การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 231 แรงบันดาลใจของต้วนชิงหมิง
คำเตือนสติของต้วนชิงหมิงสามารถมองได้ถึงสองเรื่อง เรื่องแรกเตือนให้เขารู้จักระมัดระวังตัว และเรื่องที่สอง
เตือนว่าเขาคือชายชาตรี บางเรื่องต้องเรียนรู้และกระทำด้วยตนเอง
หลิวยวนยกเหล้าในมือขึ้นดื่มจนหมดแก้ว พูดอย่างถอดใจว่า “ตัวพี่อยู่ที่จวนเซี่ยงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน
ทั้งเสื้อผ้า และที่หลับที่นอนแม้แต่น้อย แต่ท่านแม่ของพี่ที่อยู่ที่โน่นยังกินอาหารไม่อิ่มทั้งสามมื้อเลย……ไม่กี่วันก่อนพี่ให้
คนนำของไปให้ท่าน ไม่เพียงท่านแม่ไม่รับ ยังเขียนจดหมายกลับมาตำหนิอีก ว่าพี่ว่าได้ดีจนลืมตัว ทำให้ท่านผิดหวังเสีย
อีก!”
ต้วนชิงหมิงฟังแล้วก็ทอดถอนหายใจไม่ต่างกัน เกรงว่าท่านแม่ของหลิวยวนคงไม่เหมือนกับหญิงอื่น นางมีความ
คิดกว้างไกล โดยไม่ติดใจว่าหลิวยวนจะยังทำไม่สำเร็จในวันนี้ ในทางกลับกันก็คิดว่าวันข้างหน้าเขาย่อมทำได้ดีกว่านี้มาก
ทำให้เด็กสาวอดคิดไม่ได้ว่ามีท่านแม่แบบนี้ถือเป็นเรื่องโชคดีของเขา!
นิ่งคิดในใจเพียงครู่เดียว พลางหันหน้าไปมองเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกเศร้าใจ “ข้ากลับรู้สึกว่า สิ่งที่ท่านแม่ของ
คุณชายหลิวทำเป็นเรื่องที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง!”
หลิวยวนเงยหน้ามองอีกฝั่ายด้วยความงุนงง “เหตุใดน้องชิงหมิงถึงกล่าวเช่นนี้เล่า?”
นางกล่าวกลั้วหัวเราะ “คุณชายหลิวเคยลองคิดหรือไม่ ถ้าท่านปั้าหลงใหลในทรัพย์สมบัติ เหตุใดต้องแต่งกับ
เสนาบดีหลิวที่ตอนนั้นไม่มีอะไรติดตัวเลย? ถ้าท่านปั้าไม่คำนึงถึงอนาคตของคุณชายละก็ เหตุใดถึงยอมให้ลูกชายแท้ๆ
เดินทางมาไกลถึงที่นี่… ข้าขอถามคุณชายหลิวอีกครั้ง ถ้าท่านปั้ายอมรับของที่ส่งไป ท่านก็จะส่งต่อไปอย่างนี้ทุกเดือนใช่
หรือไม่?”
หลิวยวนพยักหน้ารับในที “ท่านแม่ของพี่อยู่ที่นั่นเพียงลำพังจะมีก็แค่พี่เป็นลูกชายคนเดียว อย่างไรเสียก็ต้อง
ตอบแทนท่านอยู่แล้ว!”
เด็กสาวอมยิ้มน้อยๆ “การตอบแทนมีอยู่หลายแบบ ทั้งแบบใหญ่หลวง เล็กน้อย จงรักภักดี และโง่เขลา… การ
ตอบแทนอย่างใหญ่หลวงมักจะคำนึงถึงประเทศชาติก่อน ค่อยคำนึงถึงบิดามารดาและผู้อาวุโส การตอบแทนเพียงเล็ก
น้อยจะคิดถึงบิดามารดาอยู่บ้าง ทว่าเสื้อผ้าอาภรณ์กับอาหารการกินของตนก็ต้องมีเพียงพอไม่ให้อดอยาก เมื่อพูดถึง
การตอบแทนแบบโง่เขลาละก็ นี่หมายความว่าไม่อาจออกห่างจากบิดามารดาได้แม้เพียงครึ่งก้าว กระทั่งไม่สนใจความ
ก้าวหน้าในชีวิต ส่วนการตอบแทนแบบจงรักภักดีนั้น ย่อมเป็นการทำคุณูปการให้กับประเทศชาติและนำชื่อเสียง
เกียรติยศมาสู่บิดามารดา!”
