การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 230 ความลับของลูกปัด
สาวใช้ในวังหลวงคนนั้นเดินออกไปได้ไม่นาน ขันทีผู้หนึ่งที่ยืนลับๆ ล่อๆ แอบฟังอยู่ก็หันหน้ามองซ้ายทีขวาที เมื่อ
เห็นว่าปลอดคนก็เร่งฝีเท้าออกจากตำหนักของเสิ่นกุ้ยเฟยไปเช่นกัน ขันทีผู้นั้นตรงรี่ไปทางตำหนักของพระพันปี นี่เป็น
แผนการที่พระพันปีหลวงส่งคนเข้าไปแฝงตัวข้างกายเสิ่นกุ้ยเฟยเพื่อสืบข่าว ในทางกลับกันตำหนักของพระพันปีก็มีคน
ของอีกฝั่ายส่งเข้ามาจับตาความเคลื่อนไหวเช่นกัน ทว่าในวังหลวงแห่งนี้มีหรือ ที่เรื่องราวต่างๆ จะถูกปิดมิดชิดจนไม่มี
ใครรู้ใครเห็น
ชีวิตในวังหลวงแห่งนี้ เต็มไปด้วยการเสแสร้งและมารยาทั้งสิ้น… ไม่ว่าจะเป็นความรัก ภักดี ทรยศ ร้องไห้
หัวเราะ โกรธเกลียด ด่าทอ ดีใจ ผู้คนที่นี่ต่างคุ้นชินกับการต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน จนบางคนลืมตัวตนของตัวเองไป
บ้างก็มี
ส่วนความลับในเมืองหลวงก็เหมือนกับลูกปัดที่ร้อยเป็นสร้อยสวยงาม หากมีเม็ดใดเม็ดหนึ่งหลุดออกมา เม็ดอื่น
ๆ ก็อาจจะร่วงหล่นลงมาจนหมดสิ้น
*
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายเริ่มคล้อยลง แสงตะวันสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นท้องฟั้าสีครามเมื่อต้องแสง ก่อน
ตกกระทบพื้นหิมะขาวโพลนสะท้อนแสงระยิบระยับไปทั่วบริเวณ
มือข้างหนึ่งของต้วนอวี้จับหลิวยวน อีกข้างหนึ่งจับต้วนชิงหมิง เดินเล่นที่สวนดอกไม้หลังจวนที่ตอนนี้ขาวโพลน
ไปด้วยหิมะ
ไม่นานต้วนอวี้ก็ขอตัววิ่งไปเล่นหิมะกับบ่าวรับใช้ที่อายุไล่เลี่ยกัน เด็กน้อยปันหิมะปาใส่กัน จนสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้าน
หลังต้องเข้ามาบอกให้เขาระมัดระวังพลางช่วยปัดหิมะตามตัว นานแล้วที่ต้วนชิงหมิงไม่ได้เห็นน้องชายมีความสุขเช่นนี้
เขาหัวเราะคิกคักวิ่งยํ่าหิมะไปทั่ว บางครั้งล้มลงก็ไม่ได้ลุกขึ้นมา กลับนอนกลิ้งไปมาจนหิมะติดเนื้อติดตัวไปทั่ว
หลิวยวนมองเด็กน้อย และยิ้มกว้าง “ดูสิอวี้เอ๋อร์ ดีใจขนาดนั้น”
เด็กสาวแย้มยิ้มออกมา “ใช่แล้ว เพราะยังอายุน้อย ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวล ข้าอยากจะเห็นเขามีความสุขกาย
สบายใจเช่นนี้ตลอดไป” นางหยุดเว้นจังหวะผินหน้ามองหลิวยวนแล้วยกยิ้มน้อยๆ “เพียงแต่คนเราเมื่อเติบใหญ่แล้วมัก
จะมีเรื่องให้ต้องคิดมากมาย ความสดใสไร้เดียงสาในวัยเด็กจึงหมดไป!”
หิมะขาวโพลนโปรยปรายลงสู่เก๋งจีนสีเทาจนหิมะปกคลุมไปทั่วแล้ว
สายตาของต้วนชิงหมิงเหมือนมีความคิดซ่อนอยู่ในนั้น
เนื่องจากเมื่อคืนต้วนชิงหมิงหลับสนิทจนไม่รู้ว่าหิมะตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืน ถึงแม้ทางเดินเล็กๆ เหล่านี้ถูกจะโกย
หิมะจนสะอาดสะอ้าน แต่เมื่อมองไปที่หลังคาเรือนต่างๆ ยอดไม้ กิ่งไม้ ทุกสรรพสิ่งล้วนขาวโพลน
นี่ไม่ใช่หิมะแรกของเหมันต์ฤดูในปีนี้ แต่เป็นหิมะแรกหลังจากที่ต้วนชิงหมิงจัดงานวันเกิด เพราะฉะนั้นสำหรับ
นางเรื่องราวที่ผ่านมานับไม่ถ้วน จึงมีความหมายที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
“หิมะในเหมันต์ฤดูน่าสนใจขึ้นเยอะ แต่ก่อนตอนที่อยู่กับท่านแม่ ท่านมักจะนำสุรามาอุ่นดื่มแล้วนั่งชมหิมะอย่าง
สำราญใจ!”
แววตาของหลิวยวนดูเศร้าลง นางทราบดี เขากำลังคิดถึงผู้เป็นมารดาอย่างแน่นอน!
คนคนหนึ่งที่มีท่านแม่ถนอมเลี้ยงดั่งไข่ในหินนั้น เมื่อก้าวเข้ามาสู่จวนเซี่ยงกลับต้องพบกับการทดสอบและการ
ทรมานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตของเขา สิ่งเหล่านี้สำหรับหลิวยวนแล้ว กลับเป็นการเพิ่มความแค้นเคือง
ในจวนเซี่ยงและฮูหยินมากขึ้นไปอีก
ถ้าจะให้พูดตามตรงแล้ว หลิวยวนไม่รู้สึกว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนพูดมากและชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่เมื่อนาง
ถลำตัวลึกเข้ามายุ่งเรื่องของเขาแล้วคงไม่อาจถอนตัวกลับได้
เด็กสาวหยิบสุราขึ้นมา นางเผยรอยยิ้มมองไปทางหลิวยวน “คุณชายหลิวรู้หรือไม่ เหตุใดท่านถึงได้เป็นที่เอ็นดู
ของท่านเสนาบดีหลิวจื๋อ”
หลิวยวนคาดไม่ถึงว่าจะได้คำถามเช่นนี้ได้แต่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นเพราะพี่
เป็นสายเลือดโดยตรงของเขาอย่างไรเล่า”
สายเลือดเป็นสิ่งเดียวที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เสนาบดีหลิวจื๋อให้ความสำคัญมากที่สุด
เพราะหลิวยวนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขา
นางรู้ว่าเขาเป็นคนหลักแหลม บางเรื่องเพียงแค่เกริ่นขึ้นมา เขาก็พอจะเดาได้แล้ว!
นางจึงหัวเราะออกมา “เช่นนั้น คุณชายหลิวคงทราบแล้วว่า ในจวนเซี่ยงต้องพึ่งบารมีของใครก็เพียงพอแล้ว!”
แต่ไหนแต่ไรมาหลิวยวนฉลาดเป็นกรด จึงเข้าใจความหมายที่ต้วนชิงหมิงต้องการเตือนเขา ขอเพียงได้ใจของหลิว
จื๋อมาเท่านั้น เขาก็จะสามารถยืนอยู่ในจวนเซี่ยงได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องใดอีก
ต้วนชิงหมิงเห็นหลิวยวนเข้าใจก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ “ในสายตาของคุณชายหลิวคิดว่าชิงหมิงกับหลิวหรงลงรอยกัน
หรือไม่?”
หลิวยวนมองต้วนชิงหมิงแล้วครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยว ก่อนตอบว่า “ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องภายในจวนต้วน อาจจะคิดว่า
น้องชิงหมิงกับหลิวหรงรักใคร่สนิทสนม ส่วนหลิวหรงก็รักน้องชิงหมิงมากว่าลูกในไส้ของนางเสียอีก”
พูดจบยังไม่ถึงอึดใจ หลิวยวนก็พูดต่อ “มีเพียงคนในจวนต้วนเท่านั้นแหละ ถึงจะรู้ว่าพวกเจ้าต้องมีคนตายไปข้าง
ก่อนถึงจะยอมหยุด!”
เด็กสาวอมยิ้มน้อยๆ “อย่างนั้นคุณชายหลิวมองว่า ชิงหมิงสามารถโค่นอำนาจหลิวหรงได้หรือไม่?”
หลิวยวนหันข้างมองต้วนชิงหมิงใหม่อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม พิจารณาไปถึงความรอบคอบ ความเคร่งครัด
ความเย็นชาของนาง ยิ่งไปกว่านั้นยังดูว่าต้วนชิงหมิงเสแสร้งหรือจริงใจกับต้วนเจิ้งกันแน่
อยู่ๆ หลิวยวนก็เข้าใจขึ้นมาทันที “น้องชิงหมิงชนะแน่นอน เพราะน้องมีบ่าวรับใช้ที่จริงใจ ทั้งยังมีความไว้ใจจาก
ท่านลุงต้วนด้วย!”
ต้วนชิงหมิงวางแก้วสุราในมือลงและเม้มปาก นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดปากและกระแอมไอ “คุณชายหลิว
เข้าใจในจุดนี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ในจวนใหญ่แบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่าต่อสู้หรือเป็นศัตรูกับใคร แต่
เป็นการได้รับความเชื่อใจจากเจ้าของจวนต่างหาก ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างอำนาจของตนให้มากขึ้น โดยแสดงท่าทีที่
ดูอ่อนโยนเป็นมิตรเพื่อไม่ให้อีกฝั่ายมองออกว่าคิดอะไรอยู่ในใจ!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ต้วนชิงหมิงได้หลุดขำออกมา “คุณชายหลิวเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางและฉลาดหลักแหลม
เรื่องเหล่านี้รู้ดีอยู่แก่ใจยังจะให้ข้ามาสอนหนังสือสังฆราชอีก! วันหลังหากท่านแม่ของคุณชายหลิวรู้เข้า คงต้องตำหนิที่ชิง
หมิงเข้ามาก้าวก่าย หนำซํ้ายังสอนสิ่งไม่ดีให้คุณชายหลิวอีก”
เมื่อตะวันโผล่ขึ้นจากขอบฟั้า แสงสาดส่องหมู่เมฆที่อึมครึมในหน้าหนาวให้สหายไป อันที่จริงต้วนชิงหมิงเป็นคน
ขี้หนาว ตอนนี้หนาวจนมือไม้สั่นและใบหน้าซีดขาว แต่เมื่อครู่ที่ได้ดื่มเหล้าหยางเหมยไม่กี่อึก จึงทำให้หน้าของนางเริ่ม
แดงระเรื่อดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู… หลิวยวนหันมองเพียงแวบเดียวกลับต้องหันหน้ากลับไปอย่างผิดสังเกต ไม่กล้ามองต่อ
สีหน้าของหลิวยวนกลับแดงขึ้นเรื่อยๆ เขาพูดอย่างซื่อตรงว่า “ที่จริงแล้วเมื่อก่อนที่อยู่กับท่านแม่ก็มักถามเกี่ยว
กับความรู้ต่างๆ และท่านก็มักจะคอยทบทวนความรู้ให้บ่อยครั้ง แต่ว่าเรื่องนี้กลับไม่เคยสอนมาก่อน!”
เด็กหนุ่มเริ่มใจลอยเคลิ้มไป เมื่อก่อนท่านแม่คอยจัดการเรือนต่างๆ ในจวนจึงคุ้นชินกับคำพูดเหล่านี้มากกว่า แต่
ตอนนี้ในฐานะลูกชายกลับถูกคนลอบเล่นงานให้ตกอยู่ในอันตราย
“นั่นเป็นเพราะในสายตาของท่านปั้า ลูกผู้ชายต้องออกไปสร้างทางเดินของตัวเอง” นางเอ่ยปลอบใจ
หลิวยวนได้ฟังก็ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย