การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 209 ต้วนอวี้หรานมีตาหามีแววไม่
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินคำพูดของหลิวหรง สีหน้าพลันเปลี่ยนจากซีดขาวเป็นแดงระเรื่ออย่างไม่น่าดู นางเผยอปาก
พูดเสียงแหบพร่า “เหลวไหล ข้าเพิ่งอายุสิบปี หญิงสาวที่อายุเพียงสิบปีจะแต่งงานได้อย่างไรกัน ในฐานะแม่คนหนึ่ง……
อี๋เหนียงก็พูดเหลวไหลเช่นนี้กับอวี้หรานด้วยเช่นนั้นหรือ?”
หลิวหรงกลอกตาไปมา ดีมากต้วนชิงหมิง! สิ่งที่ข้าต้องการคือคำพูดคำนี้ของเจ้า ขอเพียงเจ้ายอมรับ ข้าจะได้ไม่
ต้องเสียเวลา
นางปรายตาไปที่ต้วนชิงหมิง กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูใหญ่ไม่รู้หรอกหรือ การแต่งงานเป็นแม่คน มันไม่
ได้เกี่ยวกับอายุ แต่เกี่ยวกับเรื่องระดูที่มาทุกเดือนต่างหาก ปีเชี่ยขอแสดงความยินดีกับคุณหนูใหญ่ที่ฉลองครบรอบวัน
เกิดสิบปีในวันนี้ เพราะอีกไม่นานคุณหนูใหญ่ก็จะเป็นแม่คนได้แล้ว……”
เด็กสาวจ้องเขม็งไปที่หลิวหรงอย่างตรงๆ ราวกับว่าเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น พลางส่ายหน้าช้าๆ “ข้าคิดว่า อี๋เหนียงคง
เข้าใจผิดเป็นแน่ ระดูของข้ายังไม่มา”
หลิวหรงทำท่าตะลึงงัน ยกเอาผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นมาปิดปาก มองไปที่ต้วนเจิ้งทีหนึ่ง มองไปที่ต้วนชิงหมิงทีหนึ่ง
กล่าวด้วยความประหลาดใจ “ถ้าคุณหนูใหญ่ไม่ได้มีระดู แล้วคราบเลือดบนเตียงนั่นคืออะไรเล่า?” นางพูดอย่างไม่
อ้อมค้อม
ในห้องนี้มีเพียงเยวี่ยเจียกับชิวหรง ต้วนเจิ้ง และคนของหลิวหรงอีกไม่กี่คน เมื่อได้ยินหลิวหรงพูดถึงเรื่องรอบ
เดือน ชิวหรงที่อยู่ด้านข้างก็กระวนกระวาย ขมวดคิ้วขึ้นอย่างทนไม่ได้……นางเป็นถึงอี๋เหนียงเหตุใดถึงกล้าพูดเรื่องรอบ
เดือนของคุณหนูใหญ่ต่อหน้าท่านพ่อของนางได้ นางควรเป็นห่วงหน้าตาของลูกผู้หญิงด้วยกันสิ
“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่อี๋เหนียงพูดแม้สักนิด และสิ่งนั้นข้าก็ยังไม่มี!” เด็กสาวยังคงส่ายหัวดุจเดิม
หลิวหรงมองต้วนเจิ้งอย่างอึดอัดใจก่อนจะแบมือลงพื้นก้มหัวพูดออกมา “ท่านพี่ หากเป็นเช่นนี้ แล้วบนเตียงของ
คุณหนูใหญ่เล่า……”
“พอได้แล้ว!” ต้วนเจิ้งตวาดเสียงดังลั่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาได้แต่อดทนและไม่พูดอะไร
ภายใต้ความกดดัน ในตอนนี้เองเยวี่ยเจียที่อยู่ด้านข้างก็คุกเข่าลงที่พื้น “ตุบ” ใบหน้าหญิงสาวแดงเพราะความ
อาย ก่อนจะเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “เรียนนายท่าน รอยนั่นเป็นของบ่าวเองเจ้าค่ะ!”
คำพูดต่อไปนั้น แทบจะไม่ต้องอธิบายอีก ทุกคนเข้าใจความหมายของเยวี่ยเจียพูดดี ที่แท้เลือดบนเตียงของต้วน
ชิงหมิง ไม่ได้เป็นของต้วนชิงหมิงหรือของคนอื่นแต่เป็นของเยวี่ยเจีย!
ปีนี้นางอายุ 14 ปี อายุมากกว่าต้วนชิงหมิงและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ในเรือน เรื่องรอบเดือน นางก็มีมานานแล้ว
เมื่อหลิวหรงได้ยินคำพูดของเยวี่ยเจีย นางก็กัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น……ก่อนหน้านี้ ก็มีเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คน
หนึ่งแล้ว……ทว่าตอนนี้ก็ยังมีเยวี่ยเจียอีก……บ่าวในเรือนหนิงซูย่วน แต่ละคนมีความกล้าโกหกเพื่อปกปั้องเจ้านายได้
อย่างไร
หญิงสาวหมอบลงกับพื้น ละลํ่าละลักบอกต้วนเจิ้ง “เรียนนายท่าน เมื่อคืนบ่าวมีหน้าที่เฝั้ายาม พอถึงกลางดึก
ท้องก็ปวดหนัก……คุณหนูมีนํ้าใจต่อบ่าวจึงอนุญาตให้บ่าวนอนบนเตียงของคุณหนู จะได้ไม่ต้องทนความหนาวเหน็บ
เจ้าค่ะ!”
หลิวหรงกล่าวกลั้วหัวเราะ “โอ้ ช่างบังเอิญเสียจริงนะ”
เมื่อต้วนชิงหมิงมีปัญหาก็มีข้อแก้ตัวมากมายทันที ไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่? อย่างไร
ก็ตาม เรื่องระดูจะมาหรือไม่ ขอเพียงให้คนตรวจสอบก็จะสามารถสืบหาความจริงได้แล้ว!
หญิงสาวกัดฟันแน่น ข้าไม่เชื่อเรื่องบ้าบอพวกนี้ เยวี่ยเจียผู้นี้จะมีระดูจริงหรือ? เป็นคำอ้างเสียกระมัง
นางจึงหันไปส่งสายตาให้แม่นมหวางที่อยู่ด้านข้าง “แม่นมหวาง แม้ว่าเยวี่ยเจียจะเป็นบ่าวรับใช้ แต่ก็เป็นหญิง
สาวเช่นกัน สองวันมานี้ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถสัมผัสกับความหนาวเย็นได้ เจ้าพานางออกไปเถอะ อย่าปล่อยให้
คุกเข่าอยู่ที่นี่เลย!”
แม่นมหวางได้ยินดังนั้นกำลังจะตอบรับคำสั่ง แต่กลับได้ยินเสียงของต้วนเจิ้งตะโกนว่า “พอได้แล้ว!”
เมื่อเห็นต้วนเจิ้งกำลังโกรธ แม่นมหวางที่ไหวพริบรวดเร็วจึงไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
ในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าลมอะไรหอบต้วนอวี้หรานวิ่งเข้ามา เมื่อนางเห็นใบหน้าซีดขาวของต้วนชิงหมิง และเยวี่ย
เจียที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ดวงตาก็ฉายแววมีความสุขออกมา เจื้อยแจ้วเสียงใส “ท่านแม่ ท่านแม่ หรือที่ว่ามีชายปั่าเถื่อน
แอบอยู่ในห้องนาง เป็นเรื่องจริงเจ้าคะ?”
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วมุ่นขึ้นทันที
แม้ว่าต้วนอวี้หรานจะเป็นลูกที่เกิดจากอนุ แต่ก็เป็นบุตรสาวที่ต้วนเจิ้งรักใคร่เอ็นดูอยู่มาก เหตุใดนางถึงได้พูดคำ
หยาบคายอย่าง ‘ชายปั่าเถื่อน’ ออกมาได้
เมื่อเห็นต้วนเจิ้งมีสีหน้าไม่พอใจ หลิวหรงก็รีบดึงต้วนอวี้หรานไว้ “อวี้หราน ท่านพ่อกับพี่สาวของเจ้าอยู่ที่นี่ด้วย
อย่าพูดพล่อยๆ เด็ดขาด”
ต้วนอวี้หรานคิดว่าผู้เป็นมารดากำลังทำเหมือนตอนที่อยู่ที่ทะเลสาบ แม้ภายนอกจะดูเหมือนช่วยต้วนชิงหมิง แต่
ส่วนลึกแล้วกลับเหยียบอีกฝั่ายให้จมดิน ทว่าตอนนี้หลักฐานนั้นก็ชัดเจนคาตามิใช่หรือ เหตุใดถึงต้องช่วยนางปกปิดด้วย!
เด็กสาวเบ้ปาก จงใจพูดออกมาเสียงดังว่า “ท่านแม่ ลูกรู้แล้วเจ้าค่ะ……ในห้องของท่านพี่มีคนนอกที่ได้รับบาด
เจ็บซ่อนอยู่ บังเอิญถูกท่านพ่อท่านแม่จับได้ ท่านพี่รู้ว่าผิดไปแล้ว ท่านพ่อก็อย่าได้ลงโทษนางหนักเลยเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงใส มือของต้วนเจิ้งก็สั่นเทิ้มด้วยความโกรธ แววตาของเขาขุ่นมัวสุดจะเปรียบ “บอกข้ามาสิ ตาข้างไหน
ของเจ้าเห็นคนนอกซ่อนอยู่ในห้องของพี่สาวเจ้า……บอกมาสิ! ลองพูดมาสิ! มีอยู่ตรงไหน! อายุยังน้อยก็พูดจาอวดดีใส่
ร้ายพี่สาวเจ้าแล้ว ต้วนอวี้หราน……เจ้ารู้ผิดหรือไม่?”
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นเรื่องที่ทำให้ต้วนเจิ้งตกใจและยอมรับไม่ได้ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่เขาอารมณ์เสียใส่บุตร
สาวคนรองลูกอนุที่เขาเอ็นดูอีกด้วย
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมา พลางใช้สายตาที่ผิดหวังมองไปที่น้องสาวต่างมารดา พูดด้วยความโกรธเคือง “น้องอวี้
หราน เจ้ากับข้าต่างก็เป็นลูกสาวจวนต้วน หากชื่อเสียงของข้าถูกทำลาย แล้วจะมีประโยชน์อันใดกับเจ้าเล่า อีกอย่าง
การพูดเช่นนี้ จะต้องมีหลักฐาน ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่ามีคนนอกซุกซ่อนตัวอยู่ในเรือนของพี่เล่า?”
ตอนนี้ ต้วนอวี้หรานก็ตะลึงทันที
นางจำได้ว่าแม่นมหวางบอกให้นางมา เพื่อมาดูต้วนชิงหมิงขายหน้า แต่ตอนนี้ นางไม่เห็นแม้แต่เรื่องขายหน้า
ของอีกฝั่าย ทั้งนางยังถูกต้วนชิงหมิงต่อว่าไปอีกรอบหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างที่วิ่งมาดูละครฉากสนุกนี้ นางกลับหกล้ม
ไปรอบหนึ่ง จนถึงตอนนี้หลังของนางยังเจ็บไม่หาย
นางหรือจะทนให้ต้วนชิงหมิงด่าออกมาแบบนี้ได้
เด็กสาวกระทืบเท้าแล้วกล่าวอย่างไม่ยอม “ที่ท่านพี่พูดก็ไม่ถูก มีคำกล่าวไว้ว่า ทำแล้วต้องกล้ายอมรับ แล้วเหตุ
ใดท่านพี่ถึงไม่ยอมรับเล่า?”
ต้วนชิงหมิงผินหน้าไปมองอีกฝั่าย ด้วยใบหน้าขุ่นเคือง ทว่ากลับไม่เปล่งวาจาตอบโต้
เยวี่ยเจียที่อยู่ด้านข้างมองดูต้วนชิงหมิงที่วันนี้ดูอ่อนแอ พลันรู้สึกหนักใจเล็กน้อย ทุกคนในเรือนหนิงซูย่วนต่าง
ทราบนิสัยของต้วนชิงหมิงดี แม้ภายนอกดูอ่อนแอ แต่ที่จริงแล้วด้านในกลับแข็งแกร่งอย่างมาก นางไม่เคยแสดงท่าที
อ่อนแอต่อหน้าต้วนอวี้หรานเลย ทั้งยังใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝั่ายพูดไม่ออกอีกด้วย
ทว่าวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น การปรากฏตัวของหลิวหรงและบุตรสาวของนาง ทำให้ต้วนชิงหมิงต้องแสดงความ
อดทนอย่างมาก ราวกับเป็นกระสอบทรายที่ค่อยรับความโกรธก็มิปาน
เด็กสาวไม่เถียงและไม่พูดจาใดๆ ทำเพียงมองพื้นแล้วหลั่งนํ้าตาออกมา
ในที่สุดต้วนเจิ้งก็ทนไม่ไหว เขาตบโต๊ะดังลั่นแล้วพูดอย่างโมโห “ต้วนอวี้หราน ไสหัวกลับเรือนจิ้งหรานย่วนของ
เจ้าไปเสีย จะมาเสียงดังเอะอะโวยวายที่นี่เพื่ออะไร?”
เด็กสาวผงะตกใจถอยหลังไปครึ่งก้าว ตอบกลับเสียงแข็ง “ท่านพ่อลำเอียงเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นความผิดของ
ท่านพี่ เหตุใดต้องมาลงโทษข้าด้วยเล่า?”
“อวี้หราน ทำไมเจ้าถึงพูดกับท่านพ่อของเจ้าเช่นนี้……รีบกลับเรือนของเจ้าเสีย แล้วคิดทบทวนเรื่องที่ทำในวันนี้!”
หลิวหรงรีบก้าวเข้าไปข้างหน้า กล่าวเตือนบุตรสาวเสียงเข้ม
นางเงยหน้ามองผู้เป็นมารดาทีหนึ่ง ต้วนเจิ้งทีหนึ่ง ด้วยสายตาน้อยเนื้อตํ่าใจ นางกระทืบเท้ากล่าวตัดพ้อ “ท่า
นพ่อลำเอียง ท่านแม่ก็ลำเอียง ข้ารู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นลูกอนุ เดิมทีก็ไม่เป็นที่โปรดปรานอยู่แล้ว……เอาเถอะ ท่านพี่ดีไป
เสียทุกอย่าง ทำอะไรก็ถูกไปหมดทุกเรื่องใช่หรือไม่?”
ต้วนอวี้ที่นั่งดูอยู่ด้านข้างตลอด ในที่สุดก็อดพูดแทรกขึ้นไม่ได้ “พี่รอง เหมือนตั้งแต่ต้นจนจบพี่รองพูดอยู่ฝั่าย
เดียว ข้ายังไม่ได้ยินใครพูดว่าท่านไม่ถูกแม้แต่ประโยคเดียว”
“อวี้เอ๋อร์……ถ้าเจ้ากล้าพูดอีกคำเดียวแล้วละก็” นางหันมาตวาดเด็กชายลั่นเมื่อเห็นเขาพูดแทรกขึ้นมา
เขาโกรธมาก กำลังจะอ้าปากพูดแทรกอีกประโยค กลับเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงมองมา จึงข่มใจหันหน้ากลับ
ไปทันที ไม่ส่งเสียงพูดอีก
ต้วนเจิ้งโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เหตุใดงานวันเกิดของบุตรสาวกลับมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกตลอด ทั้งถูกค้นเรือน
ทั้งบ่าวรับใช้นางได้รับบาดเจ็บ มาตรว่าเรื่องนี้เดิมทีต้วนเจิ้งก็ไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งการปรากฏตัวของต้วนอวี้
หรานตอนนี้ กลับยิ่งทำให้ความโกรธในใจเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