู่ก็สุดรู้ เดินตามหลังผู้เป็นสามีออกไปด้านนอก
อย่างเนิบช้าแล้วยืนอยู่ข้างหลังเขา เพื่อดูว่าต้วนชิงหมิงต้องการกล่าวหานางอย่างไร!
ภายใต้ความวุ่นวายโกลาหลเพียงชั่วพริบตาเดียว หลิวหรงก็พบเบาะแสบางอย่างของต้วนชิงหมิงได้อย่างรวดเร็ว!
ขณะที่หลิวหรงกำลังหันหลังจะจากไป นางเห็นเตียงของต้วนชิงหมิงมีคราบเลือดติดอยู่ขนาดกว้าง เห็นได้ชัดว่า
คราบเลือดคนนั้นไม่ใช่เลือดใหม่ที่เพิ่งไหลออกมา แต่เป็นลิ่มเลือดสีดำที่จับตัวมานานแล้ว
นอกจากนี้ หลิวหรงยังพบว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังถือเสื้อเปือนเลือดไว้ในมือ ถึงนางจะสลบไปแล้วแต่ก็ไม่ยอมปล่อย
ออก แม้ว่าเสื้อตัวนั้นจะเป็นของต้วนชิงหมิง แต่คราบเลือดบนนั้นเหมือนกับเลือดบนเตียงของนางที่มีสีดำคลํ้าและจับ
เป็นก้อนนานแล้ว ดังนั้น หลิวหรงจึงสรุปว่า มันไม่ใช่เลือดที่เพิ่งไหลออกมาของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
สมองไวเท่าทันความคิด นางหาข้อสรุปได้ทันทีว่า เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่ได้ถูกเศษกระเบื้องแทงเหมือนที่นางพูด แต่
เป็นเพราะนางต้องการปกปิดรอยเลือดที่ไม่ทราบที่มาเหล่านี้ ดังนั้นนางจึงตั้งใจแทงขานางเองอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงคนในเรือนของต้วนชิงหมิง ที่คอยปกปั้องนายหญิงของตัวเองเช่นนี้ หลิวหรงก็ได้แต่กัดฟันกรอด
สายตาเคียดแค้นชิงชัง……ต้วนชิงหมิง นางคนชั่ว! เจ้ามีอะไรดี……ถึงได้ผูกใจบ่าวรับใช้พวกนี้ ให้ยอมตายเพื่อเจ้าได้?
ต้วนเจิ้งนั่งลงตัวตรง โดยมีต้วนชิงหมิงรินนํ้าชาให้ด้วยตัวเอง หลังจากวางกานํ้าชาลงบนโต๊ะ พลันได้ยินเสียง
“ตุบ” ดังขึ้น เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าไปพลันเห็นบุตรสาวคนโตคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้เอื้อนเอ่ย “ลูกมีความผิด!”
ต้วนเจิ้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อย ถามเสียงเรียบว่า “ชิงหมิง……ลูกมีความผิดอะไร?”
เด็กสาวเงยใบหน้าที่งดงามขึ้นมา เอ่ยวาจาน่าสงสาร “ชิงหมิงรู้ว่า งานวันเกิดนี้เป็นพระคุณของท่านพ่อที่ให้จัด
แต่ชิงหมิงไม่ควรจัดงานนี้เลย……”
ต้วนชิงหมิงหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะร้องไห้อีกครั้ง “หากชิงหมิงไม่จัดงานวันเกิดนี้ละก็ ทะเลสาบคงจะไม่มีดอกบัว
ที่เบ่งบานกลางหิมะที่โปรยปราย ปลาจิ๋นหลี่อวี๋ของท่านพ่อก็คงจะไม่ลอยตายเป็นจำนวนมาก ถ้าหาก……” นางสะอึก
สะอื้นรํ่าไห้ “ถ้าหาก……ลูกไม่จัดงานวันเกิด เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็คงไม่ได้รับบาดเจ็บที่หนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้……หากไม่ใช่
เพราะว่าลูกจัดงานวันเกิด ก็คงไม่ทำให้ท่านพ่อเสียสุขภาพ ทั้งคงจะไม่ตำหนิอี๋เหนียง……เพราะความไม่รู้ความของลูก
เองเจ้าค่ะ สรุปแล้วเรื่องนี้เป็นความผิดของชิงหมิงทั้งหมด ท่านพ่อโปรดลงโทษลูกเถอะ!”
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย เม้มปากเป็นเส้นตรง ทว่าไม่เปล่งวาจาใดออกมา
ตั้งแต่เข้ามาในห้อง ต้วนเจิ้งก็เงียบมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนํ้าตาของต้วนอวี้หรือต้วนชิงหมิง ความโกรธของต้
วนชิงหมิงและความอับอายของหลิวหรง ต้วนเจิ้งล้วนเห็นด้วยสายตาตัวเอง ทว่าเขากลับนิ่งเงียบและไม่ได้พูดอะไรออก
มาแม้แต่คำเดียว!
หรืออาจกล่าวได้ว่า ต้วนเจิ้งเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในบัดดลแล้ว ที่จริงเขาไม่รู้จักบุตรสาวและอนุภรรยาของเขาเลย
เดิมทีคิดว่างานวันเกิดจะจัดอย่างมีความสุข เหตุใดกลับวุ่นวายยุ่งเหยิงไปหมด!
หลิวหรงตะลึงงันเมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิง
หากต้วนชิงหมิงยิ่งโกรธแล้วพูดกล่าวหานาง นางก็จะใช้โอกาสนี้พูดเรื่องเสื้อและเตียงที่ติดคราบเลือดในห้องของ
ต้วนชิงหมิงทันที แต่ตอนนี้เด็กสาวตรงหน้ากลับพูดแต่กล่าวโทษตัวนางเอง หลิวหรงจึงพูดอะไรไม่ออกอีกเลย!
นอกจากนี้ ต้วนชิงหมิงไม่ได้กล่าวโทษนางเลย ทุกคำกล่าวโทษล้วนชี้มาหาไปที่ตัวของนางเองเท่านั้น
แต่เมื่อหลิวหรงเห็นสีหน้าและแววตาของต้วนเจิ้งในตอนนี้ กลับยิ่งทำให้หัวใจของนางพลันเต้นระรัว ใบหน้านั้น
ของชายหนุ่มที่เหมือนโกรธ แต่กลับฝืนยิ้มออกมาแทน ช่างดูย้อนแย้ง สับสน และยากจะคาดเดาใจได้ยิ่งนัก
หลิวหรงอดตัวสั่นไม่ได้
ทุกคนต่างรู้ว่า ต้วนเจิ้งคนนี้ปกติไม่ค่อยโกรธเท่าไร แต่หากเขาโกรธขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าใครก็คงมิอาจต้านทานได้
หลิวหรงรู้ว่าไม่อาจทนรับความโกรธของเขาในครั้งนี้ได้ ดังนั้นนางจึงต้องรีบคิดหาวิธีที่จะเอาตัวรอด!