การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 219 สนทนายามคํ่าคืนระหว่างพ่อลูก (2)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 219 สนทนายามคํ่าคืนระหว่างพ่อลูก (2)
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงไม่มีท่านแม่ เหลือต้วนเจิ้งกับต้วนอวี้เพียงสองคนเท่านั้น นางจึงหวังว่าจะได้อยู่พร้อมหน้า
พร้อมตาไม่แยกจากกัน
ทว่าคำพูดเหล่านี้ไม่อาจพูดกับผู้เป็นบิดาได้ตรงๆ มิฉะนั้นต้วนเจิ้งอาจจะคิดว่านางเอาแต่ใจและหัวเราะเยาะใน
ความคิดตื้นเขินจนไม่เหลือความประทับใจ
เด็กสาวใคร่ครวญชั่วอึดใจแล้วพูดขึ้นด้วยความกล้า “ต่อให้ท่านพ่อจะไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่อีกแล้ว แต่ในใจของ
ชิงหมิง ท่านพ่อยังคงเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่ที่องอาจไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเจ้าค่ะ”
นางยิ้มหน้าแดง พูดต่ออีกประโยค “อันที่จริง หากจะให้พูดความในใจของออกมา ลูกหวังเพียงว่าท่านพ่อจะคอย
อยู่ดูลูกกับอวี้เอ๋อร์เติบใหญ่และอยู่กันอย่างมีความสุข”
เด็กสาวค่อยๆ เหลือบมองผู้เป็นบิดาด้วยความเขินอาย “จิตใจของท่านพ่อคิดถึงผู้อื่นมาก่อนเสมอ ดังนั้นจะต้อง
หัวเราะเยาะความคิดของลูกใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ทุกถ้อยคำของบุตรีทำให้เขาซาบซึ้งใจไม่น้อย!
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพ่อลูกได้พูดความในใจ แต่คาดไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะตอบกลับแบบนี้ ความกังวลใจที่มี
ในตอนแรกได้มลายหายวับไปจนหมดสิ้น
ที่จริงแล้ว ผู้เป็นพ่อทุกคนต่างอยากได้ความเข้าอกเข้าใจจากบุตรชายบุตรสาวซึ่งรวมถึงต้วนเจิ้งด้วย ทว่าต้วนอวี้
หรานกลับทำให้เขาผิดหวังซํ้าแล้วซํ้าเล่า กระทั่งอนุภรรยาที่เขาโปรดปรานอย่างหลิวหรงก็ไม่เหลือท่าทางที่มีอยู่เดิม
ฉะนั้นในเวลานี้ คนที่จะพูดคุยเรื่องในใจกับเขาได้ คงมีเพียงลูกสาวคนโตที่เฉลียวฉลาดและรู้จักมารยาทที่ติงโหรวมอบไว้
ให้กับเขา
ผู้เป็นบิดาเอ่ยกลั้วหัวเราะ “อันที่จริง……พ่อก็เหนื่อยกับการออกศึกมานานแล้ว จากนี้ไปจะได้มีเวลาอยู่กับลูก
และอวี้เอ๋อร์ ดีเสียอีก!”
นํ้าเสียงของต้วนเจิ้งแฝงไว้ด้วยความเศร้า ใช่ว่านางจะไม่รู้สึก นางหันหน้ากลับไปคิดและเอ่ยเสียงเบา “กว่าครึ่ง
ชีวิตของท่านพ่อใช้ชีวิตอยู่บนหลังม้า คุณงามความดีที่สร้างก็มีมาก เพียงแต่ท่านพ่อเอาเวลาในชีวิตให้แก่การทำศึกที่
ชายแดน อย่างนั้นชีวิตที่ยังเหลืออยู่ไม่ว่าท่านพ่อจะทำอะไร สำหรับลูก ท่านพ่อยังเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้องอาจเสมอเจ้าค่ะ”
นางหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดด้วยนํ้าเสียงหนักแน่น “เพราะท่านพ่อ ลูกจึงได้มีชีวิตที่สงบสุข ลูกเชื่อว่าผู้คนจะต้องจดจำได้
ขึ้นใจ… ชีวิตของคนเราไม่ว่าจะเคยเป็นอะไรมาไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนคนนั้นสร้างคุณูปการอะไรไว้บ้างต่าง
หากเจ้าค่ะ……”
ต้วนเจิ้งได้ฟังก็หัวเราะออกมา “แม่ทัพใหญ่ผู้องอาจหรือ… พ่อจะจำเอาไว้ นับจากนี้ไปพ่อจะเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้
องอาจในใจของเจ้าต่อไป!”
“ท่านพ่อไม่ต้องทำหรอก ท่านเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!” นางตอบเสียงใสชัดแจ๋ว
เขาได้ฟังแล้วอดยิ้มอย่างมีความสุขออกมาไม่ได้
ตั้งแต่นางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางและบิดาได้พูดคุยกันอย่างสนิทสนม ทั้งยังเปิดอกพูด
ความในใจให้นางฟัง
สิ่งที่อยากพูดก็ได้พูดจนหมดสิ้น จู่ๆ ต้วนเจิ้งก็คิดถึงชุนถาวขึ้นมา เขาจำได้ว่าชุนถาวเดินออกมาจากเรือนของต้
วนชิงหมิง นี่หมายความว่าชุนถาวมาหาบุตรีของเขาอย่างนั้นหรือ?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา แต่ละภาพ แต่ละเหตุการณ์ได้ปรากฏขึ้นในสมองของชายหนุ่ม แต่ละฉากสับสนปนเป
สลับกันไป หรือว่าตู้ชิงหรวนเกลียดเขาจึงมาเล่นงานต้วนชิงหมิงแทน? แต่นางเป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรี จะลดตัวลงมาทำ
เรื่องแบบนี้ไปทำไม
เขาขมวดคิ้วมุ่น คิดวนไปวนมาอยู่นาน “ชิงหมิง วันนี้มีแขกคนพิเศษมาที่เรือนของเจ้าบ้างหรือไม่?”
นางเดาออกได้อย่างรวดเร็วว่าท่านพ่อกำลังพูดถึงชุนถาว หรือว่าพี่ชุนถาวบังเอิญเจอท่านพ่อเข้าแล้ว? ก่อนหน้านี้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เล่าให้ฟังว่า พอชุนถาวเจอท่านพ่อก็มีท่าทีที่หุนหันพลันแล่น
เด็กสาวแอบวิเคราะห์สีหน้าของต้วนเจิ้งอย่างละเอียด กลับพบว่าเขาไม่มีร่องรอยความโกรธเคืองแม้แต่น้อย จะมี
ก็แต่ความกังวลที่ปรากฏชัดบนในหน้าหยาบกร้าน
นางถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะเล่าให้ผู้เป็นบิดาฟัง “ถ้าท่านพ่อไม่พูดถึง ชิงหมิงก็เกือบจะลืมไปแล้ว การไปวัด
ศักดิ์สิทธิ์จิ่วฮว๋าในครั้งนี้ ลูกได้พบสหายเก่าของท่านแม่โดยบังเอิญ นางแซ่ตู้ นามว่าชิงหรวน งานวันเกิดของลูกในครั้งนี้
นางให้พี่ชุนถาวที่เป็นบ่าวรับใช้มาส่งของขวัญให้กับลูกด้วยเจ้าค่ะ”
นางใช้ให้เยวี่ยเจียไปนำของขวัญที่ตู้ชิงหรวนมา เป็นกล่องของขวัญที่ทำอย่างประณีตสวยงาม ด้านในเป็นกำไล
สะท้อนแสงลวดลายวิจิตรงดงาม หากมองอย่างพินิจก็จะรู้ได้ว่ามีราคาไม่น้อย นางทราบความหมายที่ตู้ชิงหรวนให้ของ
ขวัญชิ้นนี้มา ประการแรกเพื่อแสดงความยินดี ประการที่สองเพื่อขอบคุณที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้ ดังนั้นแม้ของขวัญชิ้นนี้
จะราคาสูงลิบลิ่ว นางก็สามารถรับไว้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ
ใบหน้าที่มีความสุขของบุตรสาวคนโตที่ได้รับของขวัญกลับทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในใจ
เด็กสาวที่ไร้มารดาตั้งแต่วัยเยาว์กลับรู้จักจัดการเรื่องราวของตัวเองได้เป็นอย่างดี เดิมทีต้วนเจิ้งคิดว่าหลิวหรง
เป็นคนที่จิตใจกว้างขวางและจัดการดูแลจวนต้วนได้อย่างเรียบร้อย เพียงแต่ช่วงนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายทำให้เขาพบ
ว่า ชีวิตของบุตรสาวคนโตของเขาไม่ได้สุขสบายอย่างที่คิดไว้ จึงรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
เขาคิดว่าหากคนดูแลจัดการจวนต้วนเป็นตู้ชิงหรวนคงจะดีต่อชิงหมิงไม่น้อย นางคงดูแลลูกสาวคนโตที่เขารักได้ดี
มีความสุขกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้แน่
ความคิดนี้พลันบังเกิดขึ้นในหัวของต้วนเจิ้ง เขาทราบดีว่าตู้ชิงหรวนเป็นคนที่หยิ่งและรักศักดิ์ศรีคนหนึ่ง นางคง
ไม่ยอมเดินเข้ามาในชีวิตของเขาอีกเป็นอันขาด… ถ้าเขาไม่สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตของนางได้ คนอื่นก็อย่าได้หวังเลย!
อันที่จริงต้วนเจิ้งคิดเพียงว่าต้วนชิงหมิงและตู้ชิงหรวนแค่รู้จักกันผิวเผิน แต่เมื่อเห็นนางยิ้มแย้มตอนได้รับของ
ขวัญจากตู้ชิงหรวน เขาก็พบว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคงจะไม่ธรรมดาแน่นอน!
“ชิงหมิง ลูกไปรู้จักตู้ชิงหรวนตั้งแต่เมื่อไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง ไหนลองเล่าให้พ่อฟังหน่อย” จู่ๆ เขาก็ถามโพล่งขึ้น
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงลุกขึ้นมารินนํ้าชา
ต้วนชิงหมิงรับปากแล้วจึงเล่าเรื่องที่เจอกับตู้ชิงหรวนโดยบังเอิญที่จ้วงจื่อ รวมถึงเรื่องที่ถูกคนตามไล่ฆ่าออกมาให้
ฟังจนหมด!
เนื่องจากตลอดทางมีเถี่ยเฟิงติดตามด้วยตลอด ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ต้วนเจิ้งล้วนรู้ล่วงหน้ามาก่อน
ทั้งหมดแล้ว อีกอย่างนางรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องโกหก!
ที่แท้เรื่องเมื่อสิบปีก่อนที่นางจากไป ไม่ใช่เพราะจะหลบหน้าเขา แต่ไปเพื่อแก้แค้นให้กับตระกูลตู้ของนาง… เช่นนี้
ก็เท่ากับเขาเข้าใจนางผิดมาโดยตลอด! พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดพลันเกิดความสังเวชหดหู่ใจขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงไม่รู้เรื่องเมื่อสิบปีก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้แต่สงสัยในท่าทีของบิดาที่เปลี่ยนไป นางครุ่นคิดอยู่สักพัก
ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น “ท่านพ่อ ลูกเรียกคุณหนูตู้ชิงหรวนว่าอี๋เหนียงไปแล้วโดยที่นางก็ไม่ได้ว่าอะไรลูก เพียงแต่เรื่อง
เมื่อสิบปีก่อนอาจจะเพราะความเข้าใจผิดกัน ลูกคิดว่านางแค่ไม่อยากเอ่ยถึงท่านพ่อก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งเอื้อมมือไปลูบผมยาวสลวยของต้วนชิงหมิงอย่างอ่อนโยน ฝืนยิ้มออกมา “เรื่องในตอนนั้นเป็นพ่อที่ผิดต่อ
นาง… นอกจากท่านแม่ของเจ้าแล้ว นางก็เป็นคนเดียวที่พ่อรู้สึกผิด”
ในตอนนี้ต้วนชิงหมิงก็ฉุกคิดเรื่องที่แม่นมหนิงเคยเล่าให้นางฟังขึ้นมา ในเวลานั้นหลังจากที่ท่านแม่ได้ให้กำเนิดต้
วนอวี้ก็เสียเลือดเป็นอย่างมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นท่านพ่อจึงไม่ค่อยชอบต้วนอวี้ตั้งแต่นั้นมา… ตอนนี้ดูท่าแล้ว
คงจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาจริง ส่วนเรื่องที่เกิดกับติงโหรวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดนั้น ไม่รู้ว่าเป็นฟั้าดินลิขิตหรือฝีมือของคน
กันแน่!
ครั้งนั้นต้วนเจิ้งทำศึกอยู่ชายแดน แม่นมหนิงจึงรีบให้คนไปส่งข่าวคราวที่จวนเสนาบดี จนสุดท้ายก็เชิญหมอ
หลวงมารักษาติงโหรวไว้ได้ทัน แต่ด้วยเวลาที่ล่าช้าในการรักษาทำให้ร่างกายของติงโหรวเจ็บออดๆ แอดๆ มาโดยตลอด
จนสุดท้ายได้จากไปอย่างสงบ
สายตาของต้วนเจิ้งเหมือนครุ่นคิดบางอย่างได้ ความเศร้าโศกเสียใจฉายชัดบนสีหน้า ทว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ
ผู้ใหญ่ นางไม่ควรเข้าไปยุ่มย่าม แต่สิ่งที่นางต้องทำคือช่วยคลายปมในใจของต้วนเจิ้งกับตู้ชิงหรวน หากแม้ทั้งคู่จะไม่ได้
กลับมาครองคู่กัน อย่างน้อยจะได้ไม่มีเรื่องที่รู้สึกเสียดายไปจนถึงวันตาย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วต้วนชิงหมิงจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านพ่อ เช่นนั้นตอนนี้ที่ลูกเรียกคุณหนูตู้ชิงหรวนว่าอี๋เหนียง
นั่นหมายถึงอีกหน่อยคงจะต้องไปมาหาสู่กัน แต่ท่านพ่อเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด ลูกจึงอยากจะถามท่านพ่อว่าหากลูกติดต่อ
ไปมาหาสู่กับชิงหรวนอี๋เหนียงแบบนี้ต่อไป ท่านพ่อจะเห็นด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”