การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 229 ความหยิ่งยโสของเสิ่นกุ้ยเฟย
ภายในห้องที่เงียบสงัดน่าอึดอัดจนแทบขาดอากาศหายใจ สายลมเหมันต์ฤดูที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาภายใน
ห้อง เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
หลังจากผ่านงานวันเกิดของต้วนชิงหมิง บรรยากาศภายในจวนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง หิมะที่ขาวโพลนปกคลุม
ไปทั่วบริเวณทั้งหลังคา ต้นไม้ พื้นทางเดิน เหมือนกับภายใต้ความขาวบริสุทธิ์กลับปกปิดความชั่วร้ายของคนไว้นับไม่
ถ้วน
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ประเดี๋ยวก็จริงจังประเดี๋ยวก็ผ่อนคลาย เขานั่งมองระเบียงทางเดินที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ขาวจากหน้าต่าง ในชั่วพริบตาเดียวใบหน้าที่ซีดขาวของเขากลับมีประกายออกมาจากแววตา
จิ้งสุ่ยชำเลืองมองไปทางผู้เป็นนายถึงสองครั้งสองครา อย่างตกตะลึงในสิ่งที่เห็นตรงหน้า เจ้านายมีรอยยิ้ม
บริสุทธิ์ใจที่เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน
ทว่าจิ้งสุ่ยก็ไม่กล้าขัดหรือรบกวนใดๆ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดสิ่งใด “องค์ชายช่วงนี้สนมกุ้ยเฟยกับฮองเฮาต่าง
แวะมาเยี่ยมเยียนท่าน แต่ว่าข้าน้อยกันเอาไว้เสียก่อน ดูท่าแล้วพวกนางไม่ค่อยเชื่อคำพูดของข้าน้อยสักเท่าไร อีกทั้งคน
ที่แฝงตัวเข้ามาอยู่ข้างกายของพวกเราก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้ว……”
เขาหยุดเว้นจังหวะเงยหน้ามองเหยียนหลิ่งอวี๋ ก่อนรายงานอีกครั้ง “ในจวนแม่ทัพแห่งนี้มีการคุ้มกันที่หละหลวม
แม้แต่ข้าน้อยก็ยังสามารถแอบเข้ามาโดยที่องครักษ์เหล่านั้นไม่รู้ตัวได้ หากองค์ชายยังขืนอยู่ที่นี่ต่อ ข้าน้อยก็ไม่อาจ
วางใจได้พ่ะย่ะค่ะ!”
คำพูดของจิ้งสุ่ยชัดเจนและตรงประเด็น หากจะสรุปให้สั้นเหลือเพียงประโยคเดียวก็คือ… ไม่ทราบว่าองค์ชายจะ
กลับเข้าวังเมื่อไร
เหยียนหลิ่งอวี๋เบ้ปาก เอียงคอครุ่นคิดในใจ องครักษ์ในจวนแม่ทัพนี้มีฝีมือไม่ได้แย่ แต่ที่จิ้งสุ่ยบุกเข้ามาโดยง่าย
เห็นทีจะมีบางคนช่วยเปิดทางให้ เปั้าหมายก็เพื่อให้เขารีบออกไปจากที่นี่โดยเร็ว แต่น่าเสียดายที่เขาอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกสุข
สบาย ยังไม่มีความคิดที่จะจากไป!
“เจ้าไม่ต้องไม่สนใจ ถ้าพวกนางอยากจะมาอยู่ก็ปล่อยพวกนางไปเถอะ เพราะอีกไม่นานคงมีเรื่องให้พวกนางต้อง
ต่อสู้กัน!” เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าไปมา จากนั้นเขาก็ตบไปที่หมอนนุ่มนิ่มและพูดอย่างอ่อนโยน “อีกอย่าง……ช่วงนี้ข้า
จะยังไม่กลับวัง ที่นี่อยู่แล้วสุขกายสบายใจมากกว่าเป็นไหนๆ”
จิ้งสุ่ยตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ฟัง เขายกมือขึ้นประสานทำความเคารพเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นหันหลัง
เดินออกไป
จิ้งสุ่ยกับลั่วสุ่ยอยู่ข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋มาเป็นเวลานาน จึงมีเพียงสองคนนี้ที่รู้เรื่องเมื่อสิบปีก่อนที่ว่าเหยียนหลิ่ง
อวี๋มิอาจหลับสนิทในยามคํ่าคืนได้ แต่ตอนนี้เขากลับหลับสนิทได้อย่างผ่อนคลาย นั่นหมายความถึงปมในใจขององค์ชาย
สามได้คลายลงแล้วอย่างนั้นหรือ
หวังว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ดี!
จิ้งสุ่ยปีนหน้าต่างออกไปแล้ว ไม่นานก็เห็นลั่วสุ่ยกระโดดเข้ามาทางหน้าต่างบานเดียวกัน เมื่อเขาเห็นเหยียนหลิ่ง
อวี๋ นํ้าตาก็ไหลออกมาทันที “ฮือ ฮือ ฮือ! ฟั้าดินคุ้มครององค์ชาย!”
เด็กหนุ่มมองไปยังลั่วสุ่ยที่บ่อนํ้าตาตื้น เบะปากพูดอย่างเย็นชา “ฟั้าดินคุ้มครองหรือ! ตั้งแต่ข้าจำความได้ก็
คุ้มครองปกปั้องตัวเองแล้ว”
ลั่วสุ่ยหัวเราะทั้งนํ้าตา “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสามปรีชาสามารถและเก่งกาจเกินใคร ไม่กลัวหน้าอินทร์หน้า
พรหมที่ไหนทั้งสิ้น!”
“ข้าให้เจ้ามาที่นี่ไม่ได้ให้มาเพื่อพูดจาไร้สาระ… เจ้าฟังให้ดี พรุ่งนี้ตอนเช้า ข้าต้องการให้ผู้คนในตลาดรู้เรื่องความ
สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างจิ่นซิ่วกับหนิวไปั๋ ให้กระพือข่าวลือว่าจะโยนความผิดนี้ให้กับหลิวยวนเป็นคนรับแทน……เจ้าต้อง
ทำให้เรื่องนี้แพร่ให้ทั่วเมืองหลวง ยิ่งรู้เยอะยิ่งดี เข้าใจหรือไม่?”
ลั่วสุ่ยก้มหน้ารับคำสั่ง จากนั้นก็เอ่ยอย่างไม่อยากจากไป “องค์ชาย… ข้าน้อยจะรีบไปรีบกลับ แต่หากองค์ชาย
ต้องการกลับวังหลวงละก็ ให้แจ้งข้าน้อยก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ!”
อีกฝั่ายมองค้อนขวับไปหนึ่งที มองอย่างดูถูกดูแคลน “ลั่วสุ่ย ข้าชักสงสัยขึ้นมาแล้วว่า เจ้าเป็นผู้หญิงหรือไม่?”
สิ่งที่ลั่วสุ่ยไม่ใช่ชอบมากที่สุดก็คือ เวลาที่คนบอกเขาว่าเหมือนผู้หญิง ต่อให้เป็นองค์ชายสามที่ปรีชาสามารถก็พูด
แบบนี้ไม่ได้ เขาขมวดคิ้วอย่างขัดใจ ทว่ากลับรีบกระโดดออกไปทางหน้าต่างทันที ไร้ร่องรอยและเงียบหายไปไร้วี่แวว
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปโดยรอบ ก่อนจะลูบหมอนและหลับใหลอย่างสบายใจ!
ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาก็ไม่อาจข่มตานอนได้สนิทในยามราตรี เพราะเมื่อเขา
หลับตาลงจะปรากฏภาพเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว และภาพมือที่ตะเกียกตะกายออกมาจากหลังม่าน ทำให้เขาต้องทน
ทุกข์ทรมานเช่นนี้มาโดยตลอด!
แม้เรื่องราวจะล่วงเลยผ่านไปนานแล้ว ทว่ากลับมีบางสิ่งที่มิได้ถูกลบเลือนให้จางหายไปตามกาลเวลา
แต่เขากลับนอนหลับลึกอย่างน่าอัศจรรย์ในห้องของต้วนชิงหมิง ต่อให้นางมายืนมองหน้านิ้วคิ้วขมวดหรือไม่
พอใจ เขาก็ยังสามารถหลับได้อย่างสบายจนถึงรุ่งอรุณในวันถัดไป!
เหยียนหลิ่งอวี๋จู่ ๆ นึกถึงคำพูดที่ท่านแม่ของเขาเคยพูดไว้ขึ้นได้ “หลิ่งอวี๋ หญิงสาวคนนั้นของเจ้า เกิดมาจาก
ความแค้นและใช้ความแค้นนั้นเป็นแรงพยุงในการดำเนินชีวิต แต่นางสามารถให้พลังทุกอย่างและให้ความอบอุ่นกับเจ้า
ได้… หลิ่งอวี๋ แม้คนมิอาจเอาชนะฟั้าดินได้ แต่สามารถทำให้ฟั้าดินสะเทือนเลือนลั่นได้ ความรักของเจ้าต้องเจอกับขวาก
หนามและบทพิสูจน์มากมาย ส่วนจะสำเร็จสมหวังหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจจากตัวเจ้าทั้งสิ้น”
“หญิงสาว” ที่ท่านแม่พูดถึงนั้นหมายถึงต้วนชิงหมิงใช่หรือไม่ หากเป็นนางคงจะไม่ได้ซาบซึ้งโดยง่ายแน่นอน แต่
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางปล่อยนางไปแน่นอน!
ที่ตำหนักฮว๋าลี่ เสิ่นกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงสีแดง เมื่อได้รับรู้ข่าวก็ลุกขึ้นทันที ด้วยความรีบร้อนจึง
ไม่ได้เก็บอาการดีใจจนออกนอกหน้า “นี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหม? องค์หญิงจิ่นซิ่วเสียบริสุทธิ์ที่จวนเซี่ยง? อีกอย่างหลิวจื๋อรับ
หลิวยวนเข้าตระกูล ย่อมทำให้หนิวไปั๋เป็นคนไม่มีประโยชน์อีกต่อไป!”
บ่าวรับใช้ในวังนางหนึ่ง เดินมาคุกเข่าต่อหน้าเสิ่นกุ้ยเฟย นางพยักหน้ารับยืนยัน “เรียนเสิ่นกุ้ยเฟย เรื่องเป็นเช่น
นั้นจริง บ่าวได้ยินมาแบบนี้เพคะ”
นางลังเลใจอยู่นานสองนานจึงเอ่ยขึ้น “เสิ่นกุ้ยเฟยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเช่นไร……”
เสิ่นกุ้ยเฟยถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าที่สูงศักดิ์ของนางมองสาวใช้อย่างดูแคลน พูดอย่างเย็นชา
“ฮองเฮาคงคิดจะใช้การแต่งงานของจิ่นซิ่วเชื่อมอำนาจกับฝั่ายหลิวจื๋อเป็นแน่… เชอะ! อย่าได้เพ้อฝันไปเลย……”
นางก้าวเดินมาข้างหน้าสองก้าว แล้วพูดด้วยนํ้าเสียงชั่วร้ายเย้ยหยัน “เพราะว่าเปินกงไม่อนุญาต!”
ประโยคที่ว่า ‘เปินกงไม่อนุญาต’ เผยให้รับรู้ถึงความเกลียดชังและความหยิ่งยโสของเสิ่นกุ้ยเฟย ฝั่าบาทเคย
แสดงเป็นนัยว่าอยากใช้อำนาจของตระกูลนางให้คานอำนาจกับตระกูลฮองเฮา ท่านพ่อของนางเป็นกลุ่มขุนนางอีกกลุ่ม
หนึ่งที่มีอำนาจไม่น้อยเช่นกัน ฉะนั้นแผนการของฮองเฮาคงไม่สำเร็จโดยง่ายอีกแล้ว
เมื่อเห็นเสิ่นกุ้ยเฟยภูมิใจกับความสำเร็จของตนเอง นางยิ่งก้มหน้าตํ่าลงไปอีก เพราะรู้ดีว่าเมื่อเสิ่นกุ้ยเฟยแสดง
ความสูงศักดิ์ออกมา คนที่เป็นบ่าวรับใช้ก็ยิ่งต้องทำตัวให้เป็นธุลีผุยผง มีเพียงบ่าวรับใช้แบบนี้จึงจะสามารถมีชีวิตต่อได้
ยืนยาว!
เสิ่นกุ้ยเฟยมองสาวใช้ที่ก้มหน้าลงอย่างพอใจ และพูดด้วยนํ้าเสียงผ่อนคลายลง “เจ้ากลับไปคอยจับตาองค์
รัชทายาทต่อ หากมีความเคลื่อนไหวอะไรให้รีบมารายงานทันที!”
นางรับคำ จากนั้นก้มหน้าถอยหลังสองสามก้าวแล้วหันหลังเดินออกไป ระหว่างที่จะเดินออกนางได้ยกแขนเสื้อ
ขึ้นมาซับเหงื่อที่ไหลออกทั่วหน้าทั่วตัว
หญิงสาวที่อยู่ในวังหลังแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฮองเฮา เสิ่นกุ้ยเฟย และแม้แต่สาวใช้ในวังหลวงที่มีชีวิตรอดจนครบ
อายุยี่สิบปี ล้วนไม่มีใครที่จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์! อันที่จริงบทสนทนาระหว่างฮองเฮากับองค์รัชทายาท นางไม่ได้ยินกับ
หูแต่กลับมีคนตั้งใจมาบอกให้นางรู้… นั่นหมายความว่าเรื่องนี้มีคนอยากให้เสิ่นกุ้ยเฟยได้ล่วงรู้จึงนำมาบอกนาง เพราะ
อีกฝั่ายรู้มานานว่าต่อหน้า นางเป็นสาวใช้ขององค์รัชทายาท แต่ลับหลังนางกลับเป็นคนของเสิ่นกุ้ยเฟย คนที่นำเรื่องนี้
มาบอกยังเตือนว่าต่อให้นางจะทำอะไรก็แล้วแต่ ล้วนอยู่ในกำมือของอีกฝั่าย
หลังจากที่ไปสืบจนรู้ว่าเป็นความจริง สาวใช้คนนี้ย่อมรู้ดี หนทางข้างหน้าจะยิ่งอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าทาง
เดินข้างหน้าจะลำบากลำบนสักเท่าไร ก็จะต้องก้าวเดินต่อไปให้จงได้ เรื่องนี้เหมือนตอนที่นางก้าวข้ามประตูเข้าสู่วัง
หลวงแห่งนี้ ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยตัวเองอีกตลอดไป!