การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 238 สั่งสอนฮองเฮาโจว
ฮ่องเต้ได้ฟังก็พลันกริ้วโกรธ จึงมีราชโองการพระราชทานงานอภิเษกให้องค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นภรรยาของหนิวไปั๋ ทั้ง
ยังเลือกวังมงคลให้ทั้งสองคนแล้ว
หลิวจื๋อใช้เล่ห์เหลี่ยม ตอนที่ฮ่องเต้กำลังออกพระราชโองการ ขอร้องฝั่าบาทขึ้นว่าหนิวไปั๋เป็นคนของตระกูลหนิว
ด้วยเพราะพ่อแม่จากไปนานแล้ว หนิวซื่อจึงรับเขามาเลี้ยงที่จวนด้วยความสงสาร บัดนี้เขาถึงวัยที่ควรออกเรือนแล้วจึง
อยากขอพระราชทานอนุญาตจากฝั่าบาท พระราชทานจวนให้เขาเพื่อแสดงถึงพระทัยที่กว้างขวางของพระองค์
คำพูดร่ายยาวของหลิวจื๋อฟังดูดี คงมีเพียงฝั่าบาทที่เข้าใจความหมายของเขา หลิวจื๋อไม่อยากจะถูกมองว่าอยู่ฝั่าย
ของฮองเฮากับองค์รัชทายาท ในทางกลับกัน ยังเป็นการพิสูจน์ได้ถึงความจงรักภักดีที่มีต่อฝั่าบาทในราชวงศ์ปัจจุบัน
ด้วยสายพระเนตรที่หลักแหลมของฮ่องเต้ ได้มองออกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ทั้งวันนี้
หลิวจื๋อยังเอื้อนเอ่ยเป็นนัยคลุมเครือถึงเรื่องขององค์หญิงจิ่นซิ่ว จึงทำให้ฝั่าบาทรู้ถึงเปั้าหมายที่แท้จริงของฮองเฮากับ
องค์รัชทายาท หมายจะเลือกหลิวยวนมากกว่าหนิวไปั๋มาเป็นพวก และในเมื่อหลิวจื๋อเอ่ยปากแล้ว ฝั่าบาทจึง
พระราชทานจวนให้กับหนิวไปั๋ตามที่เขาขอ
ทว่าสิ่งที่หลิวจื๋อกล่าวกับฝั่าบาท องค์รัชทายาทเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็ได้ฟังทุกถ้อยทุกวาจา ด้วยเพราะเขานั่งอยู่ข้าง
กายฝั่าบาท จึงเห็นพระพักตร์ที่ไม่สบอารมณ์แล้ว ทั้งยังไม่สามารถโต้แย้งหรือเปล่งวาจาใดออกมาได้ เขาแทบอยากจะ
เอาเข็มเข้าไปเย็บปากหลิวจื๋อให้สนิทเสียเดี๋ยวนี้ แต่กลับทำได้เพียงไหลไปตามนํ้า ตามที่ฝั่าบาทรับสั่งเท่านั้น
หลิวจื๋อรู้ว่าไม่จำเป็นต้องไปขอเข้าเฝั้าฮองเฮาอีกแล้ว กล่าววาจาอีกสองสามประโยคแล้วขอตัวออกไป องค์ชาย
รัชทายาทมองตามหลังไปอย่างกินเลือดกินเนื้อ กัดฟันกรอดๆ อย่างจนปัญญาไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ ยอมปล่อยหลิวจื๋อ
เดินออกจากประตูวังหลวงไป
หลิวจื๋อเดินออกมาแล้วถึงได้รู้ว่าเหงื่อได้ไหลท่วมกายจนเปียกปอนไปหมด เขารีบนั่งรถม้ากลับเรือนไปแจ้งให้
หนิวไปั๋เตรียมตัวรับราชโองการ!
หลังจากนั้นไม่นานพระราชโองการของฮ่องเต้ก็มาถึงจวนเซี่ยง โดยไม่ได้ขอความคิดเห็นจากพระพันปีและ
ฮองเฮาแม้แต่พระองค์เดียว เมื่อหนิวไปั๋รับพระราชโองการเรียบร้อยแล้วก็ดีใจเป็นล้นพ้น รีบจัดแจงเก็บของเตรียมตัว
ย้ายออกจากจวนเซี่ยง หลิวจื๋อที่ยืนมองอยู่ตรงห้องอ่านหนังสือพลันถอนหายใจอย่างโล่งอกได้เสียที!
เขาจ้องมองหลิวยวนที่อยู่ด้านข้าง พูดอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “หลิวยวน เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?”
“ลูกคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องมงคลที่ยิ่งใหญ่สำหรับท่านแม่และท่านพี่ขอรับ!”
เรื่องนี้เป็นความชอบของหนิวซื่อ แต่มิได้เป็นความชอบของหลิวยวนด้วย คำพูดนี้ทำให้เขาไม่ต้องเกี่ยวข้องกับ
เรื่องนี้แม้แต่น้อย
หลิวจื๋อยังคงพูดอย่างเคร่งขรึมต่อว่า “เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าอันที่จริงองค์หญิงจิ่นซิ่วหมายจะแต่งกับเจ้า?”
เขารีบคุกเข่าลงที่พื้นทันที เอ่ยปากสาบานไม่เคยรู้จักองค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นการส่วนตัวมาก่อนจึงไม่ทราบว่าคำพูด
เหล่านี้มาจากที่ใด
“เอาล่ะ เจ้าลุกขึ้นเถอะ!”
แผนการขององค์รัชทายาทและฮองเฮาที่หมายจะบีบบังคับให้หลิวยวนแต่งกับองค์หญิงจิ่นซิ่วได้พังลงไม่เป็นท่า
เพราะหากหลิวยวนแต่งกับองค์หญิงผู้นั้น นั่นหมายความว่าเขาจะถูกรวมอยู่ฝั่ายขององค์รัชทายาทและฮองเฮาไปโดย
ปริยาย ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเป็นที่สงสัยในสายพระเนตรของฝั่าบาท ยิ่งไปกว่านั้นในใจส่วนลึกของหลิวยวน หากได้ตบแต่ง
กับองค์หญิงที่มีตำหนิมลทินกลัวว่าบรรพบุรุษตระกูลหลิวคงไม่อาจรับเข้าตระกูลได้ ตอนนี้หลิวยวนได้แสดงความคิด
และการกระทำให้หลิวจื๋อเห็นแล้ว หลิวจื๋อจึงเชื่อสนิทใจแล้วว่าเป็นองค์หญิงจิ่นซิ่วที่หลงรักหลิวยวนอยู่ฝั่ายเดียว!
อีกทั้งในคํ่าคืนนั้นหลิวยวนก็เห็นและรับรู้เรื่องราวแล้ว เดิมทีในวันนั้นหลิวยวนจะกระโดดลงนํ้าไปช่วย แต่กลับ
ถูกคุณชายเชวียรั้งเอาไว้ จากนั้นก็มีคนมารายงานหลิวจื๋อว่าในคืนเกิดเหตุการณ์หลิวยวนเรียกร้องที่หนิวไปั๋ช่วยองค์หญิง
ไว้ได้!
เห็นทีคงมีคนคิดวางแผนเล่นงานหลิวยวนอยู่เป็นแน่ ทว่าถูกเขาซ้อนแผนสุดท้ายเป็นหนิวไปั๋ที่ต้องรับไป! สีหน้า
และแววตาของหลิวจื๋อละม้ายครุ่นคิดอย่างหนัก… เห็นทีคุณหนูต้วนผู้นั้นจะไม่ธรรมดา ส่วนต้วนเจิ้งก็จงรักภักดีต่อ
ฮ่องเต้ไม่มีใจเป็นสอง เช่นนั้นเขาควรไปเยี่ยมเยียนต้วนเจิ้งและไปดูคุณหนูลูกภรรยาเอกที่ฉลาดหลักแหลมคนนั้นให้เห็น
กับตาเสียหน่อยแล้ว
คิดได้เช่นนั้นหลิวจื๋อก็ขยับลุกยืนขึ้น ทำให้หลิวยวนลุกยืนตัวตรงตามขึ้นมา พลันรีบเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างที่ถูก
ลมหนาวพัดกรูเข้ามาในห้อง ความหนาวเหน็บทำให้หลิวยวนรู้สึกได้ว่าเสื้อผ้าของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อจนหมดแล้ว!
ผู้เป็นบิดาถอนหายใจอย่างโล่งอกเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยกำชับหลิวยวนให้ออกจากจวนน้อยที่สุด สำคัญคือห้ามไป
พบองค์รัชทายาทและองค์หญิงจิ่นซิ่วก็พอแล้ว!
หลิวยวนได้ฟังพลันรู้สึกกระวนกระวายใจ ก่อนเอ่ยขอตัวลาออกไป ขณะที่กำลังจะก้าวเดินออกจากห้อง “หลิว
ยวน… ท่านแม่ของเจ้า!”
ในที่สุดนํ้าตาของหลิวยวนพลันคลอเบ้าละม้ายจะพรั่งพรูออกมา เขาจำต้องเงยหน้าขึ้นให้นํ้าตาไหลกลับเข้าไป
แล้วหมุนตัวหันหลังกลับมา “หลายปีมานี้ท่านแม่ไม่เคยพูดถึงท่านพ่อเลย แต่นางมักจะอบรมสั่งสอนให้ดูท่านพ่อเป็น
แบบอย่าง ท่านแม่ยังพูดอีกว่าชีวิตของท่านพ่อไม่ง่ายเลย ยังบอกให้ลูกต้องเข้าอกเข้าใจและไม่สร้างปัญหาให้ท่านพ่อ
ขอรับ”
สายตาของหลิวจื๋ออยู่ๆ ก็มีภาพหญิงสาวที่ร่าเริงนางหนึ่งปรากฏขึ้นกระจ่างชัดคล้ายกำลังพูดอยู่เบื้องหน้า นาง
หันมาพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม “พี่หลิว!”
ที่จริงพวกเขาทั้งสองต่างเป็นสามีภรรยาที่มีความรักให้กัน แต่ว่าฟั้าดินเล่นตลกจับทั้งคู่ให้แยกจากกัน ห่างไกลจน
ยากที่จะพานพบหน้า!
เขาเสมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นท้องฟั้าสดใสสวยงามอย่างหาได้ยากในช่วงเหมันต์ฤดู เอ่ยเสียงเรียบ “ท่าน
แม่ของเจ้าเคยเสียใจบ้างหรือไม่……”
เด็กหนุ่มรีบพูดตัดบท “ไม่เคย ท่านแม่ไม่เคยเสียใจแม้แต่น้อย ท่านแม่บอกลูกเสมอว่าท่านพ่อเป็นผู้ชายที่ยิ่งใหญ่
และดีที่สุดในโลก!”
นํ้าตาของหลิวจื๋อไหลอาบแก้มทั้งสองอย่างไม่เอียงอาย เขารีบหันหน้าไปอีกทาง พลางโบกมือให้หลิวยวนออกไป
ได้แล้ว
เด็กหนุ่มจึงขอตัวลาออกไป เมื่อเดินไปได้ไกลสักระยะจึงค่อยยกมือขึ้นปาดนํ้าตา… นานเพียงใดแล้วที่ไม่ได้พบ
หน้าท่านแม่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นบิดาถามถึงท่านแม่อย่างตั้งอกตั้งใจ
ไม่ว่าความปรารถนาของท่านแม่จะเป็นอย่างไรก็ไม่สลักสำคัญอีกต่อไปแล้ว เมื่อคนสองคนไม่มีวาสนาต่อกัน การ
ได้พานพบกันอีกจึงเป็นเรื่องที่ยากแสนแยกนัก!
เด็กหนุ่มเดินออกมาไม่ไกลก็หยุดยืนพิงใต้ต้นฮว่าซู่[1] แม้สายตาจะคล้ายกำลังเหม่อมองหิมะที่ตกโปรยปราย
เบื้องหน้า แต่ในแววตากลับหวนคะนึงถึงผู้เป็นมารดา……นานมากแล้ว นานเหลือเกินท่านแม่! เขายกมือขึ้นปิดหน้าทั้ง
สองมือ นํ้าตาไหลออกมา ทว่ากลับไม่มีเสียงรํ่าไห้… ท่านแม่สบายดีหรือไม่? ลูกคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน
จวนเสนาบดีที่มีทั้งคนกำลังหัวเราะอย่างสุขใจและคนที่นํ้าตารินไหลด้วยความเศร้าใจผิดหวัง ทว่าสิ่งเหล่านี้เป็น
เพียงส่วนหนึ่งในวังหลวงที่ซ่อนเร้น แผนการ ความโหดร้ายเพิ่มเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
พระพันปีหลวงกำลังตำหนิฮองเฮาด้วยนํ้าเสียงแข็งกร้าว “นี่เจ้าเลอะเลือนไปแล้ว หรือว่าเจ้าอายุมากแล้วกันแน่?
เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นยังกล้าจะปิดอายเจียอีกหรือ? ที่จริงงานแต่งของจิ่นซิ่ว อายเจีย[2] เลือกคนที่จะมาเป็นกำลังหนุน
สำคัญให้กับตระกูลโจวได้แล้ว ก็คือเสี่ยวซื่อจือจากจวนผิงหนาน เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียง นิสัยใจคอดีทั้งยังรูปงาม หากได้
คนจากจวนผิงหนานแต่งกับจิ่นซิ่ว ตระกูลโจวก็จะมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วอีกคร้ง… แต่เจ้ามันโง่เขลาเบาปัญญายิ่งนัก
เพราะการโวยวายของจิ่นซิ่วทำให้พวกเราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง เจ้ารู้หรือไม่”
ตระกูลโจวในวังหลังนั้นมีฮองเฮากับกุ้ยเฟยรวมกันยังไม่ถึงเจ็ดคน อีกทั้งแต่ไหนแต่ไรมา วังหลังถือเป็นฐาน
อำนาจสำคัญของตระกูลโจว แต่ถ้าต้องการต่อกรกับฮ่องเต้อำนาจมิอาจทำอะไรได้ ดังนั้นพวกนางจึงให้ความสำคัญต่อ
ขุนนางผู้ใหญ่และทหารชั้นดี ถึงเวลานี้พระพันปีได้พูดคุยตกลงกับเหล่าไท่จวิน[3] ขอผิงหนาน ตอนนี้กลับถูกฮองเฮา
และจิ่นซิ่วทำพังไม่เป็นท่าเลย
พระพันปีตำหนิฮองเฮาอย่างรุนแรง ทว่าอีกฝั่ายได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว ถ้ายึดตาม
บรรดาศักดิ์แล้วพระพันปีหลวงย่อมตำแหน่งสูงกว่าฮองเฮา เพราะนางเคยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ฝั่าบาท และคอยประคับ
ประคองให้มีฝั่าบาทมีได้จนทุกวันนี้ ฉะนั้นวิธีไม้แข็งเด็ดขาดของนาง ฮองเฮาก็พอได้ยินมาอยู่บ้าง! อีกอย่างพระพันปีโจว
ยังเป็นตัวแทนของตระกูลโจว แต่ฮองเฮากลับไม่เป็นที่โปรดปรานของฝั่าบาท ถ้าจะให้พูดตรงไปตรงมาก็คือฮองเฮาเป็น
เหมือนหมากตัวหนึ่งที่พร้อมสละได้ทุกเมื่อ!
ที่กล่าวกันว่า ‘ลูกพึ่งพาแม่ แม่พึ่งพาลูก’ นั้น ฮองเฮาเชื่อมั่นจนขึ้นใจ หากเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่ได้เป็นองค์
รัชทายาทคอยคํ้าจุนตระกูลโจวเอาไว้แล้ว เกรงว่าตำแหน่งฮองเฮาคงไม่อาจรักษาได้นานถึงเพียงนี้
ในใจของฮองเฮาร้อนรนดั่งไฟแผดเผา ในวังหลังแห่งนี้อยู่ในมือของพระพันปีมาโดยตลอด นางจึงไม่มีสิทธิ์หรือ
อำนาจจัดการแม้แต่น้อย
…
[1] ฮว่าซู่ คือ ต้นเบิร์ชหรือเบิร์ช เป็นต้นไม้เนื้อแข็งเมืองหนาวที่มีเปลือกบาง ๆ สีขาวมักจะลอกออกได้ง่าย ใน
เมืองหนาวมักใช้ทำเป็นไม้ฟืนให้ความอบอุ่น
[2] อายเจีย เป็นคำสรรพนามที่พระพันปีเรียกแทนตนเอง
[3] เหล่าไท่จวิน คือยศหรือบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานแก่มารดาพระญาติสนิท หรือมารดาขุนนางที่มีความ
ชอบ