การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 228 นี่เป็นสิ่งที่ข้าติดค้างนาง
องค์หญิงจิ่นซิ่วหันไปพูดกับฮองเฮาอย่างตื่นเต้นดีใจ “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ในคืนนั้นลูกก็ยังแปลกใจอยู่ อันที่จริงลูก
หมายจะเดินทางกลับวัง แต่คุณหนูรองรั้งลูกไว้ไม่ให้กลับ พอได้เจอหนิวไปั๋เพียงครู่เดียวลูกก็เวียนหัว ตาลาย จากนั้นเกิด
อะไรขึ้นต่อก็ไม่รู้เรื่องแล้ว”
ตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่ว ขอเพียงไม่ต้องแต่งกับหนิวไปั๋จะให้นางต้องทำอะไรก็ยอมทำหมดทุกอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นใน
คืนนั้นนางถูกวางยาหรือไม่นั้นก็ไม่ทราบ ทว่าหนิวไปั๋พานางขึ้นเตียงนั้นเป็นเรื่องจริง… เจ้าหนิวไปั๋จอมบ้ากามหมายจะ
เอาเปรียบข้า เพื่อจะได้ไต่เต้าขึ้นสูง คงเพ้อฝันไปแล้วกระมัง
คนที่นางถูกอกถูกใจมีเพียงหลิวยวนเพียงผู้เดียว คนอื่นนั้นไม่เคยอยู่ในสายตา!
ฮองเฮาฟังที่บุตรีเล่ามาทั้งหมด ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด “ใครกัน เป็นใครกันแน่ที่กล้าดีวางแผนใส่ร้าย
ลูกของข้า”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดขึ้น “ท่านแม่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาตามหาตัวคนทำแล้ว ต่อให้หลิวจื๋อเป็นคนทำ ก็ไม่อาจ
รับโทษปองร้ายองค์หญิงได้ อีกอย่างคนที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นก็มีเพียงไม่กี่คน แต่เรื่องนี้กลับแพร่สะพัดไปทั่วได้
อย่างไร ดังนั้นขอเพียงท่านแม่ออกหน้า ลูกคิดว่าจะต้องทำสำเร็จแน่นอน!”
ฮองเฮาได้ฟังก็ไม่ลังเลใจอีก “เช่นนั้นย่อมได้! ข้าจะดูว่าใครบังอาจใส่ร้ายคนที่ลูกชายของข้าหมายดึงมาเป็นพวก
และดูว่าอีกฝั่ายจะหาเหตุผลอะไรมาทำให้เปินกงพูดไม่ออก!”
จิ่นซิ่วดึงแขนเสื้อของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย เผยรอยยิ้มสดใสทั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบนํ้าตา “ขอบคุณท่านพี่มาก มี
เพียงท่านพี่ที่รักข้ามากที่สุด!”
ชายหนุ่มลูบผมยาวสลวยของนาง พูดอย่างเอาอกเอาใจ “ก็เจ้าเป็นน้องสาวของพี่ ถ้าพี่ไม่รักและปกปั้องเจ้าแล้ว
เช่นนั้นจะเป็นใครล่ะ!”
นางกระโดดโผเข้ากอดที่คอของเขา แล้วหัวเราะร่าเริงด้วยความดีใจ
ทว่าใบหน้าของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเผยความชั่วร้ายออกมา โดยที่จิ่นซิ่วไม่ได้เห็น… หึ! หลิวจื๋อคิดจะดึงเขามาเป็น
พวกหลายต่อหลายครั้ง แต่หนิวไปั๋ผู้นี้กลับปฏิเสธและทำตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝั่ฝั่ายใด บัดนี้ความซวยได้มาถึงจวนเซี่ยง
ของเขาแล้ว ข้าจะคอยดูว่าหลิวไปั๋ผู้นี้คิดเอาตัวรอดด้วยวิธีใด… เหอะ! คิดจะยัดหนิวไปั๋ให้กับจิ่นซิ่ว แล้วค่อยขับหนิวไปั๋
ออกจากจวนเซี่ยง เห็นทีเจ้าคงจะคิดเพ้อฝันเกินไปแล้ว ครั้งนี้ข้าจะให้จิ่นซิ่วแต่งกับหลิวยวนค่อยดึงเจ้าเข้ามาวังวนแห่ง
การแก่งแย่งนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจิ่นซิ่วกลายเป็นลูกสะใภ้แล้ว เจ้ายังสามารถทำตัว ‘เป็นกลาง’ ได้อีก
ส่วนเรื่องจิ่นซิ่วแต่งแล้วจะได้ใจของหลิวยวนกับความเอ็นดูจากหลิวจื๋อหรือไม่นั้น ก็อยู่เหนือความคาดหมายของ
เขาแล้ว
เกิดเป็นราชนิกุลนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความรัก ความชอบ ความโกรธ ความแค้น ความชังล้วนแล้วแต่
เป็นหมากตัวหนึ่งทั้งนั้น เหยียนหลิ่งเจวี๋ยรู้ดีถึงวิธีการที่ทำให้หมากสักตัวยอมก้มหัวศิโรราบให้กับเขา
เขายืนอยู่หน้าประตูตำหนักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแผนการชั่วร้าย จนทำให้ฮองเฮาตกตะลึงอยู่ไม่น้อย… สายตา
ที่เหมือนกับอสรพิษที่กำลังรอฉกเหยื่ออย่างใจเย็น
เมื่อเขาเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วหัวเราะอย่างเบิกบาน แววตาชั่วร้ายนั้นก็มลายไป เขาพูดยิ้ม ๆ ออกมา “จิ่นซิ่วโตพอ
จะแต่งงานออกเรือนได้แล้ว หากเจ้ายังกอดพี่อยู่เช่นนี้ เห็นทีจะไม่เหมาะสมกับธรรมเนียมอันดีงามกระมัง… เอาอย่างนี้
ประเดี๋ยวเจ้าไปล้างหน้าล้างตาผัดแปั้งแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน พี่กับท่านแม่ยังมีเรื่องที่ต้องปรึกษาหารือกันต่อ เจ้าให้
บ่าวรับใช้มาทำความสะอาดตำหนักด้วยล่ะ!”
เมื่อเขาพูดจบ ฮองเฮาก็ขยิบตาให้ แล้วค่อยเดินออกไปทีละคนอย่างไม่รีบร้อน
แผนการนี้ต้องวางแผนใช้จุดอ่อนให้เป็นประโยชน์ ถึงจะจัดการคนมากเล่ห์อย่างหลิวจื๋อได้ เวลานี้เหยียนหลิ่งเจวี๋
ยกับฮองเฮาจึงต้องหารือวางแผนให้รัดกุมรอบคอบมากที่สุด
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก้าวออกจากตำหนักไป ด้านหลังก็มีบ่าวรับใช้ในวังหลวงที่ดูอายุไม่มากเดินออก
จากตำหนักออกไปเช่นกัน นางมองซ้ายทีขวาทีจนมั่นใจว่าไม่มีใคร ก็รีบวิ่งไปที่ตำหนักไหว้พระ
ระหว่างที่เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังรักษาตัวอยู่ตรงหน้ากลับมีชายชุดดำที่ชื่อ ‘จิ้งสุ่ย’ มาขอรับโทษ เพราะเขาปล่อยให้
เจ้านายหายตัวไปถึงสามวันโดยหาไม่พบ แววตาของเขาเอ่อล้นไปด้วยนํ้าตาที่เอ่อออกมา
การต่อสู้ในครั้งนั้นเจ้านายล่อศัตรูให้ไปอีกทาง จิ้งสุ่ยจึงมีโอกาสนำสารลับหนีไป หลังจากนั้นเจ้านายก็หายตัวไป
พวกเขาเกือบจะค้นหาครบทุกซอกทุกมุมของเมืองหลวง จนสุดท้ายเขาตามชิวหนิง บ่าวรับใช้ของต้วนชิงหมิงมา จึงได้รู้
ที่อยู่ของเหยียนหลิ่งอวี๋… การหายตัวในครั้งนี้เป็นเวลาสามวันสามคืนเต็ม แม้จิ้งสุ่ยจะเห็นการตายจนชินชาแต่ก็อดไม่
ได้ที่จะมีนํ้าตาไหลออกมา!
เด็กหนุ่มตอบด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง “จิ้งสุ่ยนับวันเจ้าจะยิ่งเหมือนลั่วสุ่ยเข้าไปทุกที เอะอะก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้!”
อีกฝั่ายยกมือขึ้นปาดนํ้าตา ทว่าไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามขึ้นว่า “เรื่องที่ข้าสั่งไป เจ้ายังจำได้หรือไม่? ตอนนี้ข้าจะรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้หายเสีย
ก่อนค่อยเข้าวังหลวง เจ้าไปทำธุระให้ข้าเรื่องหนึ่งก่อน……”
อีกฝั่ายเงยหน้าขึ้นมา รับคำสั่งจากเด็กหนุ่ม “จิ้งสุ่ย เจ้าเอาบทสนทนาระหว่างฮองเฮากับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไป
บอกเสิ่นกุ้ยเฟย อย่าให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว จากนั้น……”
ทันใดนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋กลับพูดพึมพำเสียงเบาจนไม่ได้ยิน แววตาของเขาปรากฏความไม่พอใจออกมา… เหอะ
เหอะ! หลิวยวนผู้นี้โชคดีเสียเหลือเกิน ครั้งก่อนเขาเห็นแก่ต้วนชิงหมิงจึงยื่นมือเข้าช่วย บัดนี้ยังไม่ถึงสามวัน เขาจำต้อง
ช่วยหลิวยวนอีกครั้งแล้ว เพราะองค์ชายรัชทายาทกับฮองเฮาจ้องเล่นงานเขา!
จิ้งจอกน้อย……หากเจ้ารู้ว่าข้าได้ช่วยหลิวยวนอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเจ้าจะรู้สึกอย่างไร? ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญอีกแล้ว
เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือเขาแยกแยะบุญคุณกับความแค้นชัดเจน หากใครติดค้างบุญคุณ ไม่ว่าจะเป็นต้วนชิงหมิง หลิวจื๋อ
หรือหลิวยวน ยังไงเขาก็ต้องทวงคืนมาทีละเรื่องแน่นอน!
จิ้งสุ่ยเงยหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจเมื่อเจ้านายหยุดพูดกะทันหัน……เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าเหยียนหลิ่งอวี๋เป็น
คนที่ใช้สติไตร่ตรองและมีแผนการในทุกเรื่อง หากเขาตัดสินใจทำสิ่งใดต่อให้ต้องบุกปั่าฝั่าดงก็จะต้องทำให้ได้!
เรื่องใดเกี่ยวข้องกับ “คนคนนั้น” เหยียนหลิ่งอวี๋ที่เด็ดขาดมักจะต้องมีความกังวลและลังเลใจออกมาชั่วขณะทุก
ครั้งไป!
แต่เรื่องของเจ้านาย ลูกน้องอย่างพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง ดังนั้นเมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋แอบอมยิ้มขึ้นมา ลูกน้อง
อย่างจิ้งสุ่ยได้แต่ก้มหน้าลงทันที เพื่อรอฟังคำสั่ง
เด็กหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงไปกับผนังด้านหลัง แม้เขาอยากจะซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มที่มีกลิ่นหอมจากตัวต้วนชิงหมิ
งอยู่อย่างนั้น ทว่ากลับเอื้อนเอ่ยออกมาอีกประโยค “……จากนั้น เจ้าไปหาหลิวจื๋อโดยเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้กับเขาฟัง
ส่วนจะรับมือได้หรือไม่ และรับมืออย่างไรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องมาสนใจ……”
จิ้งสุ่ยตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นเมื่อกลับตัวจะเดินออกไป เหยียนหลิ่งอวี๋ก็เรียกให้เขาหยุดและพูดอย่างสับสน
ภายในใจ “เจ้าเอาปั้ายประจำตัวของข้าไปหาเฉียวซาน บอกเขาว่าข้าต้องการให้มารักษาคน และให้รีบมาโดยเร็วที่สุด!”
เขาหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่อว่า “เจ้าไปบอกให้เฉียวซานว่า หากเขาสามารถรักษาแผลเป็นไม่ให้เหลือ หนี้ที่ติด
ค้างไว้ครั้งก่อนถือเป็นโมฆะ!”
มือของจิ้งสุ่ยสั่นระริกขึ้นมา
เฉียวซานผู้นั้นเป็นคนที่พิลึกที่สุดคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าโรคหรือแผลที่ซับซ้อนรักษายากแค่ไหน หากถึงมือเขาก็
สามารถรักษาหายได้ทั้งหมด เดิมทีเหยียนหลิ่งอวี๋ตั้งใจให้เขารักษาโรคเรื้อรังที่รักษาหายได้ยากให้กับ ‘คนคนนั้น’ แต่
ทำไมตอนนี้ เขาถึงเปลี่ยนความคิดและควักปั้ายประจำตัวออกมาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นสีหน้าของจิ้งสุ่ยก็หัวเราะอย่างชอบใจ “เจ้าวางใจได้ ข้าทำให้เฉียวซานติดหนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมจะให้
เขาติดหนี้อีกเป็นร้อยครั้งไม่ได้เล่า!”
จิ้งสุ่ยถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
แต่ไหนแต่ไรหากเหยียนหลิ่งอวี๋ตัดสินใจทำเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ก็ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงได้
เขารู้ดีว่าการให้เฉียวซานกลับมาเป็นลูกหนี้ของเจ้านายใหม่อีกครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ลำบากเป็นที่สุด ทว่าในเมื่อเจ้า
นายตัดสินใจลงไปแล้วว่าจะให้รักษาคน จิ้งสุ่ยก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้เหมือนกัน!