การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 218 สนทนายามคํ่าคืนระหว่างพ่อลูก (1)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 218 สนทนายามคํ่าคืนระหว่างพ่อลูก (1)
แววตาของต้วนชิงหมิงกลับดูเศร้าสร้อย คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง
นางรู้ดีว่าสำหรับบุรุษผู้หนึ่ง มีบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกทะนงตัวและภาคภูมิใจ ฉะนั้นนางไม่จำเป็นต้องแสดงออกว่า
ตนเองเข้มแข็งจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่นเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้เป็นบิดา บางอารมณ์ก็สามารถแสดงออกมาได้โดยไม่
จำเป็นต้องปิดบัง เช่นการที่พวกเขาคิดถึงคนคนเดียวกันหรือแม้กระทั่งการที่พวกเขาคิดเพื่ออนาคตของจวนต้วน
เด็กสาวทอดถอนใจ “ท่านพ่อยังจำเรื่องครั้งก่อนที่ลูกไปจ้วงจื่อได้หรือไม่?”
เขาพยักหน้ารับ หลังจากที่ต้วนชิงหมิงกลับมาจากจ้วงจื่อก็เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย จนถึงเรื่องงานวันเกิดในวันนี้
เห็นทีพวกเขาพ่อลูกจะต้องนั่งลงคุยกันอย่างจริงจังบ้างเสียแล้ว
นางค่อยๆ เล่าเสียงเบา “หลังจากที่ลูกเดินทางไปจ้วงจื่อ ถูกพวกคนชั่วกลั่นแกล้ง ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นแอบไปสืบสิ่ง
ที่ลูกชอบกินมาจากที่ไหน จากนั้นก็วางยาลูกหวังจะปั้ายความผิดให้กับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์! โชคยังดีที่ลูกมองแผนการเหล่านั้น
ออก คนพวกนั้นจึงไม่มีโอกาสลงมือเจ้าค่ะ!”
ชายหนุ่มอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าเดือดดาล “ใครกัน……เป็นใครที่กำเริบเสิบสานเช่นนั้น!”
นางยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
แสงไฟในห้องวูบไหวสะท้อนให้เห็นใบหน้าของเด็กสาวที่เพิ่งฉลองวันเกิดอายุครบสิบปี ต้องพบเจอกับความเจ็บ
ปวดจนไม่รู้จะรับมืออย่างไร นางช่างเหมือนกับต้นไม้เล็กๆ ที่ต้องพบเจอกับพายุฝนที่โหมกระหนํ่า
ต้วนชิงหมิงเอื้อนเอ่ยต่ออีกประโยค “ไม่รู้ว่าคนชั่วเหล่านั้นรู้ได้อย่างไรว่าลูกชอบทานสิ่งใด พวกเขาวางยาลงไป
ในนั้น หลังจากที่ลูกตายก็จะได้ปั้ายความผิดให้กับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ มิหนำซํ้าที่คนชั่วเหล่านั้นกล้าทำเป็นเพราะมีคนบงการ
อยู่เบื้องหลัง”
เด็กสาวรูปร่างบอบบางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาจริงจัง “ส่วนเป็นใครนั้น ลูกว่าไม่ต้องเดาก็รู้ได้ไม่ยาก
เจ้าค่ะ!”
ต้วนเจิ้งครุ่นคิดเงียบๆ
ความจริงแล้วเถี่ยเฟิงได้เล่าเรื่องที่บุตรีของเขาต้องประสบที่จ้วงจื่อให้ฟังคร่าวๆ แล้วรอบหนึ่ง เรื่องโรคเวินอี้และ
การวางยาพิษตรงกับที่นางเล่า เพียงแต่เถี่ยเฟิงไม่ได้บอกว่าคนต้องสงสัยที่บงการอยู่เบื้องหลังเป็นใคร!
นางตัดสินใจเล่าให้บิดาฟัง แม้นางจะไม่มีหลักฐาน แต่นางมีคนที่สงสัยอยู่ในใจแล้ว ในจวนต้วนแห่งนี้ คนที่มี
อำนาจและเล่ห์เหลี่ยม นอกจากต้วนเจิ้งก็คือหลิวหรง ส่วนคนอื่นนั้นไม่มีทางเป็นไปได้!
อย่างไรก็ตาม ต้วนเจิ้งไม่อยากเชื่อว่าอนุที่เขาโปรดปรานจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้
ต้วนชิงหมิงยังคงเล่าต่อไปด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ ดูแล้วไม่เหมือนท่าทีที่เด็กสาวคนหนึ่งจะมีได้ กลับเป็นเหมือน
คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย กำลังเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจออย่างสงบนิ่งทว่าเปียมไปด้วยความแค้นฝังลึก
ต้วนเจิ้งในยามนี้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุตรสาว
ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความไร้เดียงสา แต่กลับเป็นเหมือนนํ้าใสที่มิอาจมองเห็นถึงก้นบึ้ง หากเผลอตกลงไปก็มิอาจขึ้น
มาได้
ตัวเขาติดค้างบุตรสาวคนนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ภายใต้แสงไฟ จู่ๆ นํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงก็สั่นเครือ นํ้าตาเอ่อคลอ “ในตอนนั้นลูกกลัวมาก กลัวจนสั่นไปทั้งตัว
จนไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวจนอยากจะร้องเรียกให้ท่านพ่อมาช่วย”
นางเงยหน้าไปมองบิดา นํ้าเสียงโศกเศร้า “ในตอนนั้นลูกคิดถึงท่านพ่อ คิดถึงอ้อมกอดที่อบอุ่นของท่านพ่อ ชิงห
มิงรู้ว่าหากท่านพ่ออยู่ข้างกาย ลูกคงจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ ถึงต่อให้เจอ ท่านพ่อก็จะเดินไปข้างหน้าเพื่อปกปั้อง
ลูก”
ต้วนเจิ้งจุกอยู่ในอกจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าต้วนชิงหมิงสงบนิ่งไม่เหมือนเด็กคนหนึ่ง แต่ตอนนี้การแสดงออกของนางกลับเหมือนสาว
น้อยอายุสิบปีที่ควรจะเป็น ทั้งความหวาดกลัว หมดหวังและความคิดถึง… ล้วนเป็นความคิดที่เด็กสาวควรจะมี
ต้วนเจิ้งยื่นมือออกไปดึงบุตรสาวเข้ามากอด ลูบผมอย่างเบามือ เอ่ยอย่างละอายใจ “ทุกอย่างล้วนเป็นความผิด
ของพ่อเอง… พ่อไม่ควรปล่อยลูกให้เดินทางไปที่ห่างไกลโดยลำพัง”
เขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ควรให้นางเดินทางไปที่ห่างไกลจนต้องประสบกับอันตรายจนแทบจะเอา
ชีวิตไม่รอด!
ต้วนชิงหมิงซบอยู่ในอ้อมกอดของต้วนเจิ้งอยู่นานจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความสงบ ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไป
นานเพียงใด นางเงยหน้าขึ้น มองบิดาด้วยรอยยิ้มเขินอาย “ในเวลานั้นลูกอยากจะกลับมาอยู่ตรงหน้าท่านพ่อ แต่ลูกคิด
ได้ว่าลูกเป็นถึงบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ที่องอาจที่สุดในต้าเซี่ย ลูกจะต้องไม่ทำให้ท่านพ่อเสียหน้า”
เมื่อพูดจนถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางก็แดงเรื่อ “ดังนั้นลูกจึงตั้งสติ คิดว่าหากท่านพ่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้จะรับมือ
อย่างไร จากนั้นลูกก็คิดวิธีรับมือออก”
เมื่อเห็นบุตรสาวที่อายุยังน้อยต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ลำพัง ในใจของเขากลับรู้สึกเสียใจขึ้นมาไม่น้อย ใครกัน
เป็นใครที่บังอาจลงมือกับบุตรสาวสุดที่รักของเขาได้? หรือว่าคนผู้นั้นไม่กลัวว่าเขาจะกลับไปแก้แค้น?
ต้วนชิงหมิงใช้แววตาที่พยายามทำตัวให้เข้มแข็งมองไปยังบิดา “ขอเพียงมีท่านพ่ออยู่ด้วย ก็ไม่มีอะไรที่ลูกต้อง
กลัวแล้ว”
ทันใดนั้นต้วนเจิ้งก็ยิ้มออกมา ยกมือลูบเส้นผมยาวสลวยของต้วนชิงหมิง ทว่าสายตากลับเปียมไปด้วยความเจ็บ
ปวดที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ “ชิงหมิง… ตอนนี้พ่อไม่ใช่แม่ทัพใหญ่อีกต่อไปแล้ว จากนี้ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้ออกไปทำศึกที่
ชายแดนอีกแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านพ่อที่เป็นวีรบุรุษในสายตาของเจ้าก็จะไม่มีอีกต่อไป เจ้าจะผิดหวังในตัวพ่อหรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงถึงกับชะงักไป นางจำได้ว่าคำพูดนี้เหมือนต้วนเจิ้งเคยพูดไปแล้วรอบหนึ่ง หมายความว่ามีเหตุผลบาง
ประการที่ทำให้ต้วนเจิ้งเข้ารับราชการเป็นขุนนางโดยไม่จำเป็นต้องออกไปทำศึกอีกแล้ว!
หากต้วนเจิ้งอยู่ที่จวนบ่อยๆ ย่อมเป็นเรื่องดี อย่างน้อยที่สุดไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นนับจากนี้ นางจะมีคนคอย
ปกปั้อง ส่วนหลิวหรงก็จะค่อยๆ เผยธาตุแท้ให้ต้วนเจิ้งได้เห็นทีละน้อย
เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว!!!
ในชาติที่แล้ว ท่านพ่อมักจะออกไปทำศึกอยู่เป็นเวลานาน นางจึงต้องประสบกับเรื่องเลวร้ายมาโดยตลอด ทำให้
นิสัยของนางนับวันยิ่งกลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว อีกทั้งยังเจอกับเรื่องสีผิวที่ดำคลํ้าลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายมีผื่นขึ้นโดยไม่
คาดฝัน สิ่งนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงไม่ยอมออกไปเจอผู้คน
คุณหนูใหญ่จวนต้วนกลายเป็นสตรีไร้ความสามารถแถมยังอัปลักษณ์ เรื่องนี้กระจายไปทั่วเมืองหลวง ไปั๋หย่วนฮ่า
วอับอายยิ่ง คิดจะยกเลิกการแต่งงานอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ยังดีที่หลิวหรงให้ต้วนอวี้หราน ‘เสียสละ’ ตัวนางเพื่อให้อีกฝั่ายสงบลง จึงทำให้งานแต่งของต้วนชิงหมิงกับเขายัง
เป็นไปตามเดิม จนถึงในชาตินี้นางยังจำวันแต่งงานได้ไม่มีลืม ไปั๋หย่วนฮ่าวมองต้วนอวี้หรานอย่างตกตะลึงในความงาม
นางในตอนนั้นซาบซึ้งที่หลิวหรงยอมให้อวี้หรานสละความสุขเพื่อนาง แต่ในชาตินี้นางรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไปในภาย
ภาคหน้าแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นแผนการที่หลิวหรงวางไว้ และนางจะแย่งเอาสิ่งที่เรียกว่า ‘เสียสละ’ เหล่านั้นกลับคืนมา
ทั้งหมด
ต้วนชิงหมินถอนหายใจเบาๆ แม้นางจะเป็นกังวล แต่รู้ดีว่าในยามนี้ ท่านพ่อให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของ
นางมากที่สุด หากกล่าวตามความจริง นางปรารถนาให้ท่านพ่ออยู่ในจวนต้วน เพื่อจะได้อยู่ดูอวี้เอ๋อร์เติบโตไปด้วยกัน
ชีวิตนี้ของนางเหลือเพียงพวกเขาเพียงสองคนแล้ว