การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 227 แผนการของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ต้องการแต่งกับหนิวไปั๋ ข้าอยากแต่งกับหลิวยวน!” องค์หญิงจิ่นซิ่วร้องไห้ วิ่งโผเข้าไปหาองค์
รัชทายาทเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
เนื่องจากเป็นพี่น้องมารดาเดียวกัน เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงรักและเอ็นดูจิ่นซิ่วมาก แม้เขาจะเหี้ยมโหดและเย็นชากับ
องค์ชายองค์อื่น แต่กับน้องสาวคนนี้ เขาทั้งปกปั้องและให้ทุกอย่างตามที่นางต้องการ
ในสายตาของคนอื่นต่างรู้ว่าว่าองค์รัชทายาทตามใจองค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นที่สุด
เขาลูบหลังของนาง เอ่ยปลอบประโลม “จิ่นซิ่วเด็กดี เจ้าอย่าร้องไห้อีกเลย เดี๋ยวพี่ชายจะช่วยพูดกับท่านแม่ให้ ดี
หรือไม่!”
“เจ้ายังจะมีหน้ามาร้องไห้อีก? รู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อพี่ชายเจ้ามากเพียงใด?” ฮองเฮาพูดขึ้นด้วย
สีหน้าเคร่งขรึม
เด็กสาวยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพี่ชาย สะอึกสะอื้นรํ่าไห้ “ท่านพี่… ท่านแม่ดุจิ่นซิ่ว ท่านแม่
ไม่ต้องการจิ่นซิ่วอีกแล้ว!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก้มมองจิ่นซิ่วที่อยู่ในอ้อมอกกระชับอ้อมแขนหนึ่งที แล้วโบกมือให้บ่าวรับใช้ทุกคนถอยออกไป
พลางยกมือตบบ่าของจิ่นซิ่วอย่างเบามือ ผินหน้าไปมองผู้เป็นมารดาพูดอย่างตรงไปตรงมา “ท่านแม่ ได้ยินว่าจะให้จิ่น
ซิ่วแต่งกับหนิวไปั๋?”
ฮองเฮาอยู่ต่อหน้าบุตรชายและบุตรสาวจึงไม่จำเป็นต้องวางมาดดุดันเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าบ่าวรับใช้ แต่กลับ
พูดอย่างอ่อนโยนออกมา “แม่ครุ่นคิดดูแล้ว มีเพียงการแต่งงานกลับหนิวไปั๋จึงจะสามารถรักษาชื่อเสียงของน้องสาวเจ้า
เอาไว้ได้ ในวันพรุ่งแม่จะต้องให้ฝั่าบาทพระราชทานงานอภิเษกให้กับจิ่นซิ่วและหนิวไปั๋!”
เด็กสาวได้ฟังเช่นนั้นก็ร้องไห้เสียงดังลั่นปานจะขาดใจ “ไม่… ท่านแม่ ข้าไม่แต่ง ข้าจะไม่แต่งเด็ดขาด!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป เอ่ยพูดเสียงตํ่า “ท่านแม่ ทำเช่นนั้นไม่ได้ขอรับ!”
สีหน้าของนางกลายเป็นถมึงทึงในทันที “หลิ่งเจวี๋ย เจ้ารู้หรือไม่ ช่วงนี้ท่านพ่อหมางเมินและตีตัวออกหากจากเจ้า
เรื่องงานแต่งของจิ่นซิ่วหากไม่รีบลงมือก่อน เสิ่นกุ้ยเฟยชั่วร้ายนั่นจะต้องทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แน่! ถึงตอนนั้นอาจส่ง
ผลต่อตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างเจ้า แต่ถ้าทำเรื่องหมั้นหมายงานแต่งเอาไว้ก่อน ต่อให้นางจะมาไม้ไหน เราก็สามารถ
รับมือได้โดยง่าย!”
เขานิ่งไตร่ตรองเพียงครู่เดียว ก็พูดอย่างมีเลศนัย “ลูกทราบดี เรื่องนี้จะว่าเล็กก็เล็ก จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ เพียงแต่
ท่านแม่เคยคิดหรือไม่ว่า ต่อให้สละความสุขของจิ่นซิ่วเพื่อให้แต่งกับเจ้าหนิวไปั๋นั่น ก็อาจจะไม่ช่วยอะไรเลย?”
ฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าหนิวไปั๋ผู้นี้มิใช่หลานชายของเสนาบดีหนิวไปั๋หรอกหรือ? ได้ยินมาว่าหลิวไปั๋จะยก
ให้หนิวไปั๋ดูแลจวนเซียงสืบต่อจากเขา แต่หลังจากที่หลิวยวนกลับมา เรื่องนี้ก็เงียบหายไป!”
เขากล่าวตอบ “ท่านแม่พูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว การจะให้หนิวไปั๋สืบสกุลต่อเป็นความคิดของฮูหยินหลิว แต่
หลิวจื๋อกลับบ่ายเบี่ยงปฏิเสธมาตลอดจึงไม่สำเร็จเสียที ช่วงนี้หลังจากที่หลิวจื๋อยอมรับหลิวยวนเข้าตระกูล หนิวไปั๋ก็ยิ่ง
ไม่มีโอกาสนั้นอีกขอรับ!”
หลังจากที่ฮองเฮาฟังก็มีแผนในใจขึ้นมาทันที “หลิ่งเจวี๋ย ลูกวางใจได้ เรื่องนี้แม่ได้คิดเพื่อจิ่นซิ่วเรียบร้อยแล้ว
ก่อนอื่นให้ฝั่าบาทพระราชทานตำแหน่งงานที่ไม่ค่อยสำคัญให้เขา จากนั้นค่อยๆ เลี้ยงให้เขามีตำแหน่งสูงขึ้นทีละขั้น ถึง
ตอนนี้ค่อยให้ฮูหยินของเสนาบดีไปเปั่าหูหลิวจื๋อ ไม่นานเขาก็จะมาเป็นหมากตัวหนึ่งให้เจ้าได้ใช้แล้ว!”
แม้ว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทจะถูกแต่งตั้งมานานหลายปี จึงทำให้ฮองเฮาขัดต่ออำนาจตระกูลโจวของพระพันปี
ทว่าตอนนี้เห็นได้ชัดว่าฝั่าบาทกำลังอุ้มชูเสิ่นกุ้ยเฟยเพื่อคานอำนาจกับนาง ทั้งบุตรชายของเสิ่นกุ้ยเฟยนามว่า ‘เหยียน
หลิ่งรุ่ย’ ก็ไม่ใช่ธรรมดา เพราะภายใต้ความช่วยเหลือไม่กี่ปีของนางกลับทำให้องค์ชายรองผู้นี้สามารถยืนอยู่แถวหน้าได้
อย่างมั่นคง มิหนำซํ้ายังได้รับความชื่นชมจากฝั่าบาทไม่น้อย ทำให้ขุนนางจำนวนหนึ่งเริ่มเข้ามาอยู่ใต้อาณัติ สำหรับ
ฮองเฮาแล้ว สองแม่ลูกคู่นี้ถือว่าเป็นภัยที่สามารถสั่นคลอนอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ได้
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยส่ายหน้า พร้อมกับเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ยังไม่รู้กระมัง ว่าเสนาบดีหลิวไปั๋ไม่ค่อยลงรอยกับฮูหยินและ
มักจะมีเรื่องให้ทะเลาะกันอยู่หลายครา อีกทั้งหลิวจื๋อก็ไม่ชอบพอหนิวไปั๋จึงอยากขับให้ออกจากจวนเซียงไปหลายครั้ง
ท่านแม่ลองคิดดู… หากหนิวไปั๋ผู้นี้ฉลาดหลักแหลมคงทำให้หลิวจื๋อชื่นชมในตัวเขาไปนานแล้ว จนถึงวันนี้หลิวยวนกลับ
เข้าจวนและเป็นลูกรักของเขาอีก จึงทำให้หนิวไปั๋คงไม่มีที่ยืนในจวนเซียงได้อีก หรือว่าท่านแม่อยากจะให้จิ่นซิ่วได้แต่ง
กับคนที่ไร้นํ้ายาไร้อำนาจอย่างนั้นหรือ?”
หลังจากได้ฟังเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเล่า นางก็ขมวดคิ้วมุ่น เกิดลังเลสองจิตสองใจ “แต่ว่าเมื่อวานหนิวซื่อเข้าวังมาไม่
ได้เล่าเช่นนี้!”
หนิวซื่อบังอาจกล้าหลอกข้าอย่างนั้นหรือ? สองมือกำแน่น สีหน้าและแววตาที่โหดเหี้ยมพลันกลับคืนมาบน
ใบหน้า “เช่นนั้น ลูกมีความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไงบ้าง?”
อีกฝั่ายหัวเราะอย่างชั่วร้าย “หนิวซื่อย่อมต้องการให้หนิวไปั๋ได้เกี่ยวดองกับราชวงศ์ เพื่อให้ตระกูลของนาง
รุ่งเรือง แต่น่าเสียดายที่หลานชายอย่างหนิวไปั๋เป็นคนไม่เอาไหน แม้กระทั่งความไว้ใจก็ไม่ได้รับจากหลิวจื๋อ อย่างนั้นยิ่ง
ไม่มีทางดึงหลิวจื๋อมาเป็นพวกเราได้ หนิวไปั๋จึงไม่มีประโยชน์อันใดต่อพวกเรา”
นางพูดอย่างโกรธแค้น “หนิวซื่อมันช่างน่านัก! กล้าอวยหลานชายดีเลิศนักหนาไม่มีใครมาเทียบได้ จนแม่เกือบ
จะหลงเชื่อนางไปแล้ว!”
หาใช่ความเลินเล่อของนางไม่ แต่เพราะหนิวซื่อผู้นี้ต้องการให้หลานชายของนางสืบตำแหน่งต่อจากหลิวจื๋อ เพื่อ
จะได้ขัดขวางไม่ให้หลิวจื๋อได้มีโอกาสรับอนุภรรยาเพิ่ม ทว่าหนิวไปั๋ผู้นี้นอกจากจะไม่รู้จักทะเยอทะยานต่อสู้แย่งชิงแล้ว
เขายังไม่เป็นที่รักของหลิวจื๋ออีก อีกอย่างภายในใจของหลิวจื๋อย่อมไว้ใจลูกชายแท้ๆ ของตนมากกว่า จึงมิแปลกที่เขาจะ
บ่ายเบี่ยงเรื่องให้หนิวไปั๋สืบตำแหน่งต่อจากเขา……หลายปีมานี้ ด้วยความร้อนใจของหนิวซื่อจึงกล่าวชมหนิวไปั๋ต่อหน้า
คนอื่นไม่น้อย ฉะนั้นคนอย่างหนิวไปั๋เป็นคนเช่นไร นางชักเริ่มจะมองไม่ออกแล้ว
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้สังเกตความเคลื่อนไหวของขุนนางน้อยใหญ่ โดยให้ขุนนางที่ภักดีต่อเขาส่งคนเข้าไปเป็นหูเป็น
ตาในจวนเซียง จึงได้รู้ชัดว่าหนิวไปั๋เป็นคนเช่นไร!
เขาจึงพูดโน้มน้าวผู้เป็นมารดาต่อไป “ท่านแม่อย่าได้ใจร้อนไป เรื่องนี้ยังไม่ได้เปิดเผยมิใช่หรือ… ท่านแม่โปรด
วางใจ ยังมีหนทางที่สามารถช่วยจิ่นซิ่วได้อีก!”
นางจ้องมองบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง “หลิ่งเจวี๋ย สถานการณ์ในวังเป็นเช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี ไม่เพียงจะต้อง
ต่อกรกับเสิ่นกุ้ยเฟยและเหยียนหลิงรุ่ย ยังมีเหยียนหลิ่งอวี๋ที่คอยดักซุ่มดูอีก… ด่านแรกแม่ช่วยพูดเปิดทางให้ได้ ด่านต่อ
มาต้องเป็นเจ้าที่ต่อสู้แย่งชิงมาด้วยตัวเจ้าเอง ฉะนั้นเจ้าจะต้องระมัดระวังตัวให้มาก ยิ่งตอนนี้แม่เปลี่ยนใจไม่อยากให้
เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้ว เพราะเดิมทีคิดว่าการแต่งงานของจิ่นซิ่วกับหนิวไปั๋จะช่วยดึงหลิวจื๋อมาเป็นพวกได้ แต่
เวลานี้เห็นทีวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผล! แม้ตระกูลโจวจะกว้างขวางแต่กลับเป็นที่ไม่พอพระทัยของฝั่าบาทขึ้นมาแล้ว สำหรับเจ้า
หากได้รับการสนับสนุนจากขุนนางใหญ่น้อย ย่อมช่วยปูทางในภายภาคหน้าได้เป็นอย่างดี”
แววตาของเขาเปล่งประกายชั่วร้าย “ท่านแม่วางใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเหยียนหลิ่งรุ่ยหรือเหยียนหลิ่งอวี๋ หม่อมฉันจะ
ไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่……”
ฮองเฮามองเหยียนหลิ่งเจวี๋ยและพูดจากใจว่า “หากการแต่งงานของจิ่นซิ่วกับหนิวไปั๋มิอาจเป็นกำลังที่ช่วยเหลือ
เจ้าได้ เช่นนั้นการแต่งก็เท่ากับสูญเปล่า เพียงแต่ตอนนี้ชื่อเสียงของจิ่นซิ่วพังไม่เป็นท่าแล้ว จะมีผู้ใดยอมแต่งกับนางอีก
เล่า? เจ้าก็รู้ว่าแม่เป็นถึงฮองเฮา ส่วนเจ้าเป็นองค์รัชทายาท ต่อหน้าไม่มีใครกล้า ทว่าพอลับหลังคนจะเอาจิ่นซิ่วไปนินทา
ลับหลังเสียๆ หายๆ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหัวเราะออกมา “ท่านแม่คงลืมไปแล้วกระมัง เรื่องจิ่นซิ่วเกิดขึ้นที่จวนเสนาบดี ส่วนจะเป็นหนิว
ไปั๋หรือหลิวยวนนั้นก็พูดได้ไม่ชัดเจน… ลูกมีอยู่แผนหนึ่งที่จะช่วยให้จิ่นซิ่วสมปรารถนา ทั้งยังบีบหลิวจื๋อให้ยอมได้อีก
ด้วย”
ฮองเฮาฟังแล้วจึงถามขึ้นอย่างสงสัย “ลูกมีแผนการอะไร?”
เขากัดฟันพูดขึ้น “ให้ฝั่าบาทพระราชทานงานอภิเษกระหว่างจิ่นซิ่วกับหลิวยวน!”
ฮองเฮาขมวดคิ้วทันทีหลังจากได้ยิน “แต่ว่าเรื่องผิดประเพณีขนบธรรมเนียมของจิ่นซิ่วนั้น หลิวจื๋อและฮูหยินต่าง
เห็นกับตา หรือเจ้าคิดว่าหลิวจื๋อคนนี้เป็นตาแก่เลอะเลือนอย่างนั้นหรือ? อีกอย่างหากจะพระราชทานงานอภิเษก ท่าน
พ่อของเจ้าจะต้องสอบถามความคิดเห็นจากขุนนางอีกฝั่ายก่อนเป็นแน่ ถ้าหลิวจื๋อเล่าความจริงทั้งหมดให้ฝั่าบาทรับรู้
เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อพวกเรา!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหัวเราะ “ฮึๆ” ออกมาพร้อมกับพูดหนักแน่น “ท่านแม่……ท่านวางใจได้ เรื่องในคืนนั้นหม่อมฉัน
พอจะรู้เรื่องมาบ้างว่า จิ่นซิ่วไม่ได้ยินยอมแต่กลับถูกคนวางแผนรมควันธูป ทำให้สติของนางไม่เต็มร้อยจึงพลาดเกิดเรื่อง
เช่นนั้นได้… เรื่องนี้เกิดในจวนของหลิวจื๋อ อีกทั้งยังพอมีหลักฐานที่เกี่ยวโยงถึงหลิวจื๋อจนดิ้นไม่หลุด ซึ่งจุดอ่อนของเขาอยู่
ในมือของพวกเรา ขอเพียงเราใช้จุดอ่อนนี้ข่มขู่หลิวจื๋อเชื่อว่าเขารู้ว่าจะต้องทำแบบไหน!”