คำกล่าวเหล่านี้ของต้วนชิงหมิง ทำให้หลิวยวนเหมือนตื่นขึ้นจากความไม่รู้โดยพลัน
ถ้าเขายังส่งทรัพย์สินและสิ่งของอยู่เช่นนี้ ไม่นานหลิวจื๋อคงต้องรับรู้ แม้เขาจะไม่คัดค้านแต่คงอดรู้สึกไม่ได้ว่าหลิว
ยวนเป็นคนที่ไม่มองการณ์ไกล อีกทั้งฮูหยินหลิวก็คงจะไม่ชอบใจขึ้นไปอีก… หากทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้วนชิงหมิงพูดละ
ก็ หลิวยวนคงเป็นได้แค่คนที่ตอบแทนเพียงเล็กน้อยหรือตอบแทนแบบโง่เขลา ส่วนการตอบแทนอย่างใหญ่หลวงกับการ
ตอบแทนแบบจงรักภักดีนั้น เกรงว่าต้องรอให้เขาทำให้สำเร็จ จากนั้นจะขอฝั่าบาทพระราชทานนามให้ท่านแม่ เพื่อท่าน
แม่จะได้ภูมิใจในตัวเขา!
คิดได้เช่นนี้ หลิวยวนก็ยืดตัวขึ้น “ขอขอบคุณน้องชิงหมิงที่ชี้แนะ สมแล้วที่โบราณกล่าวว่า ฟังบัณฑิตย่อมได้
ความรู้เร็วกว่าการอ่านหนังสือด้วยตนเองถึงสิบปี!”
ต้วนชิงหมิงยกแก้วขึ้นและยิ้มจางๆ “คุณชายหลิวมีสติปัญญาหลักแหลม เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้คงไม่ยากเกินความ
สามารถ ปกติชิงหมิงไม่มีอะไรทำ มีก็เพียงพูดคุยกับคนอื่นไปเรื่อยเท่านั้น!”
จู่ๆ แววตาของหลิวยวน ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “ไม่รู้ว่าผู้ใดจะมีวาสนาได้เคียงคู่กับน้องชิงหมิงผู้ฉลาดเฉลียว”
นางหน้าแดงขึ้นมา พูดอมยิ้ม “ชิงหมิงอายุยังน้อย คุณชายหลิวอย่าพูดล้อเล่นแบบนี้สิ!”
“อายุน้อยอะไรกัน? พี่สาวกับพี่หลิวกำลังพูดถึงต้วนอวี้อยู่หรือ?” ต้วนอวี้เอ่ยแทรกขึ้น เมื่อเดินเข้ามาได้ยิน
หลิวยวนมองหน้าเด็กน้อยที่เพิ่งเดินเข้ามา พลันส่งเสียงหัวเราะร่า “ฮ่าๆ! กำลังพูดถึงเจ้านั่นแหละ อยู่ในวัยไร้
เดียงสา ใช้ชีวิตด้วยความสนุกสนาน พวกพี่มองแล้วก็มีความสุขตามไปด้วย!”
เด็กน้อยได้ฟังก็หัวเราะด้วยความชอบใจ “ฮ่าๆ! พี่สาวชอบพูดเสมอว่า อวี้เอ๋อร์ไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวลใจ”
จากนั้นต้วนชิงหมิงก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดศีรษะของต้วนอวี้ที่เต็มไปด้วยหิมะและเหงื่อที่ไหลออกมา นาง
มุ่นคิ้วเล็กน้อยและพูดขึ้นว่า “ดูสิ เจ้าวิ่งจนเหงื่อไหลไปหมดแล้ว ประเดี๋ยวตามเสี่ยวเอ๋อร์ให้พาไปเปลี่ยนชุดใหม่!”
เขาพยักหน้าตอบและรับนํ้าชาที่ชิวหนิงส่งมาให้จนหมด แล้วผละออกไปวิ่งวนอีกรอบใหญ่ วิ่งไปพลางโบกมือไป
ให้กับต้วนชิงหมิง “พี่สาว เดี๋ยวข้าเล่นอีกสักครู่ค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ก็แล้วกัน!”
นางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ตะโกนบอก “เจ้าวิ่งระวังหน่อย!”
ชิวหนิงอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ “คุณหนูเป็นห่วงคุณชายใหญ่หรือเจ้าคะ อย่างนั้นให้บ่าวตามองค์ชายใหญ่ไป
พร้อมกับเสี่ยวเอ๋อร์ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้เขาเล่นไปเถอะ!”
ระหว่างที่พูดคุยอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น “มีเรื่องอะไรกัน ถึงได้ดูคึกคักปานนี้ ไหนข้าขอดูด้วยคน!”
“แม้ข้าจะไม่ค่อยจะชอบบรรยากาศวุ่นวายสักเท่าไรนัก แต่ถ้าไม่เข้าไปร่วมดูกับน้องชิงหมิงก็คงเหมือนขาดอะไร
ไป?”
เด็กสาวหันหลังกลับไปมองตามเสียงนั้นทันที ที่แท้เป็นเชวียหนิงหรานกับเนี่ยไฉ่เยวี่ย กำลังยืนมองยิ้มกว้างอยู่
นอกศาลา
วันนี้เชวียหนิงหรานสวมชุดคลุมสีม่วง นางสาวเท้ามาทางนี้อย่างรวดเร็วจนลมพัดให้เห็นชุดผ้าฝั้ายสีชมพูอ่อนที่
ตัดเย็บเข้ารูปให้เห็นเรือนร่างได้สัดส่วน สีชุดชมพูอ่อนที่เกือบจะเป็นสีขาว เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลนก็ยิ่งขับ
เน้นคนให้น่าดึงดูด บริเวณแขนเสื้อ ทรวงอกและผ้าคาดเอวขลิบริมผ้าด้วยด้ายสีทอง บนชุดปักลายดอกเหมยสีแดงสด
ซ้อนกลีบผลิบานสะพรั่ง ดึงดูดสายตาผู้ที่พบเห็นต้องหยุดมองด้วยความงดงามเพลินตา!
ข้างเชวียหนิงหรานเป็นเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่สวมชุดด้านในสีเดียวกัน ชุดคลุมด้านนอกเป็นขนจิ้งจอกสีชมพูไม่มีลวดลาย
ที่ชุดด้านในมีเพียงดอกยี่โถที่กำลังผลิบาน บริเวณแขนเสื้อปักดิ้นสีเงิน เมื่อสายลมพัดผ่านมาจะเห็นผ้าคาดเอวสีขาว
นํ้านม ห้อยถุงหอมและหยกมรกตประจำตัว ผมหน้าม้าที่ขยับไปตามลมเผยให้เห็นหน้าผากเรียบเนียนและแววตาที่มี
เสน่ห์ดึงดูดผู้คนที่ได้พบเห็น
หญิงสาวทั้งสองคนยืนข้างกันท่ามกลางหิมะสีขาวบริสุทธิ์
*
ในเวลานี้พวกนางหันมายิ้มกว้างให้ต้วนชิงหมิงด้วยแววตาอ่อนโยน “โอ้ พี่สาวเชวีย พี่สาวเนี่ย มาทำอะไรที่นี่แต่
เช้าตรู่?” เด็กสาวเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ
พูดจบต้วนชิงหมิงก็รีบวิ่งเข้าไปจับมือทั้งสองคน แล้วถามต่อว่า “หนาวหรือไม่? พวกท่านยืนตรงนี้นานเท่าไร
แล้ว?”
ทั้งสองคนสบตากันและหัวเราะอย่างน่ารัก เนี่ยไฉ่เยวี่ยผลิยิ้มงดงาม “พวกข้ามีเสื้อผ้าหนาๆ และโส่วหลู[1] คอย
ให้ความอบอุ่น คนที่หนาวควรจะเป็นเจ้าเสียมากกว่า ไม่ใช่พวกข้า!”
กล่าวจบก็ยื่นโส่วหลูที่ทำขึ้นอย่างประณีตไว้ในมือต้วนชิงหมิง “ดูมือของเจ้าสิ เย็นเฉียบราวกับนํ้าแข็ง รีบๆ อุ่น
มือก่อนเถอะ!”
นางพูดยิ้มๆ “พี่สาวเนี่ยเป็นคนกลัวหนาว โส่วหลูของพี่สาวเนี่ย ข้าไม่กล้ารับไว้หรอก ถ้าจะเอาก็เอาของพี่สาวเช
วียดีกว่า!” เมื่อพูดจบนางก็นำโส่วหลูยัดกลับเข้าไปในมือของเนี่ยไฉ่เยวี่ย จากนั้นยื่นมือไปหยิบโส่วหลูรูปพยัคฆ์จากมือเช
วียหนิงหราน พร้อมกับเอ่ยชมว่า “อื้ม! อบอุ่นเหลือเกิน!”
เชวียหนิงหรานเมื่อถูกแย่งโส่วหลูไปก็ได้แต่ยิ้ม “เจ้านี่นะ อยู่ในห้องดีๆ ไม่ชอบ มายืนตัวสั่นอยู่แบบนี้ ก็สมควร
แล้ว!”
นางเอาแต่หัวเราะคิกคัก ก่อนจะชี้ไปทางหลิวยวนที่เดินตามมาจากด้านหลัง “คุณชายหลิวมาเยี่ยมทั้งยังเอาของ
ขวัญมาให้ ทว่าต้วนอวี้ก็ขอให้เขามาเล่นหิมะเป็นเพื่อน ข้าไม่มีอะไรทำจึงเดินมาเป็นเพื่อนก็เท่านั้น!”
ต้วนชิงหมิงหันไปตามมือที่ชี้ ก็เห็นชิวหนิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เจ้านี่นะ คุณหนูทั้งสองมาถึงที่นี่แล้วทำไมไม่
รายงานข้า!”
[1] โส่วหลู หมายถึงเตาอุ่นมือ