การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 220 คำว่า “ฉ่าว” ในชื่อของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 220 คำว่า “ฉ่าว” ในชื่อของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
เด็กสาวถามขึ้นอย่างน่าสงสาร หากเขาคัดค้านการไปมาหาสู่ของต้วนชิงหมิงกับตู้ชิงหรวน คงเหมือนทำเรื่องที่
เลวร้ายอย่างไรอย่างนั้น
ต้วนเจิ้งมองดูใบหน้าที่เก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้อย่างปิดไม่มิดของบุตรสาว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเลือกถามขึ้นแทน
การตอบคำถาม “ไหนลองบอกมาสิ ว่าทำไมเจ้าถึงอยากไปมาหาสู่กับชิงหรวน ไม่แน่ว่านางอาจจะเกลียดเจ้าก็ได้!”
หากตู้ชิงหรวนเกลียดต้วนเจิ้งและต้องการแก้แค้นขึ้นมาจริง ต้วนชิงหมิงก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วยเช่นกัน
เด็กสาวครุ่นคิดอย่างตั้งใจก่อนจะเงยหน้ามองบิดา พูดอย่างจริงจัง “ท่านพ่อ ลึกๆ แล้วลูกชอบชิงหรวนอี๋เหนียง
มาก ตอนที่ลูกอยู่ข้างนาง ลูกรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนได้อยู่ข้างกายท่านแม่”
ต้วนเจิ้งถึงกับชะงักไป
เมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น เขากับหญิงสาวผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีผู้นี้เคยให้คำมั่นสัญญากันว่าจะอยู่ไปจนแก่เฒ่า ทว่าสุดท้าย
ก็มิอาจทำตามสัญญาไว้ได้……ต่อมาในภายหลังอันแสนยาวนาน เขาเพิ่งจะรู้ว่าตู้ชิงหรวนรู้จักกับติงโหรวมาเป็นเวลานาน
แล้ว อีกทั้งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังแนบแน่นดุจพี่น้อง ฉะนั้นต้วนชิงหมิงจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นแม่จากตู้ชิงห
รวน เพราะว่ามีหลายจุดที่คล้ายกับติงโหรว
หญิงทั้งสองคน คนหนึ่งจิตใจโอบอ้อมอารี ส่วนอีกคนเป็นรักที่มีมาก่อน ความจริงสตรีผู้โดดเด่นทั้งสองควรจะได้
อยู่กับคนที่มอบความสุขให้กับพวกนางได้ แต่น่าเสียดายที่โชคชะตาเล่นตลก ทำให้เขาต้องทำร้ายพวกนางทั้งคู่ไปทั้ง
ชีวิต!
ผ่านไปพักหนึ่ง ต้วนเจิ้งพลันเขกหัวบุตรสาวเบาๆ “เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องของเจ้าสามารถตัดสินใจได้เองแล้ว
เพียงแต่พ่ออยากจะเตือนเจ้าว่า อย่าได้ไว้ใจไปจนหมด ให้หัดเผื่อใจเอาไว้บ้าง”
นางตอบรับอย่างมีความสุข ขยับลุกขึ้นรินนํ้าชาให้ผู้เป็นบิดาอีกรอบหนึ่ง
เขายกนํ้าชาขึ้นมาจิบจนหมด เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงสวมเสื้อผ้าเนื้อบางจึงลุกขึ้น “วันนี้ก็ดึกมากแล้ว พอแค่นี้ก่อน
พ่อจะกลับแล้ว เจ้าก็รีบพักผ่อนเถอะ”
เขากล่าวจบก็ไม่วายยกมือขึ้นลูบหัวต้วนชิงหมิงด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินจากไป
การพูดคุยในคํ่าคืนนี้ พวกเขาไม่ได้พูดถึงหลิวหรงและต้วนอวี้หรานแม้แต่น้อย ทว่าทั้งคู่ต่างรู้อยู่แก่ใจ หลิวหรงใน
ตอนนี้ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของต้วนเจิ้งอีกต่อไป หากนางต้องการจะพลิกตัวให้กลับมามีอำนาจดังเดิม เกรงว่าจะ
ไม่มีโอกาสนั้นอีกต่อไปแล้ว!
เด็กสาวเดินออกไปส่งบิดาที่หน้าประตูเรือน ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งจึงค่อยเดินกลับเข้าห้อง
เหมันต์ฤดูในยามคํ่าคืนช่างหนาวเหน็บจับใจ หิมะหนาบนพื้นส่งเสียงสวบสาบเมื่อมีคนเหยียบ ตอนที่นางเดิน
ออกไปส่งต้วนเจิ้งก็ไม่ได้ห่มเสื้อคลุมหรือหยิบโส่วหลูติดมือไปด้วย ออกไปด้านนอกเพียงครู่เดียว ต้วนชิงหมิงได้แต่เอา
มือลูบตามแขนด้วยความหนาว นางสั่นเทิ้มไปทั้งตัวจนริมฝีปากซีด บิดากำลังจะเดินจากไป นางยังไม่อยากให้เขาจากไป
แต่ปากเจ้ากรรมกลับแข็งจนพูดไม่ออก!
เยวี่ยเจียรีบวิ่งกุลีกุจอเอาชุดคลุมกับโส่วหลูเข้ามาให้ เมื่อร่างกายของนางอบอุ่นขึ้นก็เริ่มเดินไปข้างหน้าสองก้าว
หางตาของนางเหลือบไปเห็นไฟในห้องของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ติดอยู่ เห็นเงาร่างเล็กส่ายหน้าไปมา จึงเปลี่ยนทิศทาง
ฝีเท้าก้าวไปที่ห้องของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์แทน ในตอนนี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้สติขึ้นมาแล้ว นางนอนอยู่บนเตียงอย่างสงบ มองไปที่
เพดานห้องส่ายหัวไปมา ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อต้วนชิงหมิงเปิดประตูเข้ามาก็ได้พาสายลมอันหนาวเหน็บพัดเข้ามาด้วย เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์สะดุ้งโหยง
เห็นนายหญิงเข้ามาในห้องจึงพยายามรีบลุกขึ้น “อากาศหนาวถึงเพียงนี้ คุณหนูมาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ?”
เด็กสาวรีบเข้าไปห้ามไม่ให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ลุกขึ้นมา นางเดินไปที่เตียง ช่วยห่มผ้าให้อีกฝั่ายอย่างมิดชิด “สองสาม
วันนี้เจ้าจะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ อย่าขยับตัวมากนักเล่า”
แววตาของต้วนชิงหมิงเต็มไปด้วยความเสียใจ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หัวเราะเสียงเบา “ข้างนอกอากาศเหน็บหนาวถึงเพียงนี้ บ่าวได้ถือโอกาสแอบอู้โดยไม่ต้องทำงาน
อะไรเลย!”
อีกฝั่ายฟังแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันใด “บ่าวโง่ เจ้าพูดอะไรของเจ้าเนี่ย?” พูดจบหยาดนํ้าใสๆ พลันหยดลง
เป็นสาย
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอื้อมไปจับมือต้วนชิงหมิง กล่าวอย่างจริงจัง “คุณหนู บ่าวไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย ขอเพียงทำเพื่อ
คุณหนู ต่อให้ต้องทำอะไรมากกว่านี้ก็ไม่เสียใจเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงจับผมที่ยุ่งเหยิงของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทัดไว้ที่หลังหู “เรื่องไม่ถึงกับคอขาดบาดตายเสียหน่อย เจ้าไม่จำเป็น
ต้องโหดร้ายกับตัวเองถึงขนาดนี้ก็ได้… เลือดเจ้าไหลนองไปทั่ว”
เมื่อคิดถึงภาพเลือดที่ทะลักไหลออกจากบาดแผลลึก ในใจของนางก็ยังหวาดหวั่นเจ็บปวดไปหมด
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หัวเราะออกมา “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนั้นบ่าวก็ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน หยิบเศษกระเบื้อง
แทงเข้าไปที่ต้นขาเจ้าค่ะ!”
นางพูดต่อด้วยความละอายใจ “น่าเสียดายแจกันนั้นเหลือเกินเจ้าค่ะ”
แจกันใบนั้นเป็นของที่ฮูหยินเหลือทิ้งไว้ให้ ได้ยินมาว่ามาจากจวนเสนาบดี ราคาสูงลิ่ว แต่ว่าตอนนี้กลับแตกเป็น
เสี่ยงๆ ด้วยนํ้ามือของนาง
ต้วนชิงหมิงทั้งโกรธทั้งขบขัน “จะเอาแจกันใบนั้นมาเปรียบกับคนที่มีชีวิตได้อย่างไรกัน?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังก็แอบแลบลิ้นปลิ้นตา “ตอนนี้ฉ่าวเอ๋อร์ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว คนปลอดภัยดี จะมีก็เพียงแผลที่ขา
เท่านั้น แต่แบบนี้ก็ดี ไม่ต้องออกเรือน จะได้อยู่รับใช้คุณหนูไปทั้งชีวิต!”
ต้วนชิงหมิงทั้งหัวเราะทั้งต่อว่านาง “อายุน้อยขนาดนี้มัวคิดแต่เรื่องจะแต่งกับไม่แต่งอยู่นี่แหละ เจ้ายังมีหน้ามาบ
อกอีกว่าจะไม่แต่งหรือ? เดี๋ยวถึงเวลาที่เจ้าถูกใจคุณชายจวนไหนขึ้นมา อย่ามาขอร้องให้ข้าไปเป็นผู้ใหญ่ให้ก็แล้วกัน!”
“ไม่เอา ฉ่าวเอ๋อร์จะไม่แต่งงาน เว้นเสียแต่คุณหนูไม่ต้องการบ่าวแล้ว!” นางมองไปที่ต้นขาพลางส่ายหัว
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กังวลว่าจะเหลือรอยแผลเป็นทิ้งไว้ หากสาวน้อยที่น่ารักสดใสมีแผลบนร่างกาย อีก
หน่อยแต่งงานออกไปจะอยู่ตํ่ากว่าคนอื่นระดับหนึ่ง เป็นเพราะนางแท้ ๆ ที่ทำลายอนาคตที่ดีของอีกฝั่าย
ในใจของต้วนชิงหมิงเจ็บปวดเป็นที่สุด นางตบบ่าของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างเบามือ “วางใจเถอะ! หากเจ้าหลงเหลือ
รอยแผลเป็น ข้าจะเอายาที่องค์ชายสามให้มาครั้งก่อนให้เจ้า รอยแผลเป็นก็จะหายไป”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ฟังแล้วร้องขึ้นอย่างดีใจ “จริงหรือเจ้าคะ?”
นางรู้สึกก่อนหน้านี้ที่พูดไปดูเหมือนหลอกคุณหนูเข้าแล้ว นางจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ยิ้มออกมา “อันที่จริง เซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์เป็นเพียงบ่าวรับใช้ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เรื่องแต่งหรือไม่แต่งงานก็ไม่ได้สำคัญมากนัก บ่าวจะอยู่รับใช้คุณหนูไปทั้งชีวิต
เลยเจ้าค่ะ! เพียงแต่รอยแผลเป็นนี้ หากกำจัดออกไปได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงอดขำไม่ได้ นางลูบผมของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างเบามือ “บ่าวโง่… เจ้าเป็นคนของข้า อยู่ติดตามข้ามา
นานหลายปี ทำไมข้าจะไม่วางแผนให้กับเจ้าเล่า!”
ชิชะ! เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นั้นกล้าดียังไงทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ต้องบาดเจ็บ……รอให้เขาตื่นขึ้นมาก่อน นางค่อยคิดบัญชี
อย่างละเอียด!
เมื่อเห็นคุณหนูพูดคุยกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ด้วยแววตาเหนื่อยล้า เยวี่ยเจียจึงเดินเข้าไปพูดเสียงเบา “คุณหนูอย่า
หักโหมเกินไป กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ ทางนี้มีชิวหนิงคอยดูแลเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เจ้าค่ะ”
“ชิวหนิงหรือ?” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังจึงถามอย่างแปลกใจ “เยวี่ยเจีย ในเรือนของเรามีบ่าวรับใช้คนใหม่แล้วหรือ?”
เยวี่ยเจียส่ายหน้าไปมา “ก็คือชิวหรงนั่นแหละ คุณหนูเปลี่ยนชื่อให้นางใหม่ ตอนนี้ใช้ชื่อชิวหนิงแล้ว!”
“โอ้! ชิวหรงโชคดีเหลือเกิน” คนที่นอนบาดเจ็บร้องอุทาน
ครั้นพูดจบก็หันตัวไปทางต้วนชิงหมิงอย่างงอนๆ “เมื่อไรคุณหนูจะเปลี่ยนชื่อให้บ่าวบ้างเจ้าคะ? เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถูก
คนอื่นเรียกว่า ‘ฉ่าวเอ๋อร์’ ซึ่งแปลว่า ‘หญ้า’ มานานหลายปีจนรำคาญไปหมดแล้วเจ้าค่ะ!”