การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 208 ต้วนชิงหมิงแสดงท่าทีอ่อนแอ
ถึงอย่างไร การที่หลิวหรงพาคนบุกเข้ามา แล้วพังประตูก็ถือเป็นความผิดก่อนอยู่แล้ว นางจึงต้องพยายามปกปิด
กลบเกลื่อน ดังนั้นไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะกล่าวอย่างไร หญิงสาวก็ทำได้เพียงยอมรับมันเสียเท่านั้น ทว่าวิธีการที่ชาญฉลาด
ที่สุดนั้นหาใช่การคิดหาวิธีเอาตัวรอดและสรรหาคำพูดให้ตัวเองบริสุทธิ์ แต่ต้องเลียนแบบต้วนชิงหมิงด้วยการขอรับผิด
ต่างหาก รอจนต้วนเจิ้งระงับความโกรธเสียก่อน แล้วค่อยวางแผนใหม่
ในฐานะคนข้างหมอนของต้วนเจิ้ง หลิวหรงเข้าใจอารมณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี นี่คงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นางได้
รับความโปรดปรานและยึดการดูแลจัดการจวนต้วนเป็นเวลานานเช่นนี้
หลิวหรงเดินตามหลังต้วนชิงหมิงมา พลางทิ้งตัวคุกเข่าลง “ตุบ” ก้มหน้าพูดด้วยนํ้าเสียงตํ่าต้อย “นายท่าน เป็น
ความผิดของข้าเอง โปรดลงโทษข้าด้วยเถอะ!”
ทันใดนั้น ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวของต้วนเจิ้งพลันหัวเราะขึ้นมา ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ทั้งสองก็ต่างแย่ง
กันมารับผิด แต่การรับผิดนี้ หมายความว่าเรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่าง
นั้นหรือ?
ชายหนุ่มก้มหน้าลงและมองไปที่หลิวหรงเผยรอยยิ้มบางๆ ถามเสียงนิ่งว่า “โอ้……หลิวหรง พูดมาเสียว่าเจ้ามี
ความผิดอะไร?”
ดูจากท่าทางของนางแล้ว เหมือนจะรู้ว่าตนเองมีความผิดจริง จึงไม่กล้ามองหน้าอีกฝั่าย นางก้มหน้าลงสายตา
จ้องมองอยู่ที่ปลายเท้าของต้วนเจิ้ง กล่าวตอบเสียงเบา “เป็นเพราะปีเชี่ยดูแลเอาใจใส่ไม่ทั่วถึง วันนี้เป็นวันเกิดคุณหนู
ใหญ่ เดิมทีเป็นวันมงคล แต่ว่าปลาจิ๋นหลี่อวี๋ของนายท่านกลับลอยตายจนเกือบหมด จะเป็นฟั้าดินกำหนดหรือไม่ก็สุดรู้
ข้ารู้เพียงว่าปลาจิ๋นหลี่อวี๋เหล่านี้ เป็นของรักของนายท่าน ปีเชี่ยควรที่จะพยายามรักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้……”
หลิวหรงหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นแอบมองสีหน้าของต้วนเจิ้ง พลางพูดอึกอักอีกครั้งว่า “นั่นคือข้อแรก……
ส่วนข้อสองคือ ปีเชี่ยควรจะฟังเรื่องราวให้ดีเสียก่อน เป็นเพราะได้ยินว่าในเรือนของคุณหนูใหญ่มีโจรบุกเข้ามา ปีเชี่ยจึง
พาคนมาอย่างรีบร้อน สุดท้ายก็จับโจรไม่ได้ มิหนำซํ้ายังทำเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ สาวใช้ของคุณหนูใหญ่ได้รับบาดเจ็บไปด้วย
อีก!”
ต้วนชิงหมิงยังคงคุกเข่าลงอย่างเงียบๆ สายตาหลุบตํ่ามองพื้น ฟังหลิวหรงที่กำลังกล่าวโทษตัวเอง นางไม่ได้
แก้ตัวและไม่ได้ตกลงเห็นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่ลูกตาก็ไม่ได้ล่อกแล่กไปมา ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวและรูปร่างที่ผอมบาง
เกินไป ครั้นมองจากมุมของต้วนเจิ้งก็ทำให้เห็นว่าบุตรสาวของเขาช่างบอบบางเหลือเกิน
ผู้เป็นบิดามองไปที่ใบหน้าอันหม่นหมองของบุตรสาว ที่แกล้งทำท่าทางเช็ดนํ้าตา แม้ว่าในใจของเขาจะเต็มไป
ด้วยความไม่พอใจ แต่เขาก็ทำได้เพียงข่มมันลงไป เอื้อนเอ่ยเสียงตํ่า “เอาล่ะ ลุกขึ้นกันเถอะ!”
หลิวหรงลุกขึ้นยืนคนแรก
ขณะที่นางยืนขึ้น พลันรู้สึกคลับคล้ายวิงเวียนศีรษะละม้ายโลกทั้งใบกำลังหมุน แม่นมหวางที่รออยู่ด้านหลัง รีบ
ยื่นมือออกไปประคองหลิวหรงเอาไว้ นางจึงคว้ามือของแม่นมหวางไว้แน่น เมื่อยืนได้นิ่งแล้วก็หันไปกล่าวขอบคุณต้วนเจิ้
งด้วยสีหน้าที่ซีดเซียว “ขอบคุณนายท่านเจ้าค่ะ!”
ชายหนุ่มมองไปที่หลิวหรงด้วยสายตาที่กลับกลอกไปมาคล้ายแฝงบางสิ่งบางอย่างไว้ ราวกับกระแสนํ้าที่ถาโถม
มานับไม่ถ้วน หลิวหรงที่คิดว่าตนเองเข้าใจต้วนเจิ้งมาโดยตลอดก็อดใจเต้นรัวไม่ได้เช่นกัน!
นางค่อยๆ หันหลังกลับไปทางต้วนชิงหมิง เอ่ยขึ้น “คุณหนูใหญ่ มีบางเรื่องที่ปีเชี่ยไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่ควรพูด
ดี!”
เด็กสาวมองไปที่หลิวหรงอย่างเฉยเมย โดยไม่ละเลยความได้ใจในดวงตาของหลิวหรง แต่ต้วนชิงหมิงดูเหมือนจะ
ไม่ใส่ใจ จึงไม่ได้หันหน้าไปมอง “อี๋เหนียงพูดออกมาได้เลย!”
ใบหน้าของหลิวหรงยิ้มด้วยความห่วงใยและพูดออกมาเหมือนมาจากใจจริง “คุณหนูใหญ่ คำพูดบางคำล้วนเป็น
เรื่องส่วนตัวของผู้หญิง พูดที่นี่ต่อหน้านายท่าน มันจะดีหรือ?”
เด็กสาวมองไปที่ต้วนเจิ้ง พูดอย่างช้าๆ ว่า “เรื่องของชิงหมิงทำไมจะให้ท่านพ่อรู้ไม่ได้เล่า? หรือว่าอี๋เหนียงมีเรื่อง
ที่พูดออกมาไม่ได้ จึงอยากจะปิดบังท่านพ่อ อย่างนั้นหรือ?”
คำพูดของต้วนชิงหมิง ทำให้หลิวหรงโกรธจัด นางรู้สึกถึงความชิงชังที่ถาโถมเข้ามาในอก จนแทบจะระเบิดออก
มา ทว่าทำได้เพียงผ่อนลมหายใจอย่างแรงจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง คาดว่านางคงทนไม่ได้นานกว่านี้แน่ ทว่านางเองก็
อยากจบการต่อสู้นี้ให้รวดเร็วเช่นกัน จึงจงใจเพิกเฉยต่อคำพูดที่เหน็บแนบของต้วนชิงหมิง แล้วพูดต่อด้วยความลำบาก
ใจ
“คุณหนูใหญ่ วันนี้เป็นปีเชี่ยที่ไม่ดีเอง จึงทำให้งานวันเกิดของคุณหนูใหญ่ไม่ราบรื่น……นอกจากนี้ วันสำคัญเช่นนี้
ของคุณหนูใหญ่ ไม่จำเป็นที่จะต้องคุกเข่าเป็นเวลานาน หากร่างกายสัมผัสความเย็นจากพื้นเป็นเวลานานคงจะไม่ดีแน่!”
เห็นหลิวหรงคลี่ยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ต้วนเจิ้งที่ฟังอยู่ก็ชะงักนิ่งด้วยความสงสัย เอ่ยถามทันที “หมายความ
ว่าอย่างไร?” `
ใบหน้าของหลิวหรงพลันแดงขึ้นมาทันที นางบิดตัวไปมาก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ต้วนเจิ้ง แนบชิดกับหูของเขา
กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ขณะที่นางขยับเข้าไปใกล้หูของเขา ในมุมที่ต้วนเจิ้งมองไม่เห็น หลิวหรงเผยรอยยิ้มสะใจ
แล้วมองมายังต้วนชิงหมิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ประหนึ่งว่า เจ้าจงดูเสีย! ข้ามีความสามารถที่สั่งฟั้าสั่งฝนได้ ต้วนชิงหมิง…
เจ้าอยากจัดการข้าต่อหน้าท่านพ่อของเจ้าหรือ ช่างอ่อนหัดนัก!
ใบหน้าของต้วนเจิ้งเปลี่ยนไปด้วยความสงสัยทันทีเมื่อได้ฟังหลิวหรงเอื้อนเอ่ย เขามองไปที่ต้วนชิงหมิงที่มีสีหน้า
อ่อนล้าและซีดเซียว ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าเขาดูแลลูกสาวคนนี้น้อยเกินไป จึงโบกมือเรียกชิวหรงที่อยู่ด้านข้าง กำชับเสียง
ดังลั่น “มัวยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นทำไมกัน ยังไม่รีบมาประคองคุณหนูของเจ้าให้ลุกขึ้นอีก!”
ชิวหรงเดินไปข้างหน้าและใช้แรงทั้งหมดของนางพยุงต้วนชิงหมิงขึ้นมา ฉวยโอกาสตอนที่กำลังพยุง กระซิบข้างหู
ของนางด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “คุณหนู รีบลุกขึ้นเร็วเข้า พื้นมันเย็นเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวยืนขึ้นตามแรงดึงของชิวหรง แต่ใครจะรู้ว่า นางเพิ่งจะลุกขึ้นยืน หลิวหรงก็พูดแทรกทันที “แม่นมหวาง
อีกประเดี๋ยว เจ้าให้คนไปต้มนํ้าใส่นํ้าตาลทรายแดงแล้วส่งมาให้คุณหนูใหญ่……จำไว้ว่า ต้องส่งทุกวัน อย่าให้ผิดพลาด
ได้!”
แม่นมหวางได้ยินดังนั้นก็ตอบด้วยสีหน้ายินดี “บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ!”
พูดจบก็ถอยหลังไปสองก้าว หันไปสั่งบ่าวรับใช้อีกคนหนึ่งให้ไปจัดการ นํ้าตาลทรายแดงนี้เป็นเพียงฉากหน้า
เท่านั้น ต้วนชิงหมิงไม่มีทางดื่มลงไปเด็ดขาด ด้วยสถานการณ์เช่นนี้แม่นมหวางรู้ว่าหลิวอี๋เหนียงต้องคิดหาวิธีใหม่มาจัด
การกับต้วนชิงหมิงได้แล้วเป็นแน่
เด็กสาวกระจ่างแจ้งขึ้นมาในบัดดล เมื่อเห็นแววตาสะใจของหลิวหรง นางก็เข้าใจความหมายของอีกฝั่ายทันที
นี่เป็นการใส่ร้ายโดยที่ไม่มีหลักฐานอย่างแน่นอน!
หลิวหรงกล้าบอกต้วนเจิ้งว่า นางกำลังมีระดู!
ต้องรู้ว่าผู้หญิงในสมัยนั้นมักจะมีระดูมาหลังอายุสิบกว่าปี ทว่าตอนนี้ นางอายุเพียงสิบปีเท่านั้นกลับมีแล้วหรือ
หลิวหรงกล้าใส่ร้ายนางเรื่องระดู
ถ้าพูดถึงเรื่องระดู แน่นอนว่าไม่ใช่แผนหลักของหลิวหรง อีกประเดี๋ยวนางคงให้หมอโจวช่วยจับชีพจรให้ต้วนชิงห
มิง เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวต้องการให้หมอโจวสั่งยาบำรุงให้นาง แต่ในความจริงแล้ว คงต้องการพิสูจน์เรื่องการมีระดูของ
นางต่างหาก!
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา หลิวหรง……อย่าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าใส่ร้ายได้โดยง่าย เจ้าวางใจเถอะ
นับแต่นี้ไปไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าได้สมหวังอย่างแน่นอน
ต้วนชิงหมิงเงยหน้ามองหลิวหรงอย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “ที่บ้านเกิดของอี๋เหนียง ตอนวันครบรอบวัน
เกิดจะต้องดื่มนํ้าที่ต้มกับนํ้าตาลทรายแดงอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิง ใบหน้าของหลิวหรงก็กระตุกขึ้นมา เด็กสาวคนนี้สามารถตอบโต้ได้อย่างน่าเหลือ
เชื่อ
บ้านเกิดของหลิวหรงเดิมทีเป็นตระกูลขุนนางที่ตกอับ อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือของ
ต้วนเจิ้งจึงได้กลับเข้าสู่เส้นทางขุนนํ้าขุนนางดังเดิม ต้วนชิงหมิงพูดเช่นนี้ต้องการบอกเป็นนัยว่าตระกูลของนางมีจุดด่าง
พร้อยอย่างนั้นหรือ?
หญิงสาวขบฟันแน่น ทว่าใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มออกมา “นํ้าต้มนํ้าตาลทรายแดงนี้ ไม่ใช่เพื่อดื่มตอนวันครบรอบ
วันเกิดหรอก แต่เป็นตอนที่สาวน้อยโตเป็นผู้ใหญ่จึงจะดื่มได้……ขอแสดงความยินดีกับคุณหนูใหญ่ด้วย เมื่อดื่มนํ้าต้ม
นํ้าตาลทรายแดงนี้เข้าไป คุณหนูใหญ่ก็สามารถแต่งงานเป็นภรรยาคนอื่นได้และสามารถมีบุตรได้แล้ว!”
เชอะ! ถ้าเจ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็ดี แต่ถ้าเจ้าเข้าใจแล้ว และแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจละก็ ต่อไปยังมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นรอเจ้า
อยู่ ข้าอยากจะเห็นจริง ๆ ว่าคุณหนูใหญ่ที่ยังไม่ออกเรือนอย่างเจ้า กับอี๋เหนียงอย่างข้าใครจะเหนือกว่ากัน!
[1] ปีเชี่ย คือ สรรพนามที่อนุภรรยา เรียกแทนตนเอง